โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ที่มาและพัฒนาการของการปฏิวัติแห่งชาติกะเหรี่ยง ตอนที่ 2 โดย ลลิตา หาญวงษ์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 พ.ค. 2567 เวลา 07.58 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2567 เวลา 06.10 น.

ไทยพบพม่า : ที่มาและพัฒนาการของการปฏิวัติแห่งชาติกะเหรี่ยง ตอนที่ 2

กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคมที่ประกอบขึ้นเป็นสหภาพเมียนมา คำว่า “กะเหรี่ยง” หมายรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยๆ ที่พูดภาษาตระกูลกะเหรี่ยงอีกประมาณ 20 กลุ่ม คนเหล่านี้มีวัฒนธรรม ภาษา และถิ่นที่อยู่ (พื้นที่ราบหรือพื้นที่สูง) ที่แตกต่างออกไป ด้วยเหตุนี้ แม้ชาวกะเหรี่ยงจะต่อสู้กับรัฐบาลพม่ามายาวนานหลายสิบปี แต่ปัญหาที่พวกเขาต้องเจอคือผู้นำกะเหรี่ยงเองก็ไม่สามารถรวมคนกะเหรี่ยงร้อยพ่อพันธุ์แม่ให้มาเข้าร่วมเจตจำนงและสานฝันตั้งมหารัฐกอทูเลได้เช่นกัน

อาร์เดธ หม่อง ตองมุง (Ardeth Maung Thawnghmung) ประเมินไว้ว่ามีประชากรกะเหรี่ยงในเมียนมาระหว่าง 3-7 ล้านคน ประกอบด้วย2 กลุ่มหลัก คือ ชาวสกอ (Sgaw) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์หรือศาสนาผี อาศัยอยู่ในเขตเทือกเขาทางตะวันตกของพม่า ใกล้ชายแดนไทย และชาวโป (Pwo) โดยมากเป็นชาวพุทธและอาศัยในเขตที่ลุ่มในพม่าตอนล่าง ปะปนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ทั้งพม่าและมอญ ทั้งสองกลุ่มคิดเป็นประชากรกะเหรี่ยงกว่าร้อยละ 80

สิ่งที่สังคมไทยมักเข้าใจผิดคือจะเข้าใจว่าคนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่เป็นคนคริสต์ แต่ในความเป็นจริงแล้วคนกะเหรี่ยงพุทธคือคนส่วนใหญ่ ชาวคริสต์มีร้อยละ 15-20 และที่เหลือนับถือศาสนาผีอีกสักร้อยละ 5-10 ในบรรดาชาวกะเหรี่ยงทั้งหมด แน่นอนว่าชาวคริสต์มีความโดดเด่นที่สุด เพราะได้รับการศึกษาจากมิชชันนารีที่เข้าไปในพื้นที่กะเหรี่ยงตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และซึมซาบวัฒนธรรมตะวันตกมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในพม่า

ในยุคอาณานิคม คนกะเหรี่ยงที่มีการศึกษาพูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว จะมีอภิสิทธิ์ได้ทำงานในระบบราชการอังกฤษง่ายกว่าคนพม่า เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา อังกฤษก็ไว้วางใจคนกะเหรี่ยงมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นใดในพม่า และเกณฑ์เข้าไปเป็นทหารเพื่อรบกับกองทัพญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าตาม “สเปก” ของอังกฤษ ทหารกะเหรี่ยงจะไม่ได้กำยำล่ำสันเหมือนชนชาตินักรบอื่นๆ ในบริติชเอ็มไพร์เช่น คนซิกข์ ราชบุตร หรือคนกุรข่า แต่อังกฤษมองว่าคนกะเหรี่ยงมีความซื่อสัตย์เหนือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นใด ด้วยความที่ทหารกะเหรี่ยงเป็นกำลังหลักในสงครามมาตั้งแต่สงครามอังกฤษ-พม่าในปี 1853 และ 1885 ในขณะที่กองทัพพม่า BIA (Burmese Independence Army) เข้าร่วมกับญี่ปุ่นในช่วงแรก ก่อนจะแปรพักตร์และกลับไปติดต่อกับรัฐบาลอังกฤษ ทำให้ BIA ไม่พอใจชาวกะเหรี่ยง จนเกิดเหตุการณ์ที่ BIA สังหารหมู่ชาวกะเหรี่ยงระหว่างสงคราม จนเกิดเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสองมาจวบจนปัจจุบัน

ความซับซ้อนของตัวตนกับอัตลักษณ์กะเหรี่ยง ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างชาวกะเหรี่ยงกับชาวพม่า ทำให้แนวคิดชาตินิยมกะเหรี่ยง หรือการรวมกะเหรี่ยงทั้งผอง (Pan-Karen) เกิดขึ้นและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แนวคิดว่าด้วยการตั้งรัฐกะเหรี่ยงเกิดขึ้นมาจาก ดร.ซาน ซี. โป (San C. Poe) นายแพทย์ชาวกะเหรี่ยงที่เสนอแนวคิดตั้งรัฐกะเหรี่ยงที่เป็นอิสระ ภายใต้ระบบที่เขาเรียกว่า “สหรัฐแห่งพม่า” (United States of Burma) แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 หรือกว่า 2 ทศวรรษก่อนพม่าได้รับเอกราช แต่ผู้นำกะเหรี่ยงก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าการรวมคนกะเหรี่ยงทั้งผองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นเป็นไปได้ยาก ประชาชนกะเหรี่ยงที่อยู่ใน “รัฐกะเหรี่ยง” (Kayin State) คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรกะเหรี่ยงทั้งประเทศพม่า คนส่วนใหญ่อยู่ในที่ราบลุ่ม และปะปนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่พูดภาษาพม่าได้และคุ้นเคยกับวัฒนธรรมพม่า

ภายใต้ระบบแบ่งแยกและปกครอง อังกฤษไม่มีนโยบายส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้พูดคุยกัน แต่เลือกจะเกณฑ์ทหารจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการศึกษาจากมิชชันนารี เพื่อทำให้การควบคุมกองทัพ (รวมทั้งกองตำรวจหรือระบบราชการโดยรวม) ง่ายขึ้น ชาวกะเหรี่ยงเองก็เชื่อว่าเมื่อพวกเขาทำงานอย่างแข็งขันให้อังกฤษ อังกฤษก็จะตอบแทนพวกเขาด้วยการมอบรัฐกะเหรี่ยงให้ตามเจตนารมณ์ของนักชาตินิยมกะเหรี่ยงหลังพม่าได้รับเอกราช อย่างไรก็ดี ด้วยกระบวนการมอบเอกราชให้พม่าเป็นไปแบบรีบเร่ง และเป็นความจำเป็นมากกว่า ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดไม่ได้พูดคุยกันเพื่อกำหนดรูปแบบของรัฐ

หลายคนอาจจะอ้างถึงสนธิสัญญาปางหลวง ที่นายพลออง ซาน เดินทางไปพบผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยตัวเอง และลงนามในข้อตกลงที่ต่อมาจะเป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ แต่ผู้เขียนอยากจะย้ำว่าสนธิสัญญาปางหลวงเองไม่ได้รวมผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มเข้ามาร่วมบนโต๊ะเจรจา มีเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตเทือกเขาเท่านั้น ผู้แทนกะเหรี่ยงมีสถานะเพียงผู้สังเกตการณ์ และไม่ได้รับสิทธิการแยกตัว (rights to secession) เหมือนกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ลงนามในสนธิสัญญาปางหลวงอีก 4 กลุ่ม ได้แก่ ฉาน ฉิ่น
และคะฉิ่น แนวทางเจรจาสันติภาพแบบเลือกปฏิบัติในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง เป็นเหตุผลสำคัญว่าเหตุใดการเจรจาสันติภาพในพม่าจึงไม่บรรลุผลที่ยั่งยืน และไม่สามารถหยุดความรุนแรงในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาเกือบ 8 ทศวรรษได้

ก่อนพม่าได้รับเอกราชไม่นาน รัฐบาลอังกฤษและพรรครัฐบาล AFPFL ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา (รัฐธรรมนูญปี 1947) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ปรากฏสิทธิการแยกตัวของรัฐกะเหรี่ยง และไม่ได้กล่าวถึงเส้นเขตแดนของรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งจะทำให้การนิยามเขตแดนของ “รัฐ” กะเหรี่ยงลักลั่นมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ KNU ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองกะเหรี่ยงที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดตีความว่าเขตแดนกะเหรี่ยงกินพื้นที่ถึงที่ราบลุ่มในพม่าตอนล่างและตอนบน ไปจนถึงบางส่วนของรัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยงตามคำนิยามของรัฐบาลพม่าในปัจจุบันมีขนาดเล็กว่า “มหารัฐกอทูเล”ค่อนข้างมาก

ปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในพม่าไม่ได้เป็นปัญหาระหว่างกะเหรี่ยงกับพม่าเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่มที่ประสบปัญหาใกล้เคียงกัน และที่ผ่านมากลุ่มเหล่านี้ก็ประกาศสงครามกับรัฐบาลพม่ามาตลอดหลายสิบปี ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในนี้ จึงจำเป็นยิ่งที่ต้องรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเข้าสู่โต๊ะเจรจา แน่นอนการพูดคุยกับผู้คนทุกฝ่ายไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้พลังงานและความเข้าใจมหาศาล และหากไม่มีการเจรจาในลักษณะนี้เกิดขึ้น การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในประเทศนี้ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน

ย้อนอ่านบทความแรก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ที่มาและพัฒนาการของการปฏิวัติแห่งชาติกะเหรี่ยง ตอนที่ 2 โดย ลลิตา หาญวงษ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...