โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 พ.ค. 2567 เวลา 00.17 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2567 เวลา 00.17 น. • camellianovel
วิญญาณของอี๋หนิงที่ติดอยู่ในปิ่นมายี่สิบปีได้ย้อนเวลามาเกิดใหม่เมื่อสิบห้าปีก่อนในร่างน้องสาวของว่าที่ท่านราชเลขาธิการผู้โหดเหี้ยมในอนาคต เจ้าของร่างเดิมเอาแต่กลั่นแกล้งดูแคลนเขา แต่นางจะต้องประจบเขา!

ข้อมูลเบื้องต้น

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!

首辅养成手册

ผู้เขียน เหวินถาน 闻檀

ผู้แปล เป็ดอบน้ำผึ้ง

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Camellia Novel

*ลงรายตอนจนจบที่ MaReads.com

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากตกเขา วิญญาณของ ‘หลัวอี๋หนิง’ ก็ติดอยู่ในปิ่นเล่มหนึ่ง รับรู้เรื่องราวต่างๆ ผ่านปิ่นเล่มนี้

นางยังได้รับรู้ว่าผู้ที่ฆ่านางอาจเป็นสามีของนางเอง!

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน สามีของนางก้าวขึ้นเป็นผู้กุมอำนาจในราชสำนัก

ส่วนนางยังคงติดอยู่ในปิ่น กระทั่งวันหนึ่งที่ปิ่นตกแตก

วิญญาณนางเข้าสู่ร่าง ‘หลัวอี๋หนิง’ คุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหลัวที่ป่วยหนักสิ้นชีพไป

นางหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตดีๆ สงบๆ ทว่าแม้ผู้อื่นไม่รู้แต่นางรู้

ว่าพี่ชายสาม ‘หลัวเซิ่นหย่วน’ บุตรอนุที่ไม่มีความสำคัญใด ซึ่งอาศัยอยู่ในตระกูลอย่างน่าอนาถผู้นี้

ภายหน้าเขาจะได้เป็นถึงท่านราชเลขาธิการที่มีอำนาจล้นฟ้า เป็นคนเพียงผู้เดียวที่ต่อกรกับอดีตสามีของนางได้

ดังนั้นนางย่อมต้องเอาอกเอาใจประจบประแจงเขา แต่ติดขัดอยู่ตรงที่ร่างเดิมที่นางอาศัยอยู่นี้ กลับเคยทั้งเหยียดหยาม กลั่นแกล้ง รังแกเขา จนเพียงแค่ได้พบกัน นางก็หวาดหวั่นใจสั่นระรัว

แต่ตายเป็นตาย…ไม่ว่าอย่างไร…ต้นขานี้ นางต้องกอดไว้ให้มั่น!!!

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Camellia Novel

ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

《首辅养成手册》

Author© 闻坛(Wen Tan)

Thai edition rights under license granted by 北京晋江原创网络科技有限公司

(Beijing Jinjiang Original Network Technology Co., Ltd)

Thai edition copyright © 2023 Amarin Corporations Public Company Limited, Ltd.

Arranged through JS Agency Co., Ltd.

All rights reserved

Ebook จะทยอยออกหลังจากลงรายตอนค่ะ

ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Camellia Novel

ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ

บทที่ 1

อี๋หนิงถูกสังหาร

ในเดือนสามเส้นแสงสาดส่องงดงาม พี่สะใภ้ใหญ่ชวนนางไปจุดธูปขอพรที่วัดพร้อมกับเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวสันต์ ระหว่างที่นางกำลังก้มตัวชมดอกตู้เจวียนบนเขาก็ถูกคนผลักตกลงมา หลัวอี๋หนิงยังไม่ทันดูให้ชัดว่าเป็นผู้ใดที่ผลักนาง วิญญาณก็กลับสู่แดนปัจฉิม[1] แล้ว

นางในฐานะคุณหนูสายตรงธรรมดาคนหนึ่งที่มารดาด่วนจากไป ทั้งยังมีพี่สาวน้องสาวสายตรงสายรองมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าจะได้แต่งเป็นภรรยาของลู่เจียเสวีย บุตรชายของอนุท่านหนิงหย่วนโหว แม้เขาจะถือกำเนิดจากอนุ ทั้งยังอ่อนแอเหลือคณา ทว่าอย่างไรนางก็มาจากตระกูลขุนนางชั้นสูงโดยแท้จริง แม้ไม่อาจเทียบกับงานแต่งอันสูงศักดิ์ของพี่รอง แต่ก็ถือว่าไม่เลว คาดไม่ถึงว่านางจะตายโดยไม่ทันได้รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ เช่นนี้

หลังจากอี๋หนิงเสียชีวิต วิญญาณก็ไม่ได้ล่องลอยจากไป นางติดอยู่ในปิ่นหยกอันหนึ่งของพี่สะใภ้ใหญ่

การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในโลกกว่าหลายสิบปีทำให้นางพบเห็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แท้จริงแล้วลู่เจียเสวียสามีที่ดูอ่อนแอเหลือคณาผู้นั้นกลับแสร้งเป็นสุกรเขมือบพยัคฆ์ ห้าปีหลังจากนั้นเขาทำให้พี่ชายของตนต้องตายทั้งยังข่มขู่คุกคามผู้คนมากมาย กระทั่งได้ก้าวขึ้นรับตำแหน่งหนิงหย่วนโหวสิ่งนี้ยังไม่นับว่าเป็นอันใด แต่เขาอาศัยเวลาเพียงสองปีก็ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารฝ่ายซ้ายด้วยแผนการอันแยบยล ชั่วพริบตาอำนาจก็ล้นฟ้า ผู้คนพากันหวั่นเกรง

อี๋หนิงซึ่งติดอยู่ในปิ่นปักผมของพี่สะใภ้ใหญ่มักจะได้ยินผู้คนมากมายรำพึงต่อหน้าป้ายวิญญาณของนาง “ช่างน่าสงสารเสียจริง หากไม่ใช่เพราะด่วนจากไป บัดนี้คงได้เป็นโหวฮูหยิน ฮูหยินของผู้บัญชาการทหารแล้ว ไปเยือนที่ใดก็เป็นดั่งจันทราในหมู่ดาว”

ทุกครั้งที่อี๋หนิงได้ยินคำพูดนี้ก็อยากจะกระโดดเข้าไปแทงกระดูกสันหลังของคนผู้นั้นนัก

จนบัดนี้อี๋หนิงจะยังไม่เข้าใจอีกหรือว่าตนตายได้อย่างไร นั่นเป็นเพราะนางขวางทางลู่เจียเสวีย เขาจึงลงมือกำจัดนางอย่างโหดเหี้ยม ทั้งยังเอาการตายของนางโยนใส่หัวพี่สะใภ้ใหญ่ ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่รู้สึกผิดไปทั้งชีวิต

นี่ถึงจะเรียกว่าในหมู่ยอดฝีมือย่อมมีผู้ที่มีฝีมือเหนือกว่า คลื่นลูกใหม่ย่อมสาดกระแทกคลื่นลูกเก่า

เมื่อมีคนกล่าวว่าเขาไม่ยอมแต่งงานใหม่เพราะอยากจะไว้ทุกข์ให้ภรรยาเก่า ในใจอี๋หนิงก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเหยียดหยัน นางไม่มีทางเชื่อ!

สิบห้าปีต่อมาเขายังคงกุมอำนาจไว้ในมือ มีเพียงท่านราชเลขาธิการแห่งสภาขุนนางหลัวเซิ่นหย่วนเท่านั้นที่สามารถคานอำนาจกับเขาได้ สองขุนนางผู้กุมอำนาจใหญ่ควบคุมทั้งราชสำนัก ต่อกรประจันหน้าซึ่งกันและกันจนทั้งราชสำนักสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่าพี่สะใภ้ใหญ่มิอาจทนรับไหวแล้ว อี๋หนิงซึ่งต้องอยู่เคียงข้างพี่สะใภ้ใหญ่ไปตลอดชีวิตจึงอยู่แต่ในเรือนใน ผ่านวันเวลาไปพร้อมกับนาง ไม่ได้พบเจอกับลู่เจียเสวียอีก

ยามที่พี่สะใภ้ใหญ่ใกล้สิ้นใจ เขามาพบพี่สะใภ้ใหญ่ครั้งหนึ่ง

ท่าทางของผู้บัญชาการลู่สง่าผ่าเผย สวมเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีเงินชุดคลุมยาวสีดำ ข้างเอวห้อยป้ายหยกสีดำ กาลเวลากลับขัดเกลาบ่มเพาะให้ท่วงท่าของเขายิ่งดูสง่าหล่อเหลา เขาเอ่ยปากเนิบช้า “พี่สะใภ้ใหญ่วางใจจากไปเถิด พี่ใหญ่รอท่านอยู่ที่ภพหน้า…”

