โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทุ่มรีโนเวต "สยามพารากอน" ไม่หยุดลงทุน-ดึงนักช็อปทั่วโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 07.14 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 06.00 น.
Shoppers walk past the Siam Paragon shopping mall in Bangkok, Thailand, Photographer : Dario Pignatelli/Bloomberg via Getty Images

สยามพิวรรธน์รักษาแชมป์ เดินหน้าทุกมิติ รีโนเวต “สยามพารากอน” ศูนย์การค้าอันดับ 1 ของประเทศ หลังเปิดบริการครบ 14 ปี ชี้ไม่มีใครรู้อนาคตหลัง “มักกะสัน บางซื่อ” เกิดเปิดแน่พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต มี.ค.-รถไฟฟ้าสายสีทอง มิ.ย. ดันยอดขายไอคอนสยาม ฟูลสเกลแผนสื่อสาร-มาร์เก็ตติ้ง ดึงลูกค้าจากหน้าจอมือถือ ชี้ผลกระทบเศรษฐกิจโดลกมียืดเยื้ออีก 2 ปี

แม้ว่ากลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด จะเป็นผู้ประกอบการพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกรายใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม รวมทั้งสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต ที่กำลังจะเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้ แต่โดยทิศทางยักษ์ใหญ่รายนี้ยังคงมุ่งมั่นครองความเป็นผู้นำไว้อย่างเหนียวแน่น

สะท้อนจากสยามพารากอน ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าคือศูนย์การค้าอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งกลุ่มสินค้า เป็นศูนย์รวมลักเซอรี่แบรนด์ ยอดขาย และจำนวนผู้ใช้บริการ แต่บริษัท สยามพิวรรธน์ มีแผนจะรีโนเวตสยามพารากอน เพื่อครองใจผู้ใช้บริการที่มีความต้องการเปลี่ยนไปตลอดเวลา เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญปรับตัวรับกับคลื่นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผลกระทบจาก e-Commerce disruption

“ไม่ได้แปลว่าเราอยู่กลางเมืองแล้วจะค้าขายเก่ง หรือดีตลอดเวลา” นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ กล่าว

เดินหน้ารักษาแชมป์

นางชฎาทิพกล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ด้วยว่า ไม่ง่ายอย่างแน่นอน ทั้งจากปัญหาค่าเงินบาทซึ่งเหนือการควบคุม กำลังซื้อนักท่องเที่ยว และกำลังซื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม สยามพิวรรธน์ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 6-7% จากปกติจะตั้งไว้ 8-9%

“ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี งานจะเยอะขึ้น ต้องคิด ต้องทำ และเปลี่ยนตลอดเวลา ที่ผ่านมาแบรนด์หรือร้านค้าที่เปิดสาขาในสยามพารากอนมียอดขายเป็นอันดับ 1 หรือ 2 ของประเทศ ทำรายได้หลักให้กับหลาย ๆ บริษัท จุดที่กลัวคือการเป็นที่ 1 ไม่มีใครแซง ทำให้ต้องสู้กับตัวเองตลอด”

there is no comfort zone คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด ถามว่าศูนย์การค้าหลัก ๆ ทั้ง 3 แห่ง สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน ห่วงที่ไหนมากกว่ากัน คำตอบคือห่วงเท่า ๆ กัน เวลามีสถานการณ์อะไร ผลกระทบจะมาพร้อม ๆ กัน

รีโนเวตสยามพารากอน

ที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์ได้จัดทำแผนงาน 5 ปี ได้ปรับทั้งเรื่องบุคลากร และระบบต่าง ๆ เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลง ที่จะทำต่อไปคือ ศูนย์การค้าทั้ง 3 แห่ง จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกตึก

“โชคดีที่ตอนนี้เราอยู่กับฮับรถไฟฟ้า แต่ในอนาคตอาจจะไม่ใช่แล้ว คำว่าทำเลทองในอนาคตอาจเปลี่ยนจากสยามฯ เป็นมักกะสัน หรือบางซื่อ ซึ่งจะมีการพัฒนาเกิดขึ้น”

“สยามเซ็นเตอร์ จะมี anchor (ร้านค้า หรือบริการ) ที่แรงมาก ๆ เข้ามาเปิด ส่วนสยามดิสคัฟเวอรี่ซึ่งรีโนเวตมาครบ 4 ปี ที่ผ่านมามี 30% ที่เปลี่ยนทุก 3 เดือน และต้องทำแบบนี้ตลอด แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แยกเป็นแผนก ๆ แบบห้าง เดินเข้าไปกี่ทีก็เหมือนเดิมจะอยู่ไม่ได้ ในขณะที่สยามพารากอนซึ่งเปิดมาครบ 14 ปี จะเป็นตัวที่เปลี่ยนเยอะที่สุด แม้ลูกค้ายังคงเหนียวแน่น เป็นตัวเราเองที่คิดว่าถึงเวลา แต่ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดได้มีการเตรียมการล่วงหน้าตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว”

