สุจิตต์ วงษ์เทศ : กระทู้ถามชำระประวัติศาสตร์ไทยในสภา 70 ปีที่แล้ว
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีคำถามรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2497 เรื่องการชำระประวัติศาสตร์ไทย และ พ.ศ. 2498 เรื่องเผ่าไทยนอกประเทศ
ซึ่งเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องการจัดตั้งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มมีการเรียนการสอนครั้งแรก 70 ปีที่แล้ว เมื่อ พ.ศ. 2498
เพื่อเข้าใจตรงกัน ต้องลำดับเหตุการณ์ช่วงเวลานั้นทางการเมือง และสังคมวัฒนธรรมดังต่อไปนี้
2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร
2477 สถาปนากรมศิลปากร
2482 เปลี่ยนชื่อประเทศ สยามเป็นไทย—THAILAND จากนั้นสถาปนาประวัติศาสตร์ไทย ของคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ถิ่นกำเนิดในจีน
2486 จัดตั้ง มหาวิทยาลัยศิลปากร สังกัดกรมศิลปากร [มีวิชาโบราณคดี แต่ยังไม่เปิดสอน]
2495 จัดตั้งคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย
2496 เริ่มโครงการฟื้นฟูและบูรณะเมืองสุโขทัย, เริ่มโครงการต่อต้านคอมมิวนิสต์
เปิดสอนวิชาโบราณคดี ในโรงเรียนศิลปศึกษา (เตรียมอุดม มหาวิทยาลัยศิลปากร)
2498 จัดตั้ง คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร [สังกัดกรมศิลปากร] 70 ปีที่แล้ว เป็นผู้พิทักษ์และสืบทอดประวัติศาสตร์ไทย
ประวัติศาสตร์ไทย เริ่มเผยแพร่สมัยนั้น มีลักษณะดังนี้
1.ประวัติศาสตร์ชาตินิยม แบบเชื้อชาตินิยม คลั่งเชื้อชาติไทย
2.เสกสรรปั้นแต่งใหม่ล้วนๆ สนองการเมืองชาตินิยม แบบเชื้อชาตินิยม คลั่งเชื้อชาติไทย
3.ท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติต่อเนื่องกัน (ก.) เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 (ข.) สงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.) เปลี่ยนชื่อประเทศ จากสยาม เป็นไทย (ง.) สร้าง “มหาอาณาจักรไทย”
เรื่องย่อประวัติศาสตร์ไทย ดังนี้
1.อัลไต ถิ่นกำเนิดของคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์
2.น่านเจ้า อาณาจักรแรกของคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ที่ถูกจีนแย่งดินแดนอัลไต
3.สุโขทัย ราชธานีแห่งแรกของคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ที่ถูกจีนขับไล่จากน่านเจ้า
รัฐบาลสมัยนั้นเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีคนไทยหรือชนชาติไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์อยู่ทั่วไปในหลายประเทศ แต่หลักฐานจริงไม่เป็นตามนั้น ซึ่งพบข้อมูลดังนี้
(1.) คนไทยไม่มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีนสมัยโบราณ ไม่มีคนเรียกตนเองว่าไทย ที่มีความหมายอย่างเดียวกับคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน
(2.) ตอนใต้ของจีนมีคนพูดภาษาตระกูลไท-ไต หรือ ไท-กะได แต่ไม่ใช่คนไทย เขาเรียกตนเองตามชื่อชาติพันธุ์ของตน ได้แก่
ไตลื้อ-ชาวลื้อ (สิบสองพันนา), ไตอาหม-ชาวอัสสัม (ในอินเดีย), ไตมาว-ชาวลุ่มน้ำมาว (ในพม่า), ไทจ้วง-ชาวจ้วง (ในกวางสี), ไทเวียงจันท์-ชาวเวียงจันท์ (ในลาว), ไทบ้าน-ชาวบ้าน (ทั่วไป)
(3.) ไท, ไต แปลเหมือนกันว่าคนหรือชาว ไม่หมายถึงคนไทย อย่างเดียวกับคนในประเทศไทย