พี่สะใภ้ใหญ่เบิกตากว้าง ก่อนจะค่อย ๆ ปิดตาลง ลาจากโลกใบนี้ไปตลอดกาล มือร่วงลงบนพื้น ปิ่นที่กำอยู่ในมือกลิ้งหล่น ตกกระแทกแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ดวงวิญญาณของอี๋หนิงซึ่งได้รับความอยุติธรรมมายี่สิบกว่าปี ในที่สุดก็ถึงคราหยกแตกสลาย คนต้องดับสูญแล้ว

เดือนสี่ปลายวสันตฤดู สภาพอากาศประเดี๋ยวร้อนประเดี๋ยวเย็น

วันนี้เมืองเป่าติ้ง จวนตระกูลหลัวเต็มไปด้วยความโกลาหล

คุณหนูเจ็ดบุตรีสายตรงแห่งตระกูลหลัวต้องไอเย็น อาการรุนแรงยิ่งนักถึงขั้นหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง

ทั้งเจ้านายและบ่าวไพร่ในตระกูลหลัวต่างวิตกกังวล ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวที่มีอายุล่วงเลยเจ็ดสิบนั่งอยู่หน้าเตียงของนาง กำผ้าเช็ดหน้าซับนํ้าตา บรรดาพี่สาวล้อมอยู่หน้าเตียงเฝ้านาง ยาราคาแพงถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย แม้ต้องใช้เงินที่มีทั้งหมดก็จะต้องช่วยคุณหนูเจ็ดกลับมาให้ได้

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองใบหน้าเล็กกลมอวบอิ่มของคุณหนูเจ็ดที่ซูบเซียวลงไปมากก็เจ็บปวดไปทั้งหัวใจ “หากเหมยเหมยของข้าเป็นอันใดไป พวกเจ้าก็ปล่อยให้ข้าตามไปเถิด หลานสาวผู้แสนบอบบางของข้าจะเกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด!”

สีหน้าของบรรดาหลานสาวชะงักไปเล็กน้อย ฮูหยินผู้เฒ่ารักเอ็นดูคุณหนูเจ็ดมาแต่ไหนแต่ไร มีเพียงหลานสาวคนนี้ที่ได้รับความโปรดปรานจากนาง ส่วนผู้อื่นล้วนเป็นดั่งหญ้าแห้ง

มีเพียงแก้วตาดวงใจดวงนี้ที่ได้รับความรักเอ็นดู แต่ผู้อื่นมิใช่หลานสาวที่น่าทะนุถนอมของนางหรืออย่างไร

แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ ทว่าทุกคนยังต้องเข้าไปปลอบประโลม

“ท่านย่า ท่านต้องรักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ”

“ท่านอายุมากแล้ว ไม่ควรหักโหมเช่นนี้นะเจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวซับนํ้าตา กัดฟันเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “เจ้าเดรัจฉานนั่นยังคุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพชนหรือไม่”

หมัวมัวผงกศีรษะรับ “บ่าวให้อาจารย์ไปดูเขาแล้ว กำลังคุกเข่ายอมรับผิดอยู่เจ้าค่ะ”

สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเย็นชามากขึ้นกว่าเดิม จับมือหมัวมัวพลางกล่าว“เจ้าตามข้าไปดูเขา” หมัวมัวรับคำแล้วประคองฮูหยินผู้เฒ่าออกไป เมื่อถึงประตูก็หันกลับไปกวาดสายตามองรอบทิศ ในห้องแน่นขนัดไปด้วยผู้คน นี่ดูเหมือนสถานที่ซึ่งให้ผู้ป่วยได้พักฟื้นที่ใดกัน นางจึงให้บรรดาคุณหนูทั้งหมดกลับไป ก่อนจะสั่งกำชับเหล่าสาวใช้ที่ดูแลคุณหนูเจ็ด “ดูแลคุณหนูเจ็ดให้ดี”

ตอนที่หลัวอี๋หนิงฟื้นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือก็ได้ยินประโยคนี้พอดีทว่าสติสัมปชัญญะของนางยังไม่ชัดเจนนัก เพียงหลับตาลงก็สลบไปอีกครั้ง

สลบไสลครานี้ผ่านไปอีกหนึ่งวัน ระหว่างนี้มีช่วงที่นางได้สติและได้ยินบรรดาสาวใช้ร้องไห้อยู่ข้างกายเป็นครั้งคราว ในหัวของหลัวอี๋หนิงมีความทรงจำของเด็กหญิงผู้นี้เพิ่มขึ้นมา ดูสับสนยุ่งเหยิงไม่สมบูรณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับอาหารการกินต่าง ๆ จำพวกนกพิราบตุ๋น นกกระทาย่างราดด้วยนํ้าสาลี่ ลูกชิ้นตุ๋นนํ้าแดง นี่เป็นเพราะความหิว เด็กน้อยผู้นี้ไม่ได้กินอะไรลงท้องมาสองวันแล้ว

นางตระหนักชัดแล้วว่า หลังจากที่ตายตนได้ย้อนมาเกิดใหม่ในปีที่เจ็ดที่ลู่เจียเสวียขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารฝ่ายซ้าย เด็กคนนี้คือคุณหนูเจ็ด ตระกูลหลัว เมืองเป่าติ้ง เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว มีชื่อเดียวกับนาง นามว่าหลัวอี๋หนิงชื่อเล่นเหมยเหมย ทั้งยังเป็นเด็กที่มารดาด่วนจากไปเช่นเดียวกับนาง

ปีนี้นางอายุเจ็ดขวบ เพราะตกนํ้าจึงได้รับไอเย็นและป่วยหนักจนเสียชีวิต

นางมีฐานะสูงศักดิ์ บิดาเป็นขุนนางใหญ่ขั้นสี่ พี่สาวแท้ ๆ ซึ่งถือกำเนิดจากสายตรง หลัวอี๋ฮุ่ย แต่งงานกับติ้งเป่ยโหวซื่อจื่อ นางได้รับความโปรดปรานจากท่านย่าจนแทบจะลอยขึ้นฟ้า เพราะความเอาใจทะนุถนอมนี้แม้จะมีอายุเพียงเจ็ดขวบ แต่หากปรารถนาสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้น หากอยากจะรังแกผู้ใดก็รังแกคนผู้นั้น ก่อปัญหาวุ่นวายไม่น้อย สร้างความอิจฉาริษยาไว้ไม่น้อยด้วยเช่นกัน

หากไม่ใช่เพราะอายุยังน้อย สามารถใช้ความซุกซนน่ารักมากล่าวอ้างได้ เช่นนั้นก็คงต้องพูดว่าล้วนเกิดจากความโอหังเผด็จการ

เช่นเรื่องการตกนํ้าในครั้งนี้ เป็นตัวนางเองที่ข่มขู่พี่ชายสามหลัวเซิ่นหย่วน ให้พาออกไปเล่น เพราะความดื้อรั้นไม่เชื่อฟังจึงตกนํ้าหลังจากตกนํ้าก็ถูกหลัวเซิ่นหย่วนช่วยขึ้นมา เมื่อกลับมาก็ป่วยจนลุกไม่ขึ้น

ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าหลัวทราบเรื่องนี้ก็โกรธเคืองเป็นอย่างยิ่ง ลงโทษให้หลัวเซิ่นหย่วนคุกเข่าที่ศาลบรรพชนครึ่งเดือน

เมื่อหลัวอี๋หนิงรู้ทุกอย่างก็รู้สึกประหลาดใจนัก

จะไม่ให้ประหลาดใจได้อย่างไร

เด็กน้อยผู้นี้เป็นน้องสาวของหลัวเซิ่นหย่วน

ราชบัณฑิตแห่งเหวินยวนเก๋อ เสนาบดีกรมขุนนาง ท่านราชเลขาธิการหลัวเซิ่นหย่วน ผู้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในอีกสิบห้าปีให้หลัง บุคคลเพียงผู้เดียวที่สามารถต่อกรกับลู่เจียเสวียได้

เด็กน้อยคนนี้ช่างมีฐานะสูงศักดิ์ เสียดายที่ด่วนจากไปเร็ว

หลัวอี๋หนิงจำได้ว่าท่านราชเลขาธิการถือกำเนิดจากอนุ วัยเยาว์ได้รับความยากลำบากมาไม่น้อย เคราะห์ดีที่มีความสามารถโดดเด่นจึงได้อยู่เหนือผู้คน ทว่ากลับมีอุปนิสัยโหดเหี้ยมนิ่งขรึม ความคิดความอ่านสามารถเทียบเคียงได้กับลู่เจียเสวีย

เมื่อทบทวนความทรงจำของเด็กหญิงคนนี้ก็พบว่านางเป็นบุตรสาวสายตรง ส่วนหลัวเซิ่นหย่วนเป็นบุตรชายอนุ เขาในยามปกติเป็นคนเงียบขรึมไม่พูดจา อี๋หนิงมักดูแคลนพี่ชายที่เป็นบุตรอนุจึงลอบสร้างความเดือดร้อนให้เขาไม่น้อย ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหลัวเซิ่นหย่วนถือได้ว่ายํ่าแย่ยิ่งหมัวมัวที่อยู่ข้างกายก็ไม่เคยเห็นหลัวเซิ่นหย่วนอยู่ในสายตา

