โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การปิดโรงเรียนจีน และห้ามสอนภาษาจีน ในประเทศไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ส.ค. 2565 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2565 เวลา 04.44 น.
พิธีเปิดโรงเรียน

ทุกวันนี้ที่ภาษาจีนเป็นหนึ่งในภาษาสากลที่ใช้เป็นสื่อกลางในหลายประเทศ หลายโรงเรียนสอนภาษาจีนเป็นภาษาที่ 3 ในทุกหลายระดับชั้น นักเรียนสายศิลป์หลายโรงเรียนเลือกภาษาจีนแทนภาษาฝรั่งเศส ยังไม่นับรวมโรงเรียนพิเศษที่เปิดสอนภาษาจีน และการเรียนแบบออนไลน์ แต่ครั้งหนึ่งในสังคมไทย การเรียนการสอนภาษาจีน “ถูกคุมกำเนิด” จนเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากสังคมไทย

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ คำตอบนี้ จี.วิลเลียม สกินเนอร์ อธิบายไว้ในหนังสือชื่อ “สังคมจีนในประเทศไทย: ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์” (สนพ. มิตชน, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2564 ) งานวิชาการคลาสิกที่ผู้สนใจเรื่องจีนศึกษาต้องมี ซึ่งตอนหนึ่งในหนังสือของสกินเนอร์กล่าวถึงความเสื่อมของระบบการศึกษาจีน (ในไทย) ไว้ดังต่อไปนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำ-กองบก.ออนไลน์)

ในช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ได้ล้มล้างระบบการเรียนแบบจีนซึ่งเป็นระบบที่ให้การศึกษาแก่นักเรียนประมาณ 17,000 คนในปี ค.ศ. 1938 (พ.ศ. 2481) แต่เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 จอมพล ป. พิบูลสงคราม พบว่ามีการฟื้นฟูโรงเรียนจีนกันอย่างเต็มที่และมีสายเชื่อมโยงกันอย่างน่าหวั่นเกรงยิ่งกว่าเก่า พร้อมกับมีผู้สมัครเข้าเรียนเกินกว่า 175,000 คน

ขณะที่ปี ค.ศ. 1937/38 (พ.ศ. 2440) นั้น มีชาวจีนเพียง 1 ใน 100 คนเท่านั้นเข้าเรียนในโรงเรียนจีน พอถึงต้นปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ชาวจีนทุก 1 ในทุก 12 คนของทุกระดับอายุเข้าเรียนโรงเรียนจีน ในทัศนะของคณะรัฐบาลชุดใหม่ สภาพเช่นนี้ไม่เป็นที่พึงพอใจนัก และระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน พลเอก มังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ จึงได้จัดการอย่างเฉียบขาดเพื่อกลับทิศทางนี้

โรงเรียนจีนที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายจะไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดในปีการศึกษาใหม่ (ในประเทศไทยเริ่มต้นประมาณสิ้นเดือนเมษายน) โดยเฉพาะการยื่นคำร้องขอจดทะเบียนโรงเรียนระดับกลางทั้งหมดถูกปฏิเสธ และเป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) การศึกษาระดับมัธยมของชาวจีนถูกจำกัดเป็นวิชาเลือกในโรงเรียนระดับกลางของไทยหนึ่งหรือสองแห่ง รวมทั้งในโรงเรียนจีนภาคค่ำอีกไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ

เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามที่โรงเรียนจีนซึ่งจดทะเบียนแล้วถูกบังคับให้ปฏิบัติตามกฏข้อบังคับของโรงเรียนราษฎร์ที่บัญญัติไว้ทุกประการ จึงทำให้การบริหารสับสน หลักสูตรต้องจัดกันใหม่เพื่อจำกัดการสอนด้วยภาษาจีนให้เหลือเพียงวันละ 2 ชั่วโมง ที่ชาวจีนหวาดหวั่นมากกว่านี้ก็คือแผนการของรัฐมนตรีซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่จะลดจำนวนโรงเรียนจีนทั้งหมดในประเทศให้เหลือเพียง 152 แห่ง เช่น ในจังหวัดพระนครให้มีได้ 8 แห่ง จังหวัดธนบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา (โคราช) และอุบลราชธานี ให้มีได้จังหวัดละ 3 แห่ง ส่วนจังหวัดที่เหลือทั้งหมดให้มีได้จังหวัดละ 2 แห่ง…