ทั้งนี้ ศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ทั้ง 4 แห่ง มีพื้นที่รวมกว่า 1 ล้านตารางเมตร แบ่งเป็น สยามเซ็นเตอร์พื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ผู้ใช้บริการ 80,000-100,000 คน/วัน สยามดิสคัฟเวอรี่ พื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ผู้ใช้บริการ 80,000-100,000 คน/วัน สยามพารากอน พื้นที่ 500,000 ตารางเมตร ผู้ใช้บริการ 200,000 คน/วัน และไอคอนสยาม พื้นที่ 525,000 ตารางเมตร
ผู้ใช้บริการ 120,000 คน/วัน

เปิดรถไฟฟ้าสีทอง มิ.ย. 63

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ กล่าวถึงโครงการไอคอนสยาม ซึ่งเพิ่งเปิดบริการได้ครบ 1 ปีด้วยว่า ผลดำเนินงานไม่ได้ต่างจากที่คาดเอาไว้ และคิดว่าไอคอนสยามมาในจังหวะที่ดีมาก สามารถดึงโมเมนตัมจากย่านธุรกิจ (CBD) ข้ามไปฝั่งธนบุรีได้ อาจเป็นแห่งเดียวที่เปิดตัวโครงการในช่วง 7 ปีก่อน และประสบความสำเร็จ มีเพียงช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งดูแผ่ว ๆ ไป แต่กลับมาดีขึ้นมากในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะ
การสร้างฐานลูกค้าใหม่ซึ่งไม่ซ้ำกับที่สยามฯ ลูกค้ากว่า 40% ที่มาใช้เงินกับลักเซอรี่แบรนด์ต่าง ๆ เป็นลูกค้าใหม่

คาดว่ารถไฟฟ้าสายสีทองที่จะเปิดให้บริการได้ในเดือนมิถุนายนนี้อย่างแน่นอน จะอำนวยความสะดวกให้คนกรุงเทพฯอีกจำนวนมากที่อยากมาไอคอนสยาม แต่กังวลเรื่องการเดินทาง เนื่องจากรื้อย้ายสาธารณูปโภคที่เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนขบวนรถน่าจะส่งมอบได้ในเดือนมีนาคม แน่นอนว่าเมื่อเปิดแล้วจะช่วยให้การจราจรด้านหน้าไอคอนสยามดีขึ้นมาก

“เราไม่คิดว่าผลประกอบการปีแรกต้องดี แต่คิดว่าภายใน 1 ปีต้องติดตลาด เพราะคงไม่สามารถรอเวลาถึง 3 ปี เหมือนที่อื่น ๆ เนื่องจากใช้เงินลงทุนกับโครงการนี้มหาศาล เราจึงอัดฉีดงบฯการตลาดเข้าไปถึงพันล้าน บวกกับการตลาดระดับโกลบอล ตอนนี้เรียกว่ามีตัวเลขเติบโตทุกเดือน แต่คงต้องบูสต์เซลให้มากขึ้น ซึ่งต้องไม่ลืมว่า anchor ใหญ่ ๆ เช่น ออดิทอเรี่ยม สวนสนุกเด็ก-ซูเปอร์พาร์ค ก็เพิ่งจะเปิดในช่วงปลายปีนี้เอง”

การันตี “เอาต์เลต”

สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต ซึ่งเกิดจากร่วมทุนระหว่างสยามพิวรรธน์ และไซม่อนกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ผู้ประกอบการ
พรีเมี่ยมเอาต์เลตระดับโลก ริมมอเตอร์เวย์ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะนี้การก่อสร้างเป็นไปตามแผน และจะเปิดให้บริการได้ในเดือนมีนาคม 2563 ตามที่กำหนดไว้ มีเป้าหมายเป็นกลุ่มลูกค้า
คนไทย 70% นักท่องเที่ยว 30% โดยรูปแบบจะเป็นคอมมิวนิตี้มอลล์ เพราะเชื่อมั่นว่าตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้มากกว่าเป็นเอาต์เลตเพียว ๆ

แน่นอนว่าสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต จะสร้าง experience ดี ๆ ในการใช้บริการที่ดี เช่นเดียวกับศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ทุกแห่ง มีทั้งสินค้าในกลุ่มลักเซอรี่แบรนด์ ซึ่งทำธุรกิจร่วมกับไซม่อนกรุ๊ปทั่วโลก และโลคอลแบรนด์ที่เรามีความเชี่ยวชาญ

