โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

IDAHOT กับการเหยียดเพศและกีดกัน LGBTQ+ ที่อาจเกิดขึ้นทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่เป็นความเคยชินในชีวิตประจำวัน

Mirror Thailand

อัพเดต 16 พ.ค. 2568 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 09.40 น.
ภาพไฮไลต์

ทุกวันที่ 17 พฤษภาคม ตรงกับวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ (International Day Against Homophobia, Biphobia and Transphobia) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า IDAHOT หรือ IDAHOBIT การมีอยู่ของวันนี้ได้ย้ำเตือนถึงปัญหาการเหยียดเพศและเลือกปฏิบัติที่กลุ่ม LGBTQ+ เผชิญกันมาอย่างยาวนาน และทุกวันนี้ แม้ความเท่าเทียมในบางประเทศจะก้าวหน้า บางประเทศจะถอยหลัง หรือบางประเทศจะยังย่ำอยู่ที่เดิม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกหย่อมหญ้า ยังมีคนเจ็บปวดจากการเป็นตัวเองอยู่เสมอไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเจ็บปวดจากกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมในบางหนแห่ง บางคนเจ็บปวดจากการถูกกีดกันในที่ทำงานหรือสังคม เจ็บปวดจากการไม่เข้าถึงบริการสุขภาพ หรือแม้แต่เจ็บปวดเพราะ ‘คำพูด’ หรือ ‘การกระทำ’ ในชีวิตประจำวันของผู้คน ที่ทำกัน ‘จนชิน’ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนา แต่นั่นอาจฝังลึกในใจจนเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ของคนที่โดนเป็นที่เรียบร้อย

ในวันนี้ ประเทศไทยเรามีสมรสเท่าเทียมแล้วก็จริง แต่ใช่ว่า นั่นคือจุดจบของการขับเคลื่อนเรื่องความเท่าเทียม เมื่อปัจจุบันเรายังมีข่าวที่หญิงข้ามเพศถูกไล่ออกเพราะเพศของเธอ มีคนข้ามเพศที่ใช้ชีวิตลำบากจากการไม่มีกฎหมายคำนำหน้า มีเกย์ในบางครอบครัวที่ยังไม่ถูกยอมรับจากทางบ้าน หรือเกย์ที่ถูกปฏิเสธที่จะรับการบริจาคเลือดเพราะอคติทางเพศต่อชุมชน LGBTQ+ มีเลสเบี้ยนที่ยังถูกถามว่าใครเป็นรุก ใครเป็นรับ หรือถูกผู้หญิงรอบข้างกลัวว่าจะคิดไม่ซื่อ มีคนที่เวลาบอกว่าเป็นไบเซ็กชวล แล้วถูกตั้งคำถามว่าแอ๊บหรือเปล่า เพราะไม่ค่อยจะเชื่อว่าไบเซ็กชวลมีอยู่จริง เมื่อลึกๆ แล้วคนบางกลุ่มในสังคมยังยึดติดกับระบบความคิดที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมารักได้แค่เพศเดียว ฯลฯ

เนื่องใน IDAHOT เราชวนมาทบทวนว่า มีอะไรบ้างที่คนในสังคมยังขาดความตระหนักรู้

เริ่มกันที่ ‘Homophobia’ หรือ อาการเกลียด กลัว ไม่สบายใจ ไม่ไว้วางใจ หรือไม่ยอมรับ กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน คำนี้เกิดขึ้นในช่วงปี 1960s โดย George Weinberg นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งการที่คนคนหนึ่งจะมีพฤติกรรมเข้าข่าย Homophobia ก็เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความคิดเชิงอนุรักษ์นิยม ความเชื่อทางศาสนา สังคมและสภาพแวดล้อมที่อยู่ จากการปลูกฝังจากครอบครัว หรือบางคนต้องรู้สึกเกลียดหรือเหยียดเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนก็มีเหมือนกัน ฯลฯ