(4.) ไท หรือ ไต มี “วีรบุรุษ” หรือผู้นำของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ในประวัติศาสตร์ไทย เขาจึงไม่รู้จักพ่อขุนรามคำแหง, พระเจ้าอู่ทอง, พระนเรศวร, พระเจ้าตาก ฯลฯ เพราะไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ของเขา
(5.) คนไทย มีเริ่มแรกในเมืองอโยธยา เรือน พ.ศ. 1700 (900 ปีมาแล้ว) มาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์นับไม่ถ้วน ต่อมาเรียกตนเองว่าไทย หลังรับศาสนาพุทธ เถรวาท ลังกาวงศ์ ด้วยการลากคำว่าไท เข้าบาลี เป็น เทยฺย แล้วกลายเป็นไทย
(6.) ภาษาไทย มีเริ่มแรกในเมืองอโยธยา มาจากภาษาสยาม ปะปนภาษาต่างๆ หลายภาษา ได้แก่ ไท-ไต, มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, จีน, อินเดีย (บาลี-สันสกฤต), เปอร์เซีย (อิหร่าน) ฯลฯ
คำตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คำถามที่ ว. (2) 25/2497
ของนายน้อม อุปรมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช
เรื่อง การชำระประวัติศาสตร์ไทย
คำถาม
ข้าพเจ้าขอตั้งคำถามเกี่ยวกับการงานในหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อขอให้รัฐมนตรีตอบในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ตามนัยแห่งข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 152 ดังต่อไปนี้
1.การชำระประวัติศาสตร์ไทย มีวัตถุประสงค์อย่างไร ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อใด ได้วางหลักเกณฑ์การชำระ เช่นแบ่งออกเป็นยุค เป็นสมัย ฯลฯ อย่างไร ได้อ้างที่มาจากหลักฐานหรือข้อเท็จจริงจากไหน ในการนี้ได้ใช้เงินไปแล้วเท่าไร ยังจะต้องใช้ต่อไปอีก จนสำเร็จเท่าไร และจะสำเร็จเมื่อไร
2.ผู้ดำเนินการชำระประวัติศาสตร์มีทั้งหมดกี่คน คือใครบ้าง แต่งตั้งโดยรัฐบาลหรือโดยสภาผู้แทนราษฎร ในการแต่งตั้งได้อาศัยหลักเกณฑ์และเหตุผลอย่างไร ผู้ดำเนินการชำระประวัติศาสตร์เป็นข้าราชการหรือมีข้อผูกพันอยู่กับรัฐบาลประการใดหรือไม่
3.การชำระหรือการเขียนประวัติศาสตร์ไทยนั้น ที่แท้เป็นเรื่องของคนไทยทั้งชาติที่จะต้องแสดงหรือบันทึกสภาพการณ์ของชาติต่างๆ ไว้ ไม่ว่าในแง่ดีหรือแง่ร้าย เพื่อคนรุ่นหลังจะได้ทราบความจริง ในอันที่จะได้สังวรณ์หรือยึดถือเป็นแบบอย่างในกรณีที่เกี่ยวกับการดำรงความเป็นเอกราชของชาติก็ดี เกี่ยวกับการปกครองของประเทศก็ดี ฯลฯ ดังนี้จึงชอบที่จะให้คนไทยทั้งชาติเข้ามีส่วนรู้เห็นด้วยว่า ประวัติศาสตร์ไทยตอนใดควรจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงขอทราบว่า บุคคลที่มีหน้าที่ชำระประวัติศาสตร์นั้น จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไปจากสภาผู้แทนราษฎรเสมอไป ทั้งนี้จะเป็นการสมควรหรือไม่ เพียงใด
คำตอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
1.เนื่องจากหนังสือประวัติศาสตร์ไทยที่มีอยู่ยังไม่สมบูรณ์ บางแห่งก็มีข้อความขัดแย้งกัน สมควรจัดตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชำระให้ถูกต้องแน่นอน เพื่อจะได้ถือเป็นหลักฐานต่อไป กรมศิลปากรจึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมา เพื่อขอความร่วมมือเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา ผู้ทรงคุณวุฒิได้วางหลักเกณฑ์การชำระโดยแบ่งออกเป็นสมัย ดังนี้
1.สมัยก่อนไทยเข้ามาในแหลมอินโดจีน