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้นำไปสู่การต่อสู้ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและบรรดาโรงเรียนจีน ซึ่งดำเนินไปอย่างไม่ลดละจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) เป็นการต่อสู้เพื่อจุดประสงค์เดียว โดยความจริงที่ว่า คนคนเดียวกันเป็นทั้งรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงเกือบ 7 ปี นโยบายของรัฐบาลเน้นมาตรการที่เชื่อมโยง 3อย่างซึ่งออกมาเพื่อล้างอิทธิพลทางการเมืองของโรงเรียนจีน เพื่อทำให้คณะจ้าหน้าที่ดำเนินงานในโรงเรียนที่ดำเนินงานในโรงเรียนและในหลักสูตรการเรียนกลายเป็นไทย และเพื่อจำกัดฐานการเงินของโรงเรียนด้วย

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นโรงเรียนจีน 2 แห่งในกลางเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ก็เป็นเพียงปฏิบัติการยกแรกของอีกหลายครั้ง ที่มีเป้าหมายจะกำจัดการใช้โรงเรียนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและเพื่อสอนเรื่องการเมือง ประมาณเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) โรงเรียนจีน 14 แห่งถูกปิดอย่างถาวรในข้อหามีกิจกรรมทางการเมือง ในกลางเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) โรงเรียนจีนขนาดใหญ่ 3 แห่งถูกตรวจค้น และยึดเอกสารเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ รวมทั้งจดหมายที่แสดงถึงการติดต่อกับพวกคอมมิวนิสต์

ในปี ค.ศ. 1951 (พ.ศ. 2494) กระทรวงศึกษาธิการเริ่มระบบการใช้คนไทยเป็นครูใหญ่ (ซึ่งโรงเรียนราษฎร์ทั้งหมดจำต้องจ้างตามกฎหมาย) เพื่อควบคุมความนึกคิดภายในโรงเรียน ในวันที่ 1 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1951 (พ.ศ. 2494) หัวหน้ากองโรงเรียนราษฎร์ได้เชิญประชุมครูใหญ่คนไทยของโรงเรียนจีนทั้งหมด ทั้งในกรุงเทพฯ และธนบุรี และให้รายชื่อหนังสือจีนจำนวน 22 เล่มที่ถูกทางการสั่งห้ามอ่าน ทั้งยังฝึกอบรมบรรดาครูใหญ่ให้จับตามองอย่างใกล้ชิดในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง และกิจกรรมของคณะอาจารย์และนักศึกษาในโรงเรียน ในเดือนต่อมาโรงเรียนจีนทั่วประเทศถูกสั่งห้ามไม่ให้มีหนังสือหรืออนุญาตให้นักศึกษาอ่านหนังสือต้องห้ามเหล่านั้น

เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495) กระทรวงศึกษาธิการได้ออกคำสั่งว่าครูใหญ่คนไทยเท่านั้นที่จะเรียกประชุมนักศึกษาและกล่าวอบรมสั่งสอนได้ และยังสั่งอีกว่าการเรียกประชุมเช่นนั้นไม่อาจกระทำได้ถ้าไม่มีครูใหญ่คนไทย ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495) ตำรวจได้แจ้งแก่บรรดาโรงเรียนจีนว่า ในการจ้างพวกครูควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่อง “ความนึกคิด” ของผู้สมัคร ผู้อำนวยการหรือครูใหญ่ที่จ้างครูซึ่งปรากฏว่าเป็นพวกฝ่ายซ้ายนั้น จะต้องมีส่วนรับผิดชอบเต็มที่ด้วย

ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) หัวหน้ากองโรงเรียนราษฎร์มีคําสั่งบังคับให้บรรดาโรงเรียนจีนที่ถูกตรวจส่งเอกสารสิ่งตีพิมพ์ที่ทางโรงเรียนได้รับมาให้กองโรงเรียนราษฎร์ เดือนเดียวกัน โรงเรียนจีนที่จังหวัดเชียงรายและสิงห์บุรีถูกข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ หลังจากการประกาศใช้พระราชว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว เจ้าหน้าที่ทางการศึกษาการตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่า “โรงเรียนจีนใต้ดิน” คือสอนแบบเป็นกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 7 คน และไม่ได้อยู่ภายใต้กฎข้อบังคับโรงเรียนราษฎร์…

ในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) กระทรวงศึกษาธิการสั่งให้โรงเรียนจีนในกรุงเทพฯ ปลดครู 152 คนที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าเห็นอกเห็นใจพวกคอมมิวนิสต์ ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) มีการจัดการประชุมอบรมต่อต้านคอมมิวนิสต์แก่บรรดาครูโรงเรียนจีนในกรุงเทพฯ เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) โรงเรียนจีนทั้งหลายได้รับคำสั่งให้ตั้งผู้ควบคุมตรวจตราที่กระทรวงแต่งตั้งทำหน้าที่แทนครูใหญ่คนไทย และให้ฝ่ายหลังกลายมาเป็นผู้ช่วยผู้ควบคุมตรวจตรา

ระหว่างปี ค.ศ. 1951 (พ.ศ. 2494) การรณรงค์เพื่อไทยนิยมยกระดับขึ้นอย่างมาก เดือนกุมภาพันธ์ บรรดาโรงเรียนจีนได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามระบบชั้นอย่างสอดคล้องกัน โดยการให้นักเรียนที่เรียนภาษาจีนในระดับชั้นนั้นๆ เรียนภาษาไทยในระดับชั้นเดียวกันด้วย กฎเกณฑ์นี้ซึ่งระยะแรกบังคับใช้กับชั้น ป.1 และ ป.2 เท่านั้น แต่ต่อมาบังคับใช้ทุกระดับชั้นนั้น เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนทั้งหมดมีความรู้ภาษาไทยอย่างน้อยก็พอๆ กับภาษาจีน

ปีเดียวกันนั้นเองมีการขยายระบบให้เงินอุดหนุนเพื่อจูงใจให้โรงเรียนจีนลดจำนวนชั่วโมงการสอนภาษาจีน มีกฏข้อบังคับว่า โรงเรียนที่สอนภาษาต่างประเทศสัปดาห์ละไม่เกิน 5 ชั่วโมงเท่านั้นจึงจะรับเงินอุดหนุนได้ โรงเรียนจีนหลายแห่งที่มีฐานะทางการเงินไม่ดี โดยเฉพาะโรงเรียนทางภาคเหนือต่างต้องจำใจเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อให้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้สำหรับการรับเงินอุดหนุน

ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495) กองโรงเรียนราษฎร์มีคำสั่งให้การเรียนดนตรีและพลศึกษาเป็นวิชาในหมวดของไทย และต้องใช้ครูไทยทั้งหมด ต่อมาในเดือนธันวาคม มีการประกาศว่า การเขียนภาษาจีนบนกระดานดำในชั่วโมงเรียนวิชาอื่นที่ไม่ใช่วิชาภาษาจีนหรือการอธิบายภาษาไทยหรือแม้แต่สอนวิชาเลขคณิตด้วยภาษาจีน ถือว่าผิดกฎข้อบังคับอย่างร้ายแรง ๆ

ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งเรื่องการลดชั่วโมงดังกล่าว [ลดจำนวนชั่วโมงภาษาจีนเหลือวันละ 1 ชั่วโมง] แก่สถานทูตจีนอย่างเป็นทางการ ทางสถานทูตจีนประท้วงว่าการกระทำเช่นนั้นละเมิดข้อความและเจตนารมณ์ของสนธิสัญญามิตรภาพปี ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) ทำให้การออกคำสั่งไปยังบรรดาโรงเรียนจีนล่าช้าไป แต่ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2458) โรงเรียนก็ได้รับคำสั่งให้ลดเวลาสอนภาษาจีนเป็นสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมงครึ่ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1…