เมื่อหลัวอี๋หนิงรู้เช่นนั้นหัวใจก็สั่นสะท้าน ตระกูลหลัวช่างใจกล้าเสียจริง ถึงกับกล้าทรมานว่าที่ท่านราชเลขาธิการเช่นนี้

ไม่รู้ว่าหากอยากแก้ไขทุกสิ่งตอนนี้จะยังทันการอยู่หรือไม่…อีกสิบห้าปีข้างหน้าเขาจะได้เป็นถึงท่านราชเลขาธิการเชียวนะ

ครุ่นคิดไปเรื่อย ๆ หลัวอี๋หนิงก็เริ่มรู้สึกง่วง บัดนี้สติสัมปชัญญะนางยังไม่ฟื้นคืนดีนัก จึงผล็อยหลับไป

ครึ่งวันต่อมา อี๋หนิงคล้ายจะได้ยินเสียงเรียกข้างหู จึงค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น

เมื่อสาวใช้สองสามคนที่อยู่เฝ้าเห็นเช่นนั้นก็รีบถลามาหน้าเตียงพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น ดีใจเป็นล้นพ้น

หากคุณหนูเจ็ดยังไม่ฟื้นขึ้นมาอีก พวกนางเด็กสาวกลุ่มนี้ก็ต้องถูกขายให้ผู้อื่นเอาไปเลี้ยงดูไว้เป็นเจ้าสาว แล้วผู้ใดเล่าจะไม่ตื่นเต้น

หลัวอี๋หนิงมองเด็กสาวเหล่านี้อย่างมึนงง เผยอปาก นางอยากดื่มนํ้าทว่าลำคอกลับปวดบวม กล่าวสิ่งใดไม่ออก เด็กสาวสองสามคนจับมือนางไว้“คุณหนูอยากพูดสิ่งใดหรือเจ้าคะ พวกบ่าวล้วนอยู่ที่นี่แล้ว”

นางอยากดื่มนํ้า ช่วยมีไหวพริบกันสักคนได้หรือไม่

ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออก มีเด็กสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามา เมื่อมองการแต่งกาย นางสวมเสื้อกั๊กสีครามอมเขียว กระโปรงปักสีขาว สวมต่างหูรูปดอกติงเซียง ข้อมือสวมกำไลหยกเนื้องาม เพียงมองก็รู้ว่าเป็นการแต่งกายของสาวใช้ใหญ่

เมื่อสาวใช้ผู้นี้เห็นหลัวอี๋หนิงฟื้นก็ดีใจอย่างยิ่ง รีบยกนํ้ามาป้อนให้นางพลางตำหนิเหล่าสาวใช้ “เจี่ยเอ๋อร์[2] ฟื้นแล้วยังไม่รู้จักรินนํ้า ทำงานกันอย่างไร”

บรรดาสาวใช้พากันคุกเข่ารับผิด

ในที่สุดหลัวอี๋หนิงก็ไม่รู้สึกกระหายแล้ว นางไม่เคยรู้สึกว่านํ้าจะมีรสหวานเช่นนี้มาก่อน เพียงแต่ลำคอยังรู้สึกไม่ค่อยดีนัก นางเหลือบตามองสาวใช้ใหญ่ผู้นั้นคราหนึ่ง ดวงหน้ารูปไข่ห่าน คิ้วเรียวบาง ใบหน้างดงามดุจดอกฝูหรง สาวใช้ผู้นี้มีรูปลักษณ์โดดเด่นทีเดียว

สาวใช้ผู้นี้มีนามว่าเสวี่ยจือ เป็นสาวใช้ที่พี่สาวคนโตหลัวอี๋ฮุ่ยทิ้งไว้ให้หลัวอี๋หนิงยามที่นางออกเรือนไป

เสวี่ยจือขยับหมอนด้านหลังนางให้สูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า“บ่าวจะไปรายงานฮูหยินผู้เฒ่าว่าท่านฟื้นแล้ว ท่านพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ” จากนั้นจึงหันไปพูดกับสาวใช้เหล่านั้นด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “บัดนี้เป็นเวลาที่พวกเจ้าจะได้ทำงานชดใช้ความผิดแล้ว ปรนนิบัติเจี่ยเอ๋อร์ให้ดี หากผู้ใดบกพร่องจะขายคนผู้นั้นไปที่หุบเขาทันที ทำให้ชาตินี้ทั้งชาติเจ้าไม่มีทางได้กินดีอยู่ดีอีก เข้าใจหรือไม่”

สายตาเข้มของนางกวาดมองโดยรอบ บรรดาสาวใช้ต่างก้มหน้ารับคำด้วยตัวสั่นเทา

[1] ในทางพุทธศาสนาของจีนเชื่อว่าหลังจากตายแล้ววิญญาณจะท่องไปทางทิศตะวันตก

[2] เจี่ยเอ๋อร์ เป็นคำเรียกขานเด็กสาว

บทที่ 2

ทันที ที่เสวี่ยจือออกไป บรรดาสาวใช้ในห้องก็พากันกรูเข้ามา แย่งกันไถ่ถามว่านางอยากกินสิ่งใด

ไม่นานบนโต๊ะเล็กก็มีอาหารหน้าตาน่ากินจัดวางอยู่เต็ม ล้วนเป็นสิ่งที่เสี่ยวอี๋หนิงชอบกินในยามปกติ

นกกระทาย่างหนังกรอบสีเหลืองทอง ลูกชิ้นตุ๋นนํ้าแดงข้นฉํ่า ก้อนข้าวเหนียวไส้ถั่วแดงโรยด้วยผงนํ้าตาล นอกจากนี้ยังมีเนื้อวัวเส้นผัดงาหอมฉุย

เมื่อหลัวอี๋หนิงเห็นอาหารที่วางเต็มโต๊ะก็ไม่รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดแขนขาของเด็กสาวผู้นี้ถึงได้กลมอวบอ้วน หากยังถูกเลี้ยงดูต่อไปเช่นนี้ การขุนคนคนหนึ่งให้อ้วนก็คงเป็นเรื่องไม่นานเกินรอ

ยามนี้เองม่านตรงประตูถูกเปิดออก สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ตรงประตูขานชื่อสวีมามาด้วยความนอบน้อม

สวีมามาซึ่งอยู่ปรนนิบัติข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าหลัวถือว่ามีอำนาจเหลือล้นในจวน

สวีมามาเดินเข้ามา เมื่อเห็นหลัวอี๋หนิงกำลังกินอาหารก็เรียกเหล่าสาวใช้มาสั่งสอนยกหนึ่ง หลังจากวุ่นวายสักพัก อาหารหลายอย่างที่อยู่เบื้องหน้าหลัวอี๋หนิงก็ถูกเปลี่ยนเป็นโจ๊กไก่ แตงกวาเนื้อนุ่มรสชาติคล่องคอและผักดองสองจาน

สวีมามานั่งอยู่ข้างกายหลัวอี๋หนิง ใช้นํ้าเสียงอ่อนโยนเกลี้ยกล่อมนาง“อาการป่วยของเจี่ยเอ๋อร์เพิ่งจะดีขึ้น อาหารมันเยิ้มเหล่านั้นย่อยยาก มากินโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” สวีมามาป้อนโจ๊กไก่ให้นางจนพร่องไปกว่าครึ่งทั้งยังป้อนนํ้าสาลี่ตุ๋นให้อีกครึ่งถ้วย

หลัวอี๋หนิงอิ่มจนเรอถึงได้เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง “สวีมามา ข้าอิ่มแล้ว”

ครั้นสวีมามาได้ยินเสียงแหบแห้งของนางก็อดปวดใจไม่ได้ “คุณหนูเจ็ดร่างกายท่านลํ้าค่านัก คราหน้าอย่าได้ซุกซนเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าฮูหยินผู้เฒ่าปวดใจเพียงใด แม้แต่คุณหนูใหญ่ที่อยู่ในเมืองหลวงแดนไกลก็ยังร้อนรนยิ่ง หากมิใช่เพราะกำลังอุ้มครรภ์หลานของท่าน นางย่อมต้องกลับมาหาท่านแน่นอน”

ทันใดนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไป นางกล่าวขึ้นว่า “คุณชายสามพาท่านออกไปเที่ยวเล่นถึงได้เกิดเรื่องร้ายครั้งใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่าลงโทษให้เขาคุกเข่าที่ศาลบรรพชนครึ่งเดือนแล้ว หากไม่ใช่เพราะนายท่านห้ามปรามไว้ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องสั่งโบยคุณชายสามอีกสักชุดแน่เจ้าค่ะ!”