“ลักเซอรี่แบรนด์มาครบหมด แต่ว่าตอนเปิดอาจทยอย ๆ ถ้าเป็นลักเซอรี่แบรนด์ ทางนั้น (ไซม่อนกรุ๊ป) จะเป็นคนดูแล เพราะมีคอนเน็กชั่นกันอยู่แล้ว ส่วนผู้ประกอบการในนี้เราดู คิดว่ารวม ๆ น่าจะไปได้ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นสถานที่ให้คนละแวกใกล้เคียงซึ่งมีเป็นหมื่น ๆ ครอบครัวได้ใช้บริการ”

หวั่น ศก.โลก ดึงกำลังซื้อ 2 ปี

ผู้บริหารบริษัทพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกยักษ์ใหญ่กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับการดำเนินธุรกิจ คือ การจัดการกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งรุนแรงขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2562 รวมถึงสถานการณ์คาดไม่ถึงต่าง ๆ มองว่าผลกระทบอาจต่อเนื่องนานถึง 2 ปี จุดดีของสยามพิวรรธน์ คือ ได้มีการกระชับองค์กร กระจายคนส่วนหนึ่งไปอยู่ไอคอนสยาม นำระบบออโตเมชั่นต่าง ๆ มาใช้กับหลังบ้าน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลต่าง ๆ ประเมินสถานการณ์ในอนาคตไว้ก่อนแล้ว

“ที่มองว่า 2 ปี มาจากผลกระทบเกิดขึ้นใน 6 เดือนหลังของปีก่อน เพราะฉะนั้น 6 เดือนจากนี้ไป ต้องคิดให้ออกว่าจะแก้ไขยังไง เพื่อทำให้อีก 12 เดือนที่เหลือดีขึ้น โดยส่วนตัวมองว่าภาวะแบบนี้อาจยาวไปถึงปลายปีหน้า แต่อาจผิดก็ได้ และถือเป็นโชคดีที่เรามีศูนย์การค้าในมือต้องโฟกัสเพียง 4 แห่ง”

จากสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเศรษฐกิจข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จึงได้เตรียมงบฯสำรองไว้จำนวนหนึ่งในกรณีที่ต้องแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า โดยที่ซีอีโอจะตัดสินใจนำงบฯก้อนนี้ออกมาใช้เมื่อจำเป็นได้ทันที เช่นเดียวกับการปรับแผนงานต่าง ๆ ทุกไตรมาส

พลิกเกมสู้ “ดิสรัปต์”

นางชฎาทิพกล่าวอีกว่า ความกังวลผลกระทบของ e-Commerce disruption เมื่อ 7 ปีที่แล้ว กลัวว่าจะมีผลต่อยอดขาย จึงได้ปรับองค์กร วิธีคิด วิธีการทำงาน แนวทางของสยามพิวรรธน์ คือ “ต้องมากกว่า” คือ beyond blue ocean ต่างจากอดีตแข่งกันที่โปรโมชั่น ซึ่งทำตามกันได้หมด ประกอบกับลูกค้าตั้งมาตรฐานเราไว้สูงกว่าที่อื่น ๆ ทำให้การสื่อสารกับผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญ มาแล้วสนุก มีความสุข ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว คุณภาพชีวิตดีขึ้น หวังว่าลูกค้าจะกลายเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ บอกต่อเรื่องราวของเราไปสู่ลูกค้าคนอื่น ๆ ในที่สุด

“คือเราต้องช่วงชิง ‘เวลา’ มาให้ได้ ทุกวันนี้ถ้าเกิดอยากได้สินค้าสักชิ้น คุณจะมี 2 ชอยซ์ ค้นหาจากอินเทอร์เน็ต แล้วก็สั่งซื้อ อีกทางหนึ่งก็คือต้องไปที่ไหนสักแห่ง ทำอย่างไรจะทำให้มาใช้เวลากับเรา”

เชื่อว่าท้ายที่สุดมนุษย์ยังต้องพบปะ มากกว่าการคุยกับแมชีน การสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค การมีบริการที่ดี จะทำให้ยึดโยงลูกค้าได้

ยันไม่ทำอีคอมเมิร์ซเอง

“ที่ไม่ทำแน่ ๆ ในตอนนี้ คือ เราจะไม่ลงมือทำอีคอมเมิร์ซเอง เพราะการจะก้าวออกไปสู้กับคนอื่นที่เขาโฟกัสเรื่องนี้จริง ๆ ต้องใช้รีซอร์ซ แต่เปิดทางสำหรับการเป็นพันธมิตรกับคนที่ทำอยู่แล้ว ส่วนอนาคตเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใน 3 ปีนี้ถ้าไปอยู่กับใคร สามารถสร้าง virtual mall ในรูปแบบของเรา เพราะว่าโปรดักต์ของเราไม่เหมือนคนอื่น และไม่ต้องแข่งกับใคร จะขายของที่คนอื่นไม่ขาย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...