2.สมัยไทยเข้ามาในแหลมอินโดจีนแล้ว
3.สมัยกรุงศรีอยุธยา
4.สมัยจลาจลและกรุงธนบุรี
5.สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-3
เมื่อได้วางโครงการสำหรับการเขียนประวัติศาสตร์โดยละเอียดแล้ว จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีขอแต่งตั้งกรรมการขึ้นดำเนินการ คณะรัฐมนตรีได้ลงมติ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 แต่งตั้งผู้มีพระนามและนามต่อไปนี้เป็นกรรมการ คือ
1.พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรเป็นกรรมการที่ปรึกษา
2.พระยาอนุมานราชธนเป็นประธานกรรมการ
3.หม่อมเจ้าสิบพันพารเสนอ โสณกุล เป็นกรรมการ
4.พระยาโกษากรวิจารณ์ เป็นกรรมการ
5.พันเอก หลวงรณสิทธิพิชัย เป็นกรรมการ
6.นายรอง ศยามานนท์ เป็นกรรมการ
7.หม่อมราชวงศ์ สุมนชาติ สวัสดิกุล เป็นกรรมการ
8.หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ เป็นกรรมการ
9.นายธนิต อยู่โพธิ์ เป็นกรรมการ
10.นายตรี อมาตยกุล เป็นกรรมการและเลขานุการ
กรรมการคณะนี้ได้แบ่งหน้าที่กันเขียนเป็นสมัยๆ ไป หลักฐานที่นำมาเขียนได้ค้นคว้าจากหนังสือต่างๆ เท่าที่เห็นว่าพอจะเชื่อถือได้ และได้ใช้เงินไปแล้วเป็นจำนวน 270,000 บาท จะสำเร็จบริบูรณ์ตามโครงการภายใน พ.ศ. 2499 ซึ่งจะต้องใช้เงินอีกประมาณ 180,000 บาท
2.กรรมการชำระประวัติศาสตร์มีข้าราชการประจำบ้าง ข้าราชการบำนาญบ้าง และ ผู้ที่ไม่ได้รับราชการบ้าง ทั้งนี้ รัฐบาลได้พิจารณาเลือกเฟ้นแต่งตั้งขึ้นจากบุคคลที่มีความรู้และได้แสดงความสามารถเท่าที่เห็นว่าเหมาะสมในการชำระประวัติศาสตร์
3.การชำระประวัติศาสตร์เป็นเรื่องวิชาการโดยตรง เป็นหน้าที่อันรัฐบาลได้ดำริขึ้นในชั้นต้น และจะพึงดำเนินไปให้เสร็จ การที่รัฐบาลมิได้ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมาพิจารณาแต่งตั้งกรรมการชุดนี้ ก็เพราะคิดเห็นว่าไม่ควรจะรบกวนสภาผู้มีหน้าที่ทางนิติบัญญัติ ยิ่งกว่าที่จะมากังวลด้วยธุรการอันรัฐบาลรับผิดชอบอยู่เองแล้ว แม้ในระหว่างนี้หากผู้ใด มีความเห็นเพื่อประกอบความดำริในการเขียนประวัติศาสตร์นี้ รัฐบาลย่อมพร้อมอยู่เสมอที่จะรับฟัง
(ที่มา : เล่ม 72 ตอนที่ 16 ราชกิจจานุเบกษา 22 กุมภาพันธ์ 2498)
คำตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คำถามที่ ส. 7/2498
ของนายน้อม อุปรมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช
เรื่อง เผ่าไทยนอกประเทศ
คำถาม
ข้าพเจ้าขอตั้งคำถามเกี่ยวกับการงานในหน้าที่ของสำนักคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ตามนัยแห่งข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 152 ดังต่อไปนี้
ด้วยตามประวัติศาสตร์ปรากฏ พี่น้องเผ่าชนคนไทยของเรายังคงตกค้างอยู่นอกประเทศเป็นจำนวนมาก จึงขอกราบเรียนถามเรื่องนี้ว่า
1.รัฐบาลมีทางทราบได้หรือไม่ว่า เผ่าชนเชื้อชาติไทยที่ตกค้างอยู่นอกประเทศไทยนั้น ได้ตั้งรกรากหลักฐานเป็นปึกเเผ่นอยู่ ณ ที่แว่นแคว้นอะไรของประเทศไหนบ้าง แห่งหนึ่งๆ มีจำนวนสักเท่าใด รวมทั้งหมดเท่าใด
2.เผ่าชนพี่น้องไทยที่ตกค้างอยู่นอกประเทศไทยนั้น ย่อมเป็นคนต่างด้าวหมู่น้อยของประเทศที่ไปอาศัยอยู่ จึงขอทราบว่ารัฐบาลไทยซึ่งเป็นเมืองแม่มีนโยบายที่จะปฏิบัติต่อ พี่น้องเผ่าไทยเหล่านั้นอย่างไรบ้าง และรัฐบาลได้แสดงการเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ในการคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ตามหลักปฏิบัติในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง หรือไม่