เสี่ยวอี๋หนิงอยู่ในตระกูลหลัว ได้รับความรักความเอ็นดูจากทั้งฮูหยินผู้เฒ่าหลัวผู้เป็นนายและบ่าวหญิงชรา แม้นางจะมีความขัดแย้งกับผู้อื่นแต่ใจของฮูหยินผู้เฒ่ากลับลำเอียงไปกว่าหนึ่งหมื่นแปดพันลี้ ผู้ใดผิดฮูหยินผู้เฒ่าไม่สน แต่หลานสาวสายตรงผู้น่ารักย่อมไม่มีทางผิดแน่นอนถึงจะผิดก็เป็นเพราะถูกผู้อื่นชักจูง ไม่ว่าอย่างไรหลานสาวผู้น่ารักก็ถูกเสมอ

แม้ภายหน้าหลัวเซิ่นหย่วนจะเป็นถึงท่านราชเลขาธิการขุนนางขั้นหนึ่งของราชสำนัก ซึ่งยามลงมือนั้นเขาลงมืออย่างโหดเหี้ยมและเด็ดขาด ทว่าบัดนี้เขาเป็นเพียงบุตรชายของอนุตํ่าต้อยคนหนึ่ง ทั้งยังไม่มีคนคอยปกป้องดูแล เมื่อเทียบกับน้องสาวสายตรงผู้สูงศักดิ์จึงไร้โอกาสโต้แย้งแม้สักประโยค

หากจะกล่าว หลัวอี๋หนิงก็รู้สึกว่าหลัวเซิ่นหย่วนน่าสงสารยิ่ง เมื่อเห็นนางตกนํ้า เขาก็กระโดดลงไปช่วยโดยไม่ลังเลสักนิด ยามเขาพานางกลับมาทั้งสองเนื้อตัวเปียกโชก ไข้ขึ้นสูง เสี่ยวอี๋หนิงถูกอุ้มไปทำการรักษา ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับถูกสั่งให้ไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนทันที ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไม่ฟังคำอธิบายของเขาเลยสักนิด

สวีมามาพูดจบก็ไม่กล่าวถึงหลัวเซิ่นหย่วนอีก กล่อมให้นางพักผ่อนด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน

ทว่าหลังจากหลัวอี๋หนิงล้มตัวลงนอนก็ครุ่นคิดถึงเรื่องที่นางตกนํ้า

เรื่องตกนํ้านี้ ในสิบส่วนต้องมีเจ็ดแปดส่วนที่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง

หลัวอี๋หนิงอดคาดเดาไม่ได้ ด้วยอุปนิสัยที่สร้างศัตรูไปทั่วของเสี่ยวอี๋หนิงไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจมีเบื้องหลังซ่อนอยู่

เมื่อล้มตัวลงนอน นางก็หลับไปอีกครั้ง เมื่อตื่นขึ้นก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกำลังนั่งเฝ้าดูแลนางอยู่ข้างเตียง หลายวันมานี้ฮูหยินผู้เฒ่ากังวลเรื่องของหลานสาว อารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง บัดนี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวอายุกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว สวมชุดคลุมตัวยาว ทับด้วยเสื้อกั๊ก ปักลวดลายงดงามคาดแถบผ้าประดับหยกบริเวณหน้าผาก ผมมวยเกล้าเรียบร้อย แววตาทอประกายอ่อนล้า

เมื่อเห็นหลานสาวตื่นแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็ให้สาวใช้เอาผ้าชุบนํ้าร้อนที่บิดอย่างดีมา ก่อนจะลงมือเช็ดใบหน้าให้นางด้วยตนเอง ทั้งยังไถ่ถามว่ายังเจ็บคอหรือไม่ กระหายนํ้าหรือไม่

อี๋หนิงส่ายศีรษะ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองนาง จากนั้นขอบตาก็พลันแดงเรื่อ “เหมยเหมย ตั้งแต่พี่หญิงใหญ่ของเจ้าแต่งงานออกไป เจ้าก็มาอาศัยอยู่กับย่า ย่ามักตามใจเจ้าเสมอ อยากได้สิ่งใดก็ให้สิ่งนั้น ย่าอายุมากแล้ว เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยมี ยามปกติดูแลเจ้าไม่รอบคอบ คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะก่อเรื่องวุ่นวายเยี่ยงนี้…”

อี๋หนิงมองหญิงชราที่ผมบนศีรษะหงอกขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ในใจนางก็รู้สึกซาบซึ้งพร้อมกับเอ่ยเสียงเบา “ท่านย่า เป็นข้าที่ไม่ดีเองเจ้าค่ะ”

อี๋หนิงเองก็ไม่มีมารดา เติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบาก ส่วนเสี่ยวอี๋หนิงยังถือว่าโชคดีมาก อย่างน้อยก็ยังมีท่านย่าและพี่หญิงใหญ่คอยดูแล

“เจ้ารู้ว่าตนทำสิ่งใดผิดแล้วหรือ”

อี๋หนิงเอ่ยคำตำหนิเด็กหญิงตัวน้อย “ซุกซน ดื้อรั้น ทำให้ท่านย่ากับพี่หญิงใหญ่เสียใจเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นมือออกไปดึงหลานสาวตัวน้อยเข้าสู่อ้อมกอด เมื่อเห็นนางเข้าใจคำพูดของตนก็ยิ้มพลางเอ่ย “ย่ากำลังปกป้องเจ้า รักและเอ็นดูเจ้าเอาเถิด เหมยเหมย อย่าได้เสียใจอีกเลย รีบมาดื่มยาเร็วเข้า”

ตั้งแต่เสี่ยวอี๋หนิงสูญเสียมารดา หลังจากพี่หญิงใหญ่ออกเรือนไปก็มาอาศัยติดตามอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าหลัว ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรักเอ็นดูนางดุจแก้วตาดวงใจ หลานสาวคนอื่นล้วนมิอาจเทียบ เรื่องครานี้ฮูหยินผู้เฒ่าคิดว่าหลานสาวได้รับบทเรียนแล้ว สีหน้าแววตาจึงผ่อนคลายลงไม่น้อย

อี๋หนิงเพิ่งจะดื่มยาไปได้สองคำก็มีคนเดินเข้าประตูมา

ทว่าทันทีที่ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นคนผู้นั้น สีหน้าก็หม่นลง

ผู้ที่เข้ามาคือแม่เลี้ยงของเสี่ยวอี๋หนิง หลินไห่หรู นางแต่งเข้าตระกูลมาเกือบห้าปีแล้ว สวมเสื้อคลุมปักลายสีแดง บนศีรษะปักปิ่นทอง ดูเลิศหรูงดงาม ทันทีที่ก้าวผ่านประตูก็เรียกเหล่าสาวใช้ให้ยกเครื่องบำรุงสุขภาพเข้ามาวางกองไว้จนเต็มโต๊ะ

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวตำหนินางเสียงเคร่ง “นี่เจ้ากำลังทำอันใด”

หลินไห่หรูคารวะฮูหยินผู้เฒ่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าเอาของบำรุงบางส่วนมาให้เจี่ยเอ๋อร์ ให้นางใช้ฟื้นฟูบำรุงร่างกายเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าพลันชะงัก คล้ายอยากเอ่ยสิ่งใดแต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมาเพียงชี้ไปที่เก้าอี้ด้านข้างให้นางนั่งลง

ทว่าหลินไห่หรูกลับล้วงกำไลข้อมือออกมาจากในอกเสื้อ จับมืออี๋หนิงขึ้นแล้วสวมเข้าไป “เหมยเจี่ยเอ๋อร์ แม่ได้ยินผู้คนกล่าวกันว่าพวกเงินทองของลํ้าค่าสามารถทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ เจ้าสวมกำไลทองวงนี้ไว้ บางทีอาจจะทำให้เจ้าหายเร็วขึ้น”

อี๋หนิงมองกำไลทองขนาดใหญ่ก็รู้สึกเหมือนข้อมือหนักยิ่งขึ้น

หลินไห่หรู แม่เลี้ยงคนนี้ช่างเยี่ยมยอดเสียจริง ตระกูลนางรํ่ารวยมหาศาล ทว่าจนปัญญาที่รูปลักษณ์ไม่โดดเด่น อายุยี่สิบปีแล้วก็ยังไม่ได้ออกเรือน นางจึงมารับตำแหน่งภรรยาเอกคนใหม่ของบิดาหลัวอี๋หนิง แต่งเข้ามาห้าปีแล้วก็ยังไม่มีบุตรชายหญิงสักคน แม้ไปร้องขอยามากินก็ไม่ได้ผลบิดาของหลัวอี๋หนิงเองก็ไม่ได้ชอบพอนางเท่าใดนัก นับวันชีวิตนางก็ยิ่งน่าเบื่อจึงมักมาหาฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเป็นประจำ รักใคร่เอ็นดูเสี่ยวอี๋หนิงดุจบุตรสาวที่ตนให้กำเนิด

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมักรู้สึกว่านางเถรตรงเกินไปจึงไม่ค่อยชอบนางนักแต่เมื่อเห็นว่านางจริงใจต่อหลัวอี๋หนิงจึงไม่ได้รู้สึกรังเกียจสักเท่าใด