ในเดือนเดียวกัน [พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495)] ทางกระทรวงฯ ก็ยืนยันว่า เพื่อประโยชน์ทางด้านความมั่นคง กระทรวงฯ จะไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนคณะครูของโรงเรียนไปตามการเลือกตั้งคณะกรรมการโรงเรียนหรือองค์การที่สนับสนุนทางการเงิน กฎข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับการจ้างครูซึ่งได้กล่าวแล้วตอนต้นนั้น ได้โอนความรับผิดชอบในการจ้างและบรรจุครูออกมาจากอำนาจครูใหญ่หรือคณะกรรมการจีน ดังเช่นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการผู้หนึ่งกล่าวปลอบใจนักการศึกษาจีนว่า นับตั้งแต่นี้ไม่ใช่คณะเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอีกต่อไปที่จะต้องรับผิดชอบกิจกรรมของพวกครู หากแต่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ การแต่งตั้งผู้ควบคุมตรวจตราทางการศึกษาในโรงเรียนจีน ทำให้อำนาจการตัดสินใจของครูใหญ่จีนและของคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนเผชิญการคัดค้านมากจนเป็นโมฆะ…

การปิดโรงเรียนจิ้ง-หัว ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่ปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) ทำให้วงการการศึกษาจีนแน่ใจยิ่งขึ้นว่า การวิ่งเต้นหาเงินทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโรงเรียนจีนนั้นเป็นการหาความยุ่งยากใส่ตัว…เมื่อต้องเผชิญความยุ่งยากทางการเงินเช่นนี้ โรงเรียนจีนส่วนใหญ่จึงขึ้นค่าเล่าเรียนถึงขั้นที่บิดามารดาชาวจีนไม่มีความสามารถหรือไม่เต็มใจจ่าย…บรรดาครูจีนละทิ้งอาชีพเพราะข้อบังคับทางด้านภาษาและข้อจำกัดทางการเมืองที่เข้มงวดของรัฐบาล…ระหว่างปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) และ ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) เป็นไปได้ว่ามีโรงเรียนจีนหลายแห่งเต็มใจปิดโรงเรียนเพราะเหตุผลทางด้านการเงินมากกว่าจะถูกรัฐบาลสั่งปิดเพราะมีกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่ยอมปฏิบัติตามกฏข้อบังคับอื่นๆ

ผลจากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สร้างหายนะต่อเป้าหมายการศึกษาของจีน ระหว่างปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) และ ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499) โรงเรียนจีนทั้งหมดในประเทศไทยลดจำนวนลงจากที่มีอยู่กว่า 430 แห่ง เหลือเพียง ประมาณ 195 แห่ง แผนการที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศในปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ดูเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อในขณะนั้น แต่โดยทั่วไปเป็นแผนการที่บรรลุเป้าหมาย แผนการนั้นมีการเสนอลดจำนวนโรงเรียนจีนนอกเขตกรุงเทพฯ ให้เหลือเพียง 141 แห่ง

เมื่อถึงปี ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2494) จำนวนโรงเรียนก็ลดลงเหลือประมาณ 130 แห่ง ตามแผนการดังกล่าวยอมให้จังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี และนครราชสีมา มีโรงเรียนจีนได้จังหวัดละ 3 แห่ง และในปี ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499) โรงเรียนจีนในจังหวัดทั้ง 3 แห่งนี้ลดลงเป็น 2, 3 และ 1 แห่ง ตามลำดับ ในปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ขณะที่เกือบทุกจังหวัดมีโรงเรียนจีนอย่างน้อย 1 แห่ง และตามแผนการของกระทรวงฯ แล้ว ได้รับอนุญาตให้มีได้อย่างน้อยจังหวัดละ 2 แห่ง แต่ในปี ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499) จังหวัดต่างๆ อย่างน้อย 20 จังหวัดกลับไม่มีโรงเรียนจีนเลย

