SET ปิดกระฉูด 83 จุด ลุ้นแนวต้านต่อไป 1,200-1,250 จุด
SET ปิดสัปดาห์กระฉูด 83 จุด หรือ 7.95% หลังราคาน้ำมันรีบาวน์ ฟากโบรกฯ ประเมินสัปดาห์นี้ (23-27 มี.ค.63) อาจพักฐานเล็กน้อย ก่อนทะยานต่อปลายสัปดาห์ พร้อมจับตากนง.หั่นดบ.อีก 0.25% กระตุ้นศก.พร้อมมองแนวต้านต่อไป 1,200-1,250 จุด พร้อมเตือนอย่าไล่ราคา ฟาก KKP หั่นจีดีพีต่อ เหลือ -2.4%
*** SET ปิดสัปดาห์
ตลาดหุ้นไทยสร้างเซอร์ไพร์สส่งท้ายสัปดาห์ ปิดการซื้อขายวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2563 ที่ระดับ 1,127.24 จุด เพิ่มขึ้น 83.05 จุด หรือ 7.95% มูลค่าการซื้อขาย 9.3 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ตลอดทั้งสัปดาห์ตลาดเผชิญกับแรงขายจากความกังวลของการระบาดไวรัสโควิด-19 จนลงไปทำระดับต่ำสุดในสัปดาห์ถึง 1,010 จุด ทำให้ดัชนีในสัปดาห์ที่ผ่านมาผันผวนหนักถึง 117.24 จุด หรือ 11.60%
โดยสัดส่วนซื้อขายรายกลุ่มวันที่ 20 มี.ค.63 (เดือนมี.ค. / YTD63) มีดังนี้ นักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 7,923.90 ลบ. (28,210.94 / 11,948.85 ลบ.) บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 2,183.40 ลบ. (-4,106.86 / -4,889.19 ลบ.) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 8,901.22 ลบ. (-67,727.33 / -104,678.60 ลบ. ) นักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ 1,206.07 ลบ. (43,623.25 / 97,618.95 ลบ. )
*** พบหุ้น SET100 ซิลลิ่ง 13 ตัว
จากที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นร้อนแรงกว่า 80 จุด ประกอบตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับเกณฑ์ซิลลิ่ง - ฟลอร์ใหม่เป็น บวก/ลบ ได้ 15% จาก 30% ทำให้เมื่อวันศุกร์มีหุ้นใน SET100 ปรับตัวชนซิลลิ่งถึง 13 บริษัท ดังนี้
หุ้น ปิด (บ.) เพิ่มขึ้น เปลี่ยนแปลง% PTTEP63.258.2515GPSC61.5814.95ESSO3.860.514.88SAWAD48.56.2514.79osp39514.71CBG68.258.7514.71MTC415.2514.69PTTGC27.753.5514.67PTT29.53.7514.56IVL19.72.514.53SGP6.70.8514.53STPI3.480.4414.47VGI6.450.814.16
*** คาดพักฐานต้นสัปดาห์ ก่อนทะยานต่อ
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นสัปดาห์จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการสร้างฐาน และคาดในช่วง 2-3วันสุดท้ายของสัปดาห์มีโอกาสจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการป้องการการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส
รวมถึงการที่ขณะนี้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในระดับที่ต่ำแล้ว ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนระยะกลาง และระยะยาวจะเข้าสะสมที่มีพื้นฐานแกร่งและมีผลประกอบการที่ดี โดยกลุ่มหุ้นที่จะเป็นภาวะผู้นำตลาด ได้แก่กลุ่มที่จะต้องมีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่นโรงไฟฟ้า กลุ่มไฟแนนซ์ประเภทบริหารหนี้ ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้นักลงทุนสถาบันเข้าซื้อ
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม คาดว่าทาง กนง.มีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ที่ระดับ0.25% หรืออาจจะ 0.50% เพื่อให้มีทิศทางกระตุ้นเศรษฐกิจไปในทางเดียวกับธนาคารกลางหลายๆประเทศทั่วโลกที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเป็นอีกทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจซบเซาจากไวรัส Covid-19 ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,080 จุด และประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,180 จุด
*** หุ้นพลังงานฟื้นตามน้ำมัน เป็นแรงหนุนหลัก
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงช่วงปลายสัปดาห์ เป็นไปตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มพลังงานที่มีผลต่อดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม รวมถึงกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้า และขนส่ง ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามแรงซื้อกลับจากที่ลดลงอย่างหนักก่อนหน้านี้
แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (23-27 มี.ค.63) ยังผันผวนและแกว่งตัวอยู่ในช่วงขาลง แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากความคาดหวังว่าจะมีนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งจากภายในประเทศ และต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยที่กดดันยังคงเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ซึ่งหากมีการรายงานตัวเลขเพิ่มเติมอาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยได้