อี๋หนิงเขย่ากำไล ก่อนกล่าวด้วยนํ้าเสียงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”

หลินไห่หรูโบกมือ “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของนอกกาย ไม่นับว่ามีค่าอันใดระหว่างเจ็บป่วย หากเจี่ยเอ๋อร์มีสิ่งใดที่อยากกินก็รีบมาบอกแม่…”

เพิ่งกล่าวถึงตรงนี้ก็มีสาวใช้เข้ามารายงาน กล่าวว่าเฉียวอี๋เหนียงพาคุณหนูหกมาเยี่ยมอี๋หนิง

ครานี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกับหลินไห่หรูต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเพียงร่างในอาภรณ์ปักลายเถาไม้สีเขียวอ่อนกระโปรงปักลายสีขาวดุจหิมะ อีกฝ่ายเยื้องย่างเข้ามาอย่างสง่างาม รูปโฉมงดงามตราตรึงใจ ด้านหลังติดตามด้วยสาวน้อยที่มีรูปลักษณ์คล้ายนางราวเจ็ดแปดส่วน ดูบอบบางอ่อนโยน นับเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง

พี่หญิงหกของเสี่ยวอี๋หนิงผู้นี้มีนามสมตัว ชื่อว่าหลัวอี๋เหลียน[1]

ส่วนเฉียวอี๋เหนียงก็คืออนุรักของบิดาหลัวอี๋หนิง ยามปกติเป็นที่โปรดปรานยิ่ง

เฉียวอี๋เหนียงยอบกายคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัว ก่อนจะมองไปทางหลินไห่หรูแล้วเอ่ย “เป็นฮูหยินที่มาเยี่ยมคุณหนูเจ็ดเร็วกว่าก้าวหนึ่ง ข้ารออยู่ด้านนอกเนิ่นนาน คาดไม่ถึงว่าท่านจะเข้ามาก่อนแล้ว”

อี๋หนิงยังไม่ทันพูดสิ่งใด หลินไห่หรูที่มีนิสัยตรงไปตรงมาก็พูดขึ้นด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “ข้าสั่งให้เจ้ารอข้าหรือ”

เฉียวอี๋เหนียงทอดถอนใจเบา ๆ ตีหน้าเศร้า “ฮูหยินกล่าวได้ถูกต้องจะรอหรือไม่ล้วนเป็นหน้าที่ของอนุ อนุสำนึกผิดแล้ว”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวปรายสายตาไม่เห็นด้วยไปทางหลินไห่หรูอีกครั้ง

แม้นางจะไม่ชอบหลินไห่หรู แต่ความไม่ชอบเฉียวอี๋เหนียงนั้นมีมากกว่าเสียดายที่หลินไห่หรูเป็นคนโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมา ส่วนเฉียวอี๋เหนียงความคิดเฉลียวฉลาด หลายปีมานี้หลินไห่หรูถูกเฉียวอี๋เหนียงข่มจนไม่อาจตั้งตัวได้

หลินไห่หรูกลับคิดว่าตนกำลังได้เปรียบ รีบสำทับอีกครั้ง “เดิมก็เป็นเจ้าผู้เป็นอนุ…”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรีบจับมือห้ามหลินไห่หรูไว้ กันไม่ให้นางกระโจนเข้าสู่กับดักของผู้อื่น

หลินไห่หรูได้แต่เก้อเขิน ไม่พูดอะไรต่อ

เฉียวอี๋เหนียงกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ ที่อนุมาครานี้นอกจากมาเพื่อเยี่ยมคุณหนูเจ็ดแล้ว ยังอยากพูดถึงเรื่องของคุณชายสามด้วยเจ้าค่ะ” นางหยุดไปสักพัก “ได้ยินว่าคุณชายสามคุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพชนบัดนี้ไข้ขึ้นสูง อนุจึงบังอาจร้องขอให้คุณชายสามได้ออกจากศาลบรรพชนเพื่อรักษาอาการป่วยก่อน จากนั้นค่อยให้กลับไปคุกเข่าต่อ หากไข้ขึ้นสูงเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะเกิดอันตรายถึงชีวิต…”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าอยากจะให้เขาคุกเข่า การคุกเข่าจะทำให้ความคิดเขากระจ่างขึ้น”

หลังจากเฉียวอี๋เหนียงได้ฟังก็ยิ้มอย่างจนปัญญา นางคำนับ “เป็นอนุที่พูดมากเกินไปเจ้าค่ะ”

หลินไห่หรูรอให้เฉียวอี๋เหนียงพาหลัวอี๋เหลียนจากไป ก่อนจะกล่าวด้วยนํ้าเสียงที่พยายามระงับอารมณ์คุกรุ่น “วัน ๆ เอาแต่แสร้งวางท่าราวกับลมพัดก็เอนล้ม ไม่รู้ว่าอยากจะแสดงให้ผู้ใดดู แต่ท่านพี่กลับเอ็นดูนางนัก”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวถลึงตามองหลินไห่หรู “เจ้ากล่าวคำพูดเหล่านี้ให้น้อยหน่อย”

ทว่าหลินไห่หรูกลับคว้ามืออี๋หนิงไว้ “อี๋หนิง เจ้าว่าใช่หรือไม่”

อี๋หนิงยังคงสับสนเล็กน้อย ขณะที่ยังไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่าง ๆ แต่ต้องถูกบังคับให้เข้าร่วมสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็คงมึนงงไม่น้อยเช่นกัน

นางสงบสติอารมณ์ก่อนกล่าว “ท่านแม่ ท่านปฏิบัติเช่นนี้กับเฉียว-อี๋เหนียง…หากท่านพ่อทราบ เกรงว่าจะยิ่งสงสารนางแล้ว”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรู้สึกว่ายามปกติหลานสาวของตนโง่เขลาเทียบเท่ากับหลินไห่หรู คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะรู้ความขึ้นมาหลายส่วน นางถอนหายใจใส่หลินไห่หรู “อี๋หนิงเป็นเพียงเด็กสาวยังเข้าใจ เหตุใดเจ้าจึงยังไม่รู้เล่า”

หลินไห่หรูเอ่ยด้วยนํ้าเสียงราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม “ข้าไม่อาจทนมองท่าทางเช่นนั้นของนาง…”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไม่คาดหวังว่าหลินไห่หรูจะมีความคิดอ่านเช่นเดียวกับเฉียวอี๋เหนียง เมื่อมองท้องฟ้าด้านนอกซึ่งมืดแล้วก็เรียกสาวใช้มาจุดโคมไฟก่อนจะบอกให้หลินไห่หรูอยู่กินอาหารคํ่า

แม้ชาติที่แล้วอี๋หนิงจะใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์เพียงสิบเจ็ดปี ทว่านางอยู่ในปิ่นอีกยี่สิบกว่าปี เห็นการต่อสู้ของบรรดาสตรีในเรือนหลังมามากสายลมบูรพาสยบลมประจิม ลมประจิมมีชัยเหนือลมบูรพาล้วนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ในเมื่อพวกนางเบื่อหน่าย วัน ๆ จึงได้แต่ปะทะฝีปากกันให้พอปลอบประโลมจิตใจได้บ้าง

จากความทรงจำของเสี่ยวอี๋หนิง เฉียวอี๋เหนียงมีทั้งบุตรชายหญิงจิตใจแยบยล แม้แต่หลินไห่หรูซึ่งเป็นภรรยาเอกยังข่มนางไม่ลง ถูกนางกดทับไว้แน่นหนา หลัวอี๋เหลียนบุตรสาวของเฉียวอี๋เหนียงบอบบางน่าสงสารยิ่งทำให้ได้รับความโปรดปรานจากบิดาของเสี่ยวอี๋หนิง เดิมนิสัยของเสี่ยวอี๋หนิงก็หยิ่งทะนง ไม่ชอบพวกนางสองแม่ลูก เพราะเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแม่ลูกกับเสี่ยวอี๋หนิงจึงไม่ดีนัก

บัดนี้ยิ่งดีเข้าไปอีก เกรงว่าคนรอบกายเสี่ยวอี๋หนิงต่างพากันรังเกียจหลัวเซิ่นหย่วน ทว่าเฉียวอี๋เหนียงกลับอยากช่วยว่าที่ท่านราชเลขาธิการผู้นี้

อี๋หนิงเองก็มีใจอยากร้องขอแทนหลัวเซิ่นหย่วน เพียงแต่เดิมทีเสี่ยวอี๋หนิงรังเกียจหลัวเซิ่นหย่วนยิ่งนัก หากนางกล่าวขอร้องอย่างกะทันหันจะทำให้ผู้อื่นสงสัย แต่อย่างไรนางก็ต้องพูด ยังไม่ต้องกล่าวถึงตำแหน่งฐานะของหลัวเซิ่นหย่วนในภายหน้าว่าเป็นอย่างไร ทว่าเรื่องที่เสี่ยวอี๋หนิงตกนํ้าครั้งนี้ เขาถือว่าไร้ซึ่งความผิดใด ๆ