นอกจากนี้ ในบรรดาโรงเรียนจีนที่เหลืออยู่นั้น จำนวนผู้สมัครเข้าเรียนโดยเฉลี่ยแล้วก็ลดลงไป…ในปี ค.ศ. 1955-1956 (พ.ศ. 2498 – 2499) จำนวนนักเรียนทั้งหมดในโรงเรียนจีนนอกเขตกรุงเทพฯ มีเพียง 22,000 คนเท่านั้น หมายความว่าโรงเรียนจีนแต่ละแห่งในต่างจังหวัดมีนักเรียนโดยเฉลี่ยเพียงแห่งละ 168 คน หมายความว่า ชาวจีน 1 ในทุก 75 คน เรียนในโรงเรียนจีน

ในกรุงเทพฯ สถานการศึกษาของจีนมีอัตราลดลงน้อยกว่าอย่างมาก จำนวนโรงเรียนในจังหวัดพระนครและธนบุรีลดลงจากที่มีมากกว่า 100 แห่ง เหลือ 63 แห่งในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักเรียนที่สมัครเข้าเรียนทั้งหมดตอนต้นปี ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499) มีประมาณ 27,000 คน ซึ่งหมายความว่าในทุก 23 คน ของประชากรจีนมีนักเรียนจีน 1 คน อย่างไรก็ตาม การที่นักเรียนในโรงเรียนจีนทั้งประเทศลดจำนวนจาก 175,000 กว่าคน มาเหลือน้อยกว่า 50,000 คน ใน ช่วงเวลา 4 ปี แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างมากต่ออนาคตของชาวจีนในประเทศไทย

…โรงเรียนจีนทุกแห่งในราชอาณาจักรมีครูไทยมากกว่าครูจีน ความจริงที่แน่นอนที่สุดก็คือ นอกจากโรงเรียนดีที่สุดในกรุงเทพฯ และตามเมืองใหญ่ๆ เพียงไม่กี่แห่ง ผู้ที่เรียนจบ 4 ปี จากโรงเรียนจีน และได้ความรู้อย่างแท้จริงในภาษาพูดจีนกลางนั้นมีน้อยคนที่จะได้หลักพื้นฐานที่ดีในการเขียนภาษาจีน…

การอำนวยความสะดวกทางการศึกษาของโรงเรียนไทยก้าวหน้าไปเร็วกว่าจำนวนประชากรชาวไทยที่เพิ่มขึ้น ผลก็คือบิดามารดาชาวจีนจำนวนมากขึ้นสามารถส่งลูกไปเข้าโรงเรียนประถมของไทยได้โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนหรือเสียถูกกว่าโรงเรียนจีน…ส่วนชนชั้นผู้ดีชาวจีนมีความนิยมโรงเรียนของคณะสอนศาสนาและโรงเรียนของชาวต่างประเทศ [โรงเรียนของคณะสอนศาสนาคริสต์] มากขึ้นกว่าสมัยก่อนสงคราม

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) เป็นต้นมา มีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างที่แสดงว่านโยบายของคณะผู้บริหารเกี่ยวกับการศึกษาของจีนจะค่อยคลายความเข้มงวดลง…ทางตำรวจได้เสนอโครงการซึ่งอาจจะมีการอนุญาตให้เปิดโรงเรียนจีนระดับประถมปลายและระดับมัธยมขึ้นได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับอิทธิพลคอมมิวนิสต์ในหมู่เยาวชนจีน เป็นที่รับรู้ได้ว่าการจัดให้มีการศึกษาระดับมัธยมของจีนซึ่งน่าสนใจ และมีการควบคุมอย่างมั่นคงนั้น อาจช่วยควบคุม “ชั้นเรียนใต้ดิน” เล็กๆ ซึ่งครูพิเศษที่นิยมคอมมิวนิสต์จัดสอนอยู่ และอาจช่วยตัดการหลั่งไหลของบรรดาเยาวชนที่จะไปรับการศึกษาอบรมที่ประเทศจีน (และอาจเป็นไปได้ที่จะฝึกอบรมเพื่อการล้มล้างการปกครองในประเทศไทย) โครงการนี้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงในกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้จะมีรายงานข่าวว่า จอมพล ป. พิบูล สงคราม เห็นชอบที่จะให้มีการเปิดโรงเรียนจีนระดับมัธยมขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 เมษายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...