ทั้งนี้ต้องติดตามปัจจัยการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่คาดว่าการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ประกอบกับมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบจากกลุ่มประเทศในยุโรป ทั้งนี้ ประเมินแนวรับดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้าแนวรับอยู่ที่ 1,050 จุด และประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,150 จุด
"ในระยะสั้นตลาดหุ้นอาจจะอยู่ในช่วงผันผวนขาลงอยู่ เพราะขณะนี้จะขึ้นก็ขึ้นแรง จะลงก็ลงแรง ที่ปรับขึ้นเพราะอาจจะมีความชัดเจนในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวัส แต่หากมีการประกาศตัวเลขผู้ป่าวทั้งในไทย และต่างประเทศเพิ่มขึ้น ก้อาจจะกระทบต่อตลาดหุ้นได้" นางสาวธีรดา กล่าว
*** มีลุ้น 1,250 จุด - เตือนอย่าไล่ราคา
นางจิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้าว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้ายังคงแกว่งตัวผันผวน จากแรงกดดันของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศ รวมถึงสถานการณ์ในไทยที่ยังคลุมเครือมากขึ้นจากการแพร่ระบาดในหลายจุด
สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้าประเมินแนวรับที่ 1,050 จุด และแนวต้านที่ 1,200-1,250 จุด
นางจิตรา กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า ตลาดจะให้น้ำหนักกับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 มีนาคมนี้ โดยตลาดคาดการณ์ว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% เนื่องจากไทยยังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการประกาศตัวเลข การส่งออก-นำเข้า ของกระทรวงพาณิชย์ของเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสเต็มเดือน ขณะที่ต่างประเทศต้องติดตามผลการประชุม PMI การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของสหรัฐ
ส่วนกลยุทธ์ในการลงทุน มองว่าตลาดในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรลงทุนแบบไล่ราคา และหุ้นที่เริ่มปรับขึ้นเป็นจังหวะดีที่นักลงทุนจะปรับพอร์ตในตอนนี้ สำหรับคำแนะนำ เลือกหุ้นกลุ่ม defensive เช่น โรงพยาบาล กลุ่มสื่อสาร โรงไฟฟ้า เป็นต้น
*** แม้หุ้นพุ่ง แต่ GDP ยังถูกหั่นเป้าต่อเนื่อง
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ( KKP) เปิดเผยว่า ได้ ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยลงอีกครั้งจาก -0.4% เป็น -2.4% หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมีผลกระทบอีกระลอกจากการยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดในประเทศไทย
การปรับลดการคาดการณ์ GDP ในครั้งนี้ สะท้อนพัฒนาการที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งในแง่จำนวนผู้ติดเชื้อและมาตรการควบคุมทั่วโลก จำนวนผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าตัวจนทำให้ยอดรวมขณะนี้ทะลุ 2 แสนคนทั่วโลกแล้ว ขณะที่รัฐบาลของหลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปต่างทยอยออกมาตรการเข้มทั้งด้านการควบคุมการเดินทางและการปิดเมือง (lockdown)เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมหรือชะลอการระบาดของโรค แต่ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน 3 ด้านที่ส่งผลต่อการปรับประมาณ GDP เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (global recession) ในครึ่งแรกของปีนี้ ขยายตัวได้เพียง 0.3% ล่าสุดทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ Bank of America คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และอาจโตได้เพียง 0.3% ในปีนี้ จากที่เคยคาดไว้ที่ 2.2% ก่อนหน้านี้ และ 3.2% เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การงดเว้นกิจกรรมภายในประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและเข้มข้นขึ้น การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นในไทยทำให้มีการยกเลิกการจัดกิจกรรมต่างๆ และในกรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศรุนแรงขึ้นและไม่สามารถควบคุมได้ อาจมีความจำเป็นต้องยืดระยะเวลาและขยายพื้นที่การ ‘ปิดเมือง’ ขึ้นก็เป็นได้จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ในการต่อสู้กับการระบาดไวรัสโควิด ส่งกระทบโดยตรงต่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศ
และ ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนักกว่าที่คาด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมทั้งปีคาดว่าจะลดลงถึง 48% เหลือเพียง 20.7 ล้านคนในปีนี้จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะลดลง 25% ในการประมาณการครั้งก่อน ทั้งนี้ KKP Research คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.50% ในการประชุมครั้งหน้า