[1]เหลียน (怜) ภาษาจีนหมายถึงน่าสงสาร

บทที่ 3

ต้นคิมหันต์ อากาศยังไม่ร้อน เสี่ยวอี๋หนิงปล่อยให้เสวี่ยจือปรนนิบัติล้างเท้า ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวนั่งสวดมนต์อยู่อีกด้าน มีสาวใช้คนหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้าเข้ามา อี๋หนิงจำได้ว่านางคือสาวใช้ใหญ่อีกคนนามว่าซงจือ

ขณะที่บรรดาสาวใช้เช็ดเท้าให้นาง นางก็มองห้องของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว

บนพื้นปูด้วยพรมกำมะหยี่รูปค้างคาวห้าตัวอวยพรอายุวัฒนะ บนโต๊ะไม้จินซือหนาน[1] ตัวสูงประดับด้วยแจกันทรงสูงสีฟ้าขาวหลายใบ มีดอกไห่ถังหลายดอกปักอยู่ ห้องโถงกลางถูกกั้นด้วยม่านกันลมซึ่งสร้างจากไม้จันทน์และหยกขาวสลักลายวิหคโต้ลมนับร้อยตัว บนโต๊ะยาวมีพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง

สิ่งของในห้องของฮูหยินผู้เฒ่าล้วนลํ้าค่ายิ่งนัก

เพียงพระโพธิสัตว์ซึ่งแกะสลักจากหยกขาวสีนวลไร้รอยตำหนิทั้งก้อนสูงประมาณหนึ่งฉื่อ[2] องค์นั้นก็มีมูลค่าไม่ธรรมดาแล้ว

นางหันไปเรียกท่านย่า

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเงยหน้ามองนาง “มีเรื่องใดหรือ”

นางยกเท้าเล็กดุจหยกขาวทั้งคู่ของตนขึ้น “ล้างเสร็จแล้ว จะนอนแล้วเจ้าค่ะ” ก่อนจะกล่าวอีกประโยคหนึ่ง “ข้าอยากนอนกับท่านย่า ได้หรือไม่เจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรู้สึกว่าหลานสาวน่ารักยิ่ง จึงยิ้มพลางเดินมากอดนาง“ย่อมได้ สวีมามา เพิ่มผ้านวมบนเตียงอีกสักผืน”

แน่นอนว่าอี๋หนิงอยากจะร้องขอแทนหลัวเซิ่นหย่วน ทว่านี่ดูเหมือนจะต่างจากนิสัยเดิมของนางมากไป ย่อมก่อให้เกิดความสงสัย เมื่อครุ่นคิดแล้วจึงเลียบเคียงถามฮูหยินผู้เฒ่าหลัว “ท่านย่าเจ้าคะ พี่ชายสามถูกสั่งลงโทษคุกเข่า กลางคืนก็ต้องคุกเข่าด้วยหรือเจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ย “กลางคืนไม่ต้องคุกเข่า ทุกวันตอนเช้าตรู่ค่อยไป”

การลงโทษคุกเข่ายังมีเวลาเข้างานอีกด้วย

อี๋หนิงกล่าวต่อ “เฉียวอี๋เหนียงบอกว่าเขามีไข้ขึ้นสูง…พวกเราจะเรียกท่านหมอมาดูเขาสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”

เสวี่ยจือซึ่งอยู่ด้านข้างหัวเราะ “ปกติเจี่ยเอ๋อร์ไม่ค่อยชอบคุณชายสามนัก เหตุใดบัดนี้จึงออกตัวพูดแทนเขาเล่าเจ้าคะ”

อี๋หนิงรู้ว่าเสี่ยวอี๋หนิงปฏิบัติต่อหลัวเซิ่นหย่วนไม่ค่อยดีนัก นางจึงหาข้ออ้างที่ดีไว้แล้วเอ่ยอย่างสง่าผ่าเผย “หากเขาป่วยจนหมดสติก็จะสั่งให้คุกเข่าไม่ได้อีก”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวฟังแล้วหัวเราะ สะกิดปลายจมูกนางครั้งหนึ่ง “เจ้าตัวเล็กแค่นี้ ทว่าความคิดอ่านกลับมากมายนัก วางใจเถิด เฉียวอี๋เหนียงของเจ้าจะไม่ไปเชิญท่านหมอมาดูเขาได้อย่างไร ยามบ่ายข้าเห็นนางส่งคนไปเชิญแล้ว ข้าก็ไม่ได้สั่งให้คนไปห้ามปราม แสดงว่าข้ายอมให้นางทำโดยปริยายแล้ว”

ลงโทษก็ส่วนลงโทษ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวย่อมไม่มีทางทำให้หลัวเซิ่นหย่วนเกิดอันตรายถึงชีวิต

อี๋หนิงฟังแล้วลอบเลื่อมใส เฉียวอี๋เหนียงลงมือรวดเร็วยิ่ง ที่อยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ต้องเป็นเพราะมีความสามารถแน่นอน

เสวี่ยจือกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ดูยามปกติสิเจ้าคะ คุณชายสามเก็บหอม-รอมริบเพื่อซื้อหนังสือกูเปิ่น[3] ท่านก็แย่งมาพับเป็นนกกระเรียน ทั้งยังสั่งให้บ่าวส่งไปให้คุณชายสามสองสามตัว พอบ่าวส่งไป คุณชายสามเห็นเข้า สีหน้าก็เขียวคลํ้าไปหมด ยังมีคราก่อนท่านกล่าวว่าอย่างไรก็จะกินพุทราให้ได้ให้คุณชายสามเก็บลงมาให้ท่าน ต้นไม้สูงถึงเพียงนั้นจะปีนขึ้นไปได้อย่างไรไม่ง่ายเลยกว่าคุณชายสามจะเด็ดลงมาได้ ทว่าท่านกลับขว้างทิ้ง กล่าวว่าไม่อยากกินแล้ว…”

อี๋หนิงฟังจนเหงื่อเย็นผุดไม่ขาดสาย แม่นางน้อยผู้นี้รนหาที่ตายได้ทุกวันจริง ๆ หากนางสามารถเติบใหญ่ได้สำเร็จ คงต้องเป็นควันเขียวผุดจากหลุมฝังศพบรรพบุรุษ[4] แน่นอน

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหยิกใบหน้าเล็ก ๆ ของนาง “ฟังสิ เจ้าถูกปรนเปรอจนเสียนิสัยเช่นนี้แล้ว”

นํ้าเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเต็มไปด้วยความเอ็นดูเอาใจ ไร้ซึ่งเจตนาตำหนิหลานสาวแม้เพียงเศษเสี้ยว

ทว่านี่หาใช่การปรนเปรอไม่ แต่คือการรนหาที่ตายต่างหากเล่า

อี๋หนิงทำได้เพียงผงกศีรษะ จับผ้านวมปีนขึ้นไปบนเตียง

ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งสาวใช้ให้ดับโคมไฟแล้วนอนลง

ตั้งแต่ที่หลินไห่หรูกลับมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็นอนไม่หลับ บิดผ้าในมือคล้ายกำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ทันทีที่ท่านพี่กลับมาก็ไปหาหญิงแพศยานั่นหรือ”

สาวใช้คนสนิทนามรุ่ยเซียงกล่าว “ยามบ่ายเฉียวอี๋เหนียงก็ไปที่ห้องหนังสือแล้วเจ้าค่ะ นางคอยอยู่ที่นั่น ได้ยินว่าเมื่อนายท่านกลับมาแล้วสัมผัสตัวนาง พบว่านางตัวเย็นก็ถึงกับเอาผ้าคลุมกันลมของตนไปคลุมให้นางเจ้าค่ะ”

หลินไห่หรูยิ้มหยัน “ห้องหนังสือไม่มีที่ให้หลบลมหรืออย่างไร ถึงได้ไปยืนตากลมที่หน้าประตู”

รุ่ยเซียงกระซิบเสียงเบา “นี่ไม่ใช่การกระทำของพวกคนชั้นตํ่าหรือเจ้าคะ ทั้งที่เป็นม้าผอม[5] ที่ซื้อมาจากหยางโจว แต่นายท่านกลับกล่าวว่านางมาจากตระกูลขุนนางตกอับ ทั้งยังให้ขึ้นเป็นอนุ มีตระกูลขุนนางที่ใดจะอบรมสั่งสอนหญิงไร้ยางอายเช่นนี้ออกมาได้เจ้าคะ”

หลินไห่หรูปรายตามองสาวใช้คนสนิทด้วยแววตาเห็นด้วย รู้สึกว่าอีกฝ่ายกล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก

นางชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเนิบช้า “ข้าไม่มีทางเลียนแบบอากัปกิริยาไร้ยางอายเหล่านั้น พรุ่งนี้ช่วงบ่ายเจ้าไปตุ๋นนกพิราบไว้ตัวหนึ่ง ใช้โสมตุ๋นไฟอ่อน ๆ ข้าจะส่งไปให้นายท่าน” รุ่ยเซียงกำลังจะออกไปสั่งการ หลินไห่หรูก็เรียกนางอีกครั้ง “ช้าก่อน ตุ๋นไว้สองสำรับเถิด สำรับหนึ่งส่งให้อี๋หนิง นางกำลังรักษาร่างกายจากอาการป่วยอยู่”

