เตือน! มีแผลไม่ควรเล่นน้ำ "เสี่ยงโรคแบคทีเรียกินเนื้อ"
กลายเป็นประเด็นที่มีคนให้ความสนใจจำนวนมาก เมื่อนางแบบสาวชื่อดัง ชาวอเมริกัน ได้ลงไปเล่นน้ำทะเล แต่เกิดอาการติดเชื้อ และมีภาวะไตวาย ทำให้ต้องตัดขาทิ้ง สาเหตุมาจากตอนที่เธอลงไปเล่นในน้ำทะเล เธอเป็นแผลเล็ก ๆ ที่ขา ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่า เป็นโรคเนื้อตาย หรือแบคทีเรียกินเนื้อ (necrotizing fasciitis) อีกทั้งจากรายงานล่าสุด มีผู้ป่วย “แบคทีเรียกินเนื้อ” ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น
ล่าสุด ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ได้โพสต์ข้อความถึงโรคแบคทีเรียกินเนื้อ ว่า “โลกร้อนขึ้นทำให้แบคทีเรียกินเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เล่นน้ำทะเลมีแผลระวังเนื้อเน่า….
1.มีการเผยแพร่ตีพิมพ์ the academic journal Scientific Report ปีนี้ให้เฝ้าระวังแบคทีเรียกินเนื้อมีชื่อว่า Vibrio Vulnificus ซึ่งกำลังเพิ่มปริมาณมากขึ้นในทะเลจากสภาวะที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากการที่โลกร้อนขึ้น แบคทีเรียนี้จะอาศัยในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่าผิวน้ำมากกว่า 13 องศา มหาวิทยาลัยเยลในอเมริกา ระบุโลกร้อนขึ้นทำให้แบคทีเรียกินเนื้อยิ่งเพิ่มขึ้น หากมีแผลต้องระวังการเล่นน้ำทะเล
2.คนสามารถติดเชื้อเหล่านี้จากน้ำดื่ม หรือจับสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง ซึ่งอยู่ในน้ำที่มีแบคทีเรียปนเปื้อนได้ เช่น หอยนางรมดิบ ปูทะเลดิบและอาจติดเชื้อโดยเข้าทางแผลจากผู้ที่มีบาดแผลเมื่อเล่นน้ำทะเลรวมทั้งผู้มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ การติดเชื้อจากแบคทีเรียนี้ทำให้เกิดอาการปวด คลื่นไส้ และมีอาการเหมือนเป็นหวัดและทำลายร่างกายอย่างรวดเร็ว
.ล่าสุดนางแบบสาวชาวอเมริกัน เป็นแผลเล็ก ๆ ที่ขาลงเล่นน้ำทะเลเกิดอาการติดเชื้อ ช็อก มีภาวะไตวายและต้องตัดขาทิ้ง หมอชี้เป็นโรคเนื้อตายหรือ แบคทีเรียกินเนื้อ (necrotizing fasciitis)ล่าสุดมีผู้ป่วยจากแบคทีเรียกินเนื้อในประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ติดเชื้อจากแบคทีเรียกินเนื้อแล้ว 5 ราย จากการเล่นน้ำในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้น มีผู้รอดชีวิตเป็นเด็กหญิงอายุ 12 ปี ได้รับแบคทีเรียกินเนื้อหลังจากเล่นน้ำในอ่าวเดสติน รัฐฟลอริดา มีอาการปวดขามาก และตรวจพบว่าติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อที่บริเวณเข่า การรักษาต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะกลับมาเดินได้อีก
4.โรคแบคทีเรียกินเนื้อ (flesh-eating disease หรือ necrotizing fasciitis) คือโรคเนื้อเน่าเป็นภาวะติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน ที่อาจส่งผลให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อถูกทำลายได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการร้อนบริเวณผิวหนัง ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดง รู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผลซึ่งจะรู้สึกปวดมากขึ้น”