3.ได้ทราบจากกระแสข่าวต่างประเทศว่า ชนหมู่น้อยเผ่าไทยบางแห่ง ถูกสถาปนาเป็นรัฐไทยอิสระขึ้นแล้ว โดยหวังผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายคอมมูนิสต์ เรื่องนี้รัฐบาลได้ทราบเป็นทางการแล้วหรือไม่ และรัฐบาลได้ดำเนินการป้องกันความเสียหายใดๆ ที่จะพึงบังเกิดขึ้นได้จากพฤติการณ์นี้อย่างไรแล้วบ้าง
คำตอบของนายกรัฐมนตรี
ข้าพเจ้าขอตอบคำถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีเกียรติ ดังนี้
1.เท่าที่มีทางทราบจากเอกสารรายการรุ่นหลังที่สุด และจากถ้อยแถลงในที่ประชุมบางแห่ง เผ่าชนเชื้อชาติไทยนอกประเทศไทย ที่ยังเรียกตนว่าเป็นคนไทย พูดภาษาไทย และส่วนมากที่สุดยังใช้หนังสือของไทยเดิมเอง เฉพาะที่รวมกันอยู่เป็นปึกแผ่น เป็นบ้านเป็นเมือง ไม่นับที่กระจัดกระจายอยู่เป็นหมู่เล็กหมู่น้อย มีดังนี้ คือ
ในประเทศจีนคอมมูนิสต์ในมณฑลยูนนานและกวางซี ประมาณ 10,000,000 คน
ในประเทศพม่า ที่เรียกว่า ฉาน หรือไทยใหญ่ ประมาณ 1,800,000 คน
ในประเทศอินเดีย คือ ไทยอาหม และ ไทยชาติ ประมาณ 1,600,000 คน
ในประเทศลาว………………………………………. ประมาณ 800,000 คน
ในญวนเหนือ (ตังเกี๋ย)………………………………. ประมาณ 300,000 คน
รวม ประมาณ 14,500,000 คน
ทั้งนี้ นับแต่เฉพาะที่ยังพูดภาษาไทย และส่วนมากที่สุดยังใช้หนังสือของไทยเดิมอยู่ ถ้าคำนวณนับตามหลักวิชาเรื่องเชื้อชาติแท้ โดยพิจารณารูปร่าง หน้าตา ลักษณะและส่วนประกอบอื่นๆ ตามหลักวิชาเรื่องเชื้อชาติแล้ว จะได้จำนวนสูงกว่านี้มาก
2.เผ่าไทยที่จำแนกไว้ข้างต้นนี้ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
ก.ที่เป็นชาติอิสระ ได้แก่ลาว ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางทูตกับประเทศไทยอยู่แล้ว รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมรัดรึงสัมพันธไมตรี หาทางช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเอกราช ทางเศรษฐกิจ และสวัสดิภาพ
ข.ที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางทูตกับประเทศไทย และมีดินแดนใกล้ชิดติดต่อกัน เช่น ไทยใหญ่ หรือ ฉาน รัฐบาลได้พยายามรักษาความสัมพันธ์ในฐานเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
ค.ที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางทูตกับประเทศไทย แต่มิได้มีดินแดนใกล้ชิดติดต่อกัน เช่น ไทยอาหมและไทยขำติในอินเดีย ก็ดี ที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางทูตกับประเทศไทย เช่น ในประเทศจีนคอมมูนิสต์ ก็ดี รัฐบาลเพียงแต่ศึกษาหาความรู้ทางประวัติศาสตร์ ความแตกต่างทางภาษา ขนบประเพณี และความเป็นอยู่ทั่วไป เท่าที่ควรจะรู้ไว้ในฐานเป็นเชื้อชาติไทยด้วยกัน
3.รัฐบาลทราบ และกำลังสอดส่องป้องกันความมั่นคงของประเทศไทยอยู่ทุกทาง รวมทั้งทางสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นด้วย
(ที่มา : เล่มที่ 72 ตอนที่ 80 ราชกิจจานุเบกษา 4 ตุลาคม 2498)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : กระทู้ถามชำระประวัติศาสตร์ไทยในสภา 70 ปีที่แล้ว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th