รุ่ยเซียงครุ่นคิดแล้วหันไปถามเจ้านาย “บ่าวได้ยินมาว่าคุณชายสามก็ป่วย หรือจะให้ทำสามสำรับดีเจ้าคะ”

หลินไห่หรูตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ก็แค่ลูกอนุคนหนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่ายังไม่สนใจ แล้วเหตุใดข้าต้องไปสนใจด้วย”

รุ่ยเซียงรับคำแล้วจึงออกไปสั่งการที่ห้องครัว

ตั้งแต่เช้าตรู่อี๋หนิงก็ถูกเสวี่ยจือลากออกมาจากรังผ้านวมอุ่น จากนั้นก็ถูกจับให้ดื่มยาทั้งถ้วย ต้องกินก้อนนํ้าตาลงาตามไปอีกหลายก้อนถึงช่วยกลบความขมปร่าให้จางลง ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าหลัวที่ตื่นแต่เช้าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังสวดมนต์รอนางอยู่ด้านข้าง

ตระกูลหลัวมีกฎธรรมเนียมการเข้าคารวะเช้าเย็น อีกไม่นานเหล่าลูกหลานต้องเข้ามาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัว

อี๋หนิงนั่งสะลึมสะลืออยู่บนเก้าอี้กลม รอให้เสวี่ยจือทำผมให้นางท้องฟ้าด้านนอกยังไม่ทันสว่าง ยามนี้คล้ายได้ยินเสียงไก่ขัน

“อีกสักครู่ทุกคนจะต้องมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัว แม้ท่านจะอาศัยอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่า แต่มารยาทก็ไม่อาจละเลยได้นะเจ้าคะ” เสวี่ยจือหวีผมให้นางพลางพูดอยู่ด้านข้าง

ยามนี้อี๋หนิงอายุยังน้อย การผล็อยหลับจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็ฝืนตั้งสติ พยายามเพ่งมองตนเองที่อยู่ในกระจก

ได้ยินว่ามารดาของเสี่ยวอี๋หนิงนับเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทั้งในเรื่องรูปลักษณ์และความสามารถ ดังนั้นเครื่องหน้าทั้งห้าบนใบหน้าสาวน้อยผู้นี้จึงโดดเด่นอายุยังน้อยก็เห็นเค้าของความงามได้อย่างชัดเจนแล้ว ผิวพรรณขาวดุจหิมะอมชมพูระเรื่อ แก้มยุ้ยเป็นซาลาเปาขาวนวลอวบอิ่มสองลูก เครื่องหน้าทั้งห้าประณีตงดงาม คิ้วเรียวยาวมีไฝสีชาดเล็ก ๆ เม็ดหนึ่ง ซึ่งยิ่งขับให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูดุจตุ๊กตาประทานพร

เสวี่ยจือทำมวยผมคู่หนึ่งให้นางก่อนจะตามด้วยสวมเครื่องประดับ

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองสาวน้อยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ซึ่งกำลังใช้มือเล็ก ๆราวกับก้อนแป้งขยี้ตาก็อดหัวเราะไม่ได้ “เมื่อคืนเจ้าเข้านอนเร็วเพียงนั้นยังจะรู้สึกง่วงอยู่อีกหรือ”

อี๋หนิงเอ่ย “ท่านย่า ขอเพียงได้นอน จะมีผู้ใดเกี่ยงงอนว่านอนมากเกินไปเล่าเจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหัวเราะนาง “กินเก่งนอนเยอะดุจลูกสุกรก็ไม่ปาน”

หลังจากเปลี่ยนมาเป็นเด็ก นางไม่สามารถควบคุมเรื่องกินเก่งนอนเยอะได้ อี๋หนิงเองก็รู้สึกจนปัญญา ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่ได้นอนมายี่สิบกว่าปีแล้วย่อมต้องรักการนอนเป็นธรรมดา สวีมามาบอกให้เสวี่ยจืออุ้มอี๋หนิงขึ้นมาก่อนจะติดตามฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไปยังห้องโถงกลาง

ผู้คนที่เข้ามาคารวะทยอยเข้ามาทีละคน

ตระกูลหลัวมีสองครอบครัว บิดาของอี๋หนิงและท่านลุงของอี๋หนิงตำแหน่งขุนนางของท่านสูงกว่าบิดาของอี๋หนิงขั้นหนึ่ง เป็นขุนนางขั้นสามส่วนตระกูลเฉินซึ่งเป็นตระกูลของป้าสะใภ้มาจากตระกูลบัณฑิต อี๋หนิงเห็นสตรีในอาภรณ์วิจิตรหรูหราพาเด็กสาวสองคนเข้ามาก็รู้ว่านี่คือป้าสะใภ้ของตน เฉินหลัน

เด็กสาวทั้งสองคนคือพี่สาวของอี๋หนิง เป็นบุตรสาวของเฉินหลันพี่หญิงสี่หลัวอี๋อวี้ พี่หญิงห้าหลัวอี๋ซิ่ว เด็กสาวทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยเช่นเดียวกับผู้เป็นมารดา พวกนางคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก่อนจะนั่งลง

อี๋หนิงมองไปทางสาวน้อยทั้งสอง ทว่าหลัวอี๋อวี้กลับเบือนสายตาไปอีกด้าน คล้ายไม่อยากเห็นนาง ส่วนหลัวอี๋ซิ่วกลับยักคิ้วหลิ่วตาให้นางพี่สาวทั้งสองจากบ้านหลักช่างมีอุปนิสัยแตกต่างกันยิ่งนัก หลัวอี๋อวี้วางตนสูงศักดิ์ เปี่ยมไปด้วยความสามารถด้านการเรียนและประพันธ์โคลงกลอนแต่หลัวอี๋ซิ่วร่าเริง ชอบเล่นซุกซนเช่นเดียวกับอี๋หนิง หลัวอี๋ซิ่วกับพี่สาวแท้ ๆ เป็นดุจนํ้ากับไฟ

ไม่นานหลินไห่หรูก็พาหลัวอี๋เหลียน รวมไปถึงบุตรชายของเฉียว-อี๋เหนียง หลัวเซวียนหย่วน เข้ามา หลัวเซวียนหย่วนเพิ่งจะอายุสามขวบถูกพี่สาวจูงมือมา เขาตะโกนคารวะท่านย่าด้วยนํ้าเสียงไร้เดียงสา

ต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวจะไม่ชอบเฉียวอี๋เหนียงอย่างไร ก็ไม่ได้พาลไม่ชอบหลานชายหลานสาวของตน นางอุ้มหลัวเซวียนหย่วนเข้าสู่อ้อมกอดด้วยความรักใคร่

ท่านลุงของอี๋หนิงเดินเข้ามาพร้อมกับบิดาของนาง หลัวเฉิงจาง

เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงได้พบบิดาของเสี่ยวอี๋หนิง หลัวเฉิงจางอายุใกล้จะสี่สิบ ใบหน้าสะอาดสง่างาม รูปร่างผอมโปร่ง ดูสุขุม ทว่าท่านลุงกลับดูน่าเกรงขามกว่าเล็กน้อย

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ยถามหลัวเฉิงจาง “เหตุใดวันนี้จึงมาพร้อมกับพี่ใหญ่ของเจ้าได้เล่า”

หลัวเฉิงจางตอบ “ข้ากับพี่ใหญ่กำลังหารือเรื่องที่ผู้บัญชาการลู่จะมาเยือนเมืองเป่าติ้งขอรับ”

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวถามด้วยความสงสัย “หนิงหย่วนโหว โหวลู่เจียเสวียผู้นั้นน่ะหรือ”

ทันทีที่อี๋หนิงได้ยินชื่อนี้ ใจก็กระตุก

สำหรับอดีตสามีที่บัดนี้คือหนิงหย่วนโหว ผู้บัญชาการลู่ อี๋หนิงรู้สึกสับสนยิ่งนัก แน่นอนว่านางย่อมเกลียดเคียดแค้นที่เขาจิตใจอำมหิต ลงมือสังหารนางอย่างโหดเหี้ยม ทว่าบัดนี้นางเป็นเพียงเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบ ส่วนเขาเป็นผู้บัญชาการทหารขุนนางขั้นสองที่ในมือกุมอำนาจทหารไว้ ทั้งสองแตกต่างราวฟ้ากับดิน ไร้หนทางบรรจบกันอีก

หลัวเฉิงจางผงกศีรษะ “เป็นเขาขอรับ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ผู้บัญชาการลู่มาตรวจตราที่เมืองเป่าติ้ง ข้าและเหล่าขุนนางต้องไปต้อนรับขอรับ”

