อ.นิติศาสตร์ เผย ‘เดาใจกกต.ไม่ได้’ ตีความ 3 ทางออกเชิงกม.หุ้นสื่อพิธา ชี้ ผู้จัดการมรดก ‘ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของ’
อ.นิติศาสตร์ เผย ‘เดาใจกกต.ไม่ได้’ ตีความ 3 ทางออกเชิงกม.หุ้นสื่อพิธา ชี้ ผู้จัดการมรดก ‘ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของ’
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้สัมภาษณ์ รายการ The Politics ข่าวบ้านการเมือง ซึ่งเผยแพร่ผ่านช่องทางของ Matichon TV ในประเด็นการถือครองหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ในตอนหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการถามถึงทางออกในกรณีดังกล่าว ผศ.ดร.ยอดพล กล่าวว่า สามารถออกได้ทุกหน้า ตนไม่สามารถเดาใจศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ ณ วันนี้เรายังไม่ทราบเลยว่า กกต. จะมีมติอย่างไร จะส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือจะเห็นว่าได้เคยชี้แจงแล้ว และเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่ใช่กิจการประกอบเรื่องสื่อ ก็อาจจะไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ หรืออาจจะออกมาในกรณีเลวร้ายที่สุดคือ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัย ในมุมมองตนมี 3 ทาง คือ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมองว่ากรณีหุ้นไอทีวี ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตามแต่ เคยเป็นหุ้นสื่อและอาจจะดำเนินกิจการสื่อเหมือนที่เคยวินิจฉัยในหลายๆ เคส ตอนปีการเลือกตั้ง 62
“ตัวอย่างเช่น แม้ว่าจะปิดกิจการไปแล้ว แต่เชื่อว่าอาจจะกลับมาดำเนินกิจการได้ทุกเมื่อ ผมว่ามันออกได้ทุกหน้า ซึ่งตรงนี้มันมีการตีความกฎหมาย บทบัญญัติอนุมาตราเดียวสามารถตีความออกมาได้ถึง 3 แนวทาง แสดงให้เห็นหลายอย่างว่าหลักกฎหมายเราไม่ได้มั่นคงเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่าใครหรือองค์กรไหนเป็นผู้มีอำนาจตีความในช่วงเวลานั้นๆ ค่อนข้างน่ากังวล แต่สำหรับผม มองว่ามันออกได้ทั้ง 3 ทางเลย คืออาจจะไม่มีอะไร กกต. อาจจะส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมองว่าไม่มีอะไร หรืออาจจะตัดสินว่ามันมีอะไร จนตัดสิทธิ์คุณพิธาไปก็ได้ อันนี้ผมมองในฐานะเป็นนักวิชาการว่าออกได้ทุกหน้า” ผศ.ดร.ยอดพล กล่าว
ผศ.ดร.ยอดพล ตอบว่า ตามข้อเท็จจริงที่นายพิธาแจ้ง เป็นหุ้นที่ถือไว้ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดก ในการโอนมรดกที่เป็นหุ้น มันมีหลักเกณฑ์ค่อนข้างมากมายโดยเฉพาะหุ้นบริษัท ต้องมีการตั้งร้องขอศาลเป็นผู้จัดการมรดกก่อน และต้องเป็นคำร้องต่อศาล ทีนี้การโอนหุ้นก็มีขั้นตอนที่ไม่เหมือนการโอนทรัพย์สินบางอย่าง
“เพราะฉะนั้นการที่คุณพิธาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก แล้วมีชื่อผู้จัดการมรดกเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ มันป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นนั้นเป็นของคุณพิธา เราไม่รู้ว่าเจตจำนงค์ของเจ้ามรดกในวันที่เสียชีวิต เขาต้องการให้หุ้นจำนวน 42,000 หุ้น เป็นของคุณพิธา หรือเป็นของญาติพี่น้องคุณพิธา
อย่างที่ 2 คือ เจ้ามรดกในวันที่ถึงแก่ความตาย เขามีเจตนาอยากให้คุณพิธาเป็นคนบริหารจัดการในการแบ่งให้ทายาทอื่นๆ ของเจ้ามรดก เราไม่รู้เจตนา อาจจะป็นการตกลงของพี่น้องที่ยังตกลงกันไม่ได้ ว่าจะให้ใครเป็นคนรับผิดชอบ หรือจะเป็นใครได้รับหุ้นตัวนี้ไป ฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องถือไว้อยู่ แต่มันไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของ” ผศ.ดร.ยอดพลอธิบาย
ผศ.ดร.ยอดพล ทิ้งท้ายว่า การเป็นผู้จัดการมรดก คือ การเป็นเหมือนผู้จัดการกองทุน วันนี้ชื่อคุณเป็นผู้จัดการกองทุน แต่ในวันหนึ่งคุณเอาทรัพย์สินในกองทุนหรือหุ้นนี้ไปให้คนอื่นก็ได้ ซึ่งมันเป็นไปตามเจตจำนงค์ของเจ้ามรดก
“มรดกที่เป็นหุ้นกำหนดไว้ว่าให้ผู้จัดการมรดกเป็นผู้ถือครองแทนทายาทคนอื่นไว้ก่อน ในกรณีที่ไม่มีการทำพินัยกรรมหรือการแบ่งกันเรียบร้อย ณ วันนี้คุณพิธาให้ข้อมูลว่าเขาถือในฐานะเป็นผู้จัดการมรดก ก็ต้องมองว่าหุ้นตัวนี้ยังไม่มีการแบ่งให้ใคร เพราะฉะนั้นคุณพิธาถือในฐานะเป็นผู้จัดการมรดก ไม่ได้ถือในฐานะเป็นเจ้าของ” ผศ.ดร.ยอดพล สรุป