“ลู่เจียเสวียมาจากตระกูลโหวอันสูงศักดิ์ บัดนี้ยังมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหาร จะสะเพร่ามิได้” ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเลี้ยงดูบุตรชายสองคนจนเป็นขุนนาง ย่อมไม่ใช่ผู้ที่วัน ๆ ไม่สนใจสิ่งใด “ทว่าพวกเจ้าล้วนไม่ใช่ขุนนางใหญ่ของเมืองเป่าติ้ง ไม่ต้องติดตามใกล้ชิดข้างกายท่านโหวจึงไม่จำเป็นต้องกังวลไป”

“ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้อง” ท่าทางที่หลัวเฉิงจางแสดงต่อฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยิ่งทวีความเคารพ

จากนั้นหลัวเฉิงจางก็มองไปทางอี๋หนิง เมื่อเห็นนางนิ่งเงียบไร้การเคลื่อนไหว หัวคิ้วจึงขมวดมุ่นเล็กน้อย “เหมยเหมย พ่อกับท่านลุงเจ้ามาแล้วเหตุใดจึงไม่คารวะ”

ตอนนี้หลัวอี๋หนิงจึงเพิ่งได้สติ

เมื่อครู่มีคนเข้ามามากมาย แต่นางยังไม่ได้คารวะผู้ใดทั้งสิ้น

ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวปวดใจแทนหลานสาว “เฉิงจาง อาการป่วยของอี๋หนิงยังไม่หายดี ยังไม่ต้องคารวะ”

หลัวเฉิงจางไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขามักรู้สึกว่าการเลี้ยงดูอย่างตามใจของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวทำให้ยิ่งนานวันอี๋หนิงก็ยิ่งโอหัง “ท่านอย่าตามใจนางเช่นนี้ นับวันนางก็ยิ่งประพฤติตนไม่ถูกทำนองคลองธรรม ดูเหล่าพี่สาวของเจ้าสิ อี๋อวี้ อี๋เหลียน คนใดบ้างที่ไม่รู้ความงดงามเฉลียวฉลาด มีเพียงนางที่เอาแต่สร้างความวุ่นวายทั้งวัน ไม่มีความเป็นกุลสตรี”

หลัวอี๋ซิ่วที่ถูกทำรายชื่อตกหล่นบิดสะโพกไปมา ยืดตัวนั่งหลังตรงเล็กน้อย

อี๋หนิงรู้ดีว่าบิดาเข้มงวดกับเสี่ยวอี๋หนิงมาโดยตลอด เขามักจะโปรดปรานบุตรของอนุ อี๋เหลียน มากกว่าเล็กน้อย

ช่างเถิด

อี๋หนิงกำลังจะลุกจากที่นั่งเพื่อทำการคารวะก็มีคนผู้หนึ่งก้าวเข้าประตูมาเขาคุกเข่าลงคำนับ กล่าวนํ้าเสียงเบา “คารวะท่านย่า หลานมาช้าแล้ว”

เขาเงยศีรษะขึ้น อี๋หนิงพลันตกตะลึงไปชั่วครู่

วันนี้แสงแดดกำลังดี ประตูทุกบานในห้องโถงกลางจึงถูกเปิดออกแสงสีอำพันลอดผ่านโครงไม้ตกกระทบลงบนไหล่ของเขา เขาสวมชุดคลุมหลวมสีฟ้าอ่อนลวดลายไม่เด่นชัด แผ่นหลังผ่ายผอมตั้งตรง รูปร่างสูงโปร่งโครงหน้าด้านข้างหล่อเหลาแต่ค่อนข้างซีดขาว

หลายปีก่อน นางเคยเห็นเขาครั้งหนึ่งท่ามกลางฝูงชน ยามนั้นหลัวเซิ่นหย่วนขึ้นเป็นราชบัณฑิตแห่งเน่ยเก๋อ[6] แล้ว เขาถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนมากมาย นางเคยได้ยินบรรดาคุณหนูจากตระกูลขุนนางวิพากษ์วิจารณ์อย่างลับ ๆ ว่าราชบัณฑิตผู้นี้เงียบขรึม ทั้งยังมีนิสัยโหดเหี้ยมเพียงใด

คาดไม่ถึงว่าวัยเยาว์ของราชบัณฑิตกลับสง่าผ่าเผยถึงเพียงนี้ เพียงแต่แววตายังคงแฝงด้วยความไร้เดียงสา เป็นแค่เด็กหนุ่มทั่วไปคนหนึ่ง

ไม่รู้ว่าอำนาจเผด็จการครอบครองใต้หล้านั้นจะถูกแสดงให้เป็นที่ประจักษ์เมื่อใด

อี๋หนิงยังไม่ทันได้สติ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็กล่าวขึ้นช้า ๆ “ในเมื่อเจ้ากำลังป่วยอยู่ ไยยังต้องมาคารวะ”

หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยนิ่ง ๆ “นี่เป็นหน้าที่ของหลาน ไม่กล้าละเลยขอรับ”

สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวถึงได้ผ่อนคลายลง ผงกศีรษะเบา ๆ “เจ้าลุกขึ้นเถิด”

หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้น ก่อนจะหันไปคารวะคนอื่น ไม่นานสายตาก็ตกบนใบหน้าอี๋หนิง เขาผงกศีรษะให้นางเบา ๆ “น้องสาวเจ็ด”

อี๋หนิงยิ้มพลางตอบ “พี่ชายสาม”

เมื่อเห็นว่าคนมากันครบแล้ว สวีมามาก็สั่งให้ยกสำรับเข้ามา อาหารเช้ามื้อนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่ง มีอาหารเลิศรสมากมาย ขนมเปี๊ยะ แป้งก้อนนํ้าผึ้งแป้งม้วนไส้ถั่วแดงพุทรากวน ซาลาเปาไส้ถั่ว และขนมเปี๊ยะแป้งบางซึ่งทอดจนมีสีเหลืองทอง ยังมีเนื้อห่านปรุงรส เนื้อเป็ดปรุงรสคลุกเคล้ากับผักดองทุกคนยังได้รับรังนกและโจ๊กอีกคนละถ้วย ไข่นกพิราบหั่นอีกคนละสองชิ้น

ทุกคนต่างมีมารยาท ขณะที่กินอาหารมีเพียงเสียงการเคลื่อนไหวของตะเกียบเท่านั้น อี๋หนิงเงยหน้าลอบสังเกตการณ์ อี๋เหลียนและหลัว-เซวียนหย่วนซึ่งเป็นบุตรของอนุนั่งอยู่ข้างหลินไห่หรู อี๋เหลียนคีบอาหารให้น้องชายเป็นครั้งคราว หลัวอี๋อวี้กำลังจ้องหลัวอี๋ซิ่วเขม็ง หากนางทำสิ่งใดไม่ถูกกฎระเบียบก็จะใช้สายตาดุเดือดจับจ้อง ส่วนหลัวอี๋ซิ่วไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ สั่งให้สาวใช้ข้างกายหยิบแป้งม้วนถั่วแดงพุทรากวนให้นางชิ้นหนึ่ง อาหารจานนี้อยู่ห่างเกินไป นางคีบไม่ถึง

ส่วนหลัวเซิ่นหย่วนกลับนั่งกินข้าวเงียบ ๆ ตลอดเวลา กินเพียงอาหารสองจานที่อยู่ตรงหน้า แต่อี๋หนิงสังเกตได้ว่าเขาใช้มือซ้ายจับตะเกียบ มือขวาถือชาม

อี๋หนิงพลันรู้สึกกลืนข้าวไม่ค่อยลง

ผู้ที่ในภายภาคหน้าจะเป็นขุนนางผู้กุมอำนาจมากมายท่านนี้ ผู้ที่จะสามารถต่อกรกับผู้บัญชาการลู่ บัดนี้คล้ายจะตกอับไปสักหน่อย

[1]ไม้จินซือหนานเป็นไม้เนื้อสีทองเงาวาว มีราคาสูง

[2] ฉื่อ คือหน่วยวัดของจีน 1 ฉื่อ เท่ากับ 10 นิ้ว

[3] กูเปิ่น คือหนังสือที่เหลือเพียงเล่มเดียวบนโลก มักหมายถึงหนังสือโบราณ

[4] ควันเขียวผุดจากหลุมฝังศพบรรพบุรุษ เป็นสำนวน หมายถึง เป็นเรื่องน่ายินดี มักใช้ในเชิงเสียดสี

[5] ม้าผอม เป็นคำเปรียบเปรยหญิงสาวยากจนผอมแห้งที่ถูกซื้อไปทำการฝึกให้มีทักษะต่าง ๆ เช่น เต้นรำ วาดรูป เล่นดนตรี เพื่อคอยปรนนิบัติผู้ชาย

[6]เน่ยเก๋อ คือหน่วยงานสำหรับปรึกษางานราชการ มีอำนาจเหนือทั้งหกกรม ตำแหน่งราชบัณฑิตขุนนางอาวุโสสูงสุดในเน่ยเก๋อคือราชเลขาธิการ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...