โดยอาการเหล่านี้ก็มีทั้งแบบแสดงออกตรงๆ และแบบแอบแฝง

การแสดงออกตรงๆ ง่ายๆ เลย คือเกลียด ก็พูดว่าเกลียด แสดงท่าทีแอนตี้ บูลลี่ คุกคาม อย่างตรงไปตรงมา ส่วนรูปแบบแอบแฝง อาจมาพร้อมประโยคคลาสสิคที่ว่า “ยอมรับได้นะ แต่…” เช่น การบอกว่าตัวเองยอมรับ LGBTQ+ แต่หากพวกเขาได้สิทธิในการสมรสเท่าเทียม ลึกๆ แล้วตัวเองก็รู้สึกว่า พวกเขาไม่ควรได้ หรือการที่เวลาต่างประเทศพูดถึงเรื่องการใส่ความรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศลงไปในการเรียนการสอน จะต้องมีคนคอมเมนต์ขึ้นมาเสมอว่า นั่นเป็นการ ‘ยัดเยียด’ หรือต้องการเปลี่ยนความคิดเด็กๆ ทั้งที่เรื่องความหลากหลายทางเพศมันเป็นเรื่องปกติ และการที่สอนเด็กให้เคารพคนที่แตกต่างจากพวกเขาตั้งแต่ยังเด็ก นั่นถือเป็นเรื่องดีๆ ที่ปลูกฝังไว้เนิ่นๆ จะช่วยสร้างเขาให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ในอนาคต รวมถึงยังมีเรื่องของการหาความชอบธรรมในการทำร้ายหรือสร้างความเกลียดชังคนเป็น LGBTQ+ ว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เช่นการอ้างความเชื่อทางศาสนาหรือวัฒนธรรมของตน อย่างตอนแผ่นดินไหว ก็มีคนไทยบางคนอ้างว่า พระเจ้าโกรธเพราะเรามีสมรสเท่าเทียม หรือประเด็นภายในครอบครัวที่มีให้เห็นอยู่บ่อย เมื่อผู้ปกครองหลายคนจะทำท่าทีเหมือนยอมรับ LGBTQ+ แต่หากลูกหลานของตัวเองเป็น กลับรับไม่ได้

อย่างผู้เขียนเอง ก็มีเพื่อนเกย์ ที่แม้จะแสดงออกชัดเจนว่า “เป็นเกย์” แต่แม่ของเขา กลับยังพยายามบอกทุกคนรอบข้างว่าลูกเป็นชายทั้งแท่ง หรือพูดในเชิงว่าจะหาเมียให้ กระทั่งตั้งแง่ว่า เพราะลูกคบกับเพื่อน LGBTQ+ ลูกเลยเป็นแบบนี้ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตและความรู้สึกไม่ปลอดภัยตอนอยู่กับครอบครัวอย่างน่าเศร้า หรืออย่างในรายการพุธทอล์คพุธโทร เทปวันที่ 7 ส.ค. 67 ก็มีคุณครู LGBTQ+ มาเล่าว่า ผู้ปกครองขอย้ายห้องลูก เพราะไม่อยากให้ลูกเป็นเกย์ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่ยอมรับบางอย่าง ที่แม้จะไม่ได้ด่าตรงๆ แต่การมีชุดความคิดที่ไม่ไว้วางใจคนเป็นเกย์ ก็หมายถึงลึกๆ แล้วมีความเกลียดชังซ่อนอยู่ รวมถึงประเด็นดราม่าที่มีอยู่บ่อยๆ อย่างการปฏิเสธการรับบริจาคเลือดของคนเป็น LGBTQ+ นั่นก็เป็นทัศนคติต่อต้านกลุ่มเพศหลากหลาย โดยอ้างความเสี่ยงทางด้านพฤติกรรม ที่มองว่าการเป็น LGBTQ+ มีโอกาสสำส่อน หรือมั่วเซ็กซ์กว่าเพศอื่น

นอกจากนี้ในหมู่แซฟฟิค ยังมีคนถูกตั้งคำถามที่ล่วงล้ำเรื่อง ‘เซ็กซ์’ เมื่อบางคนยังตั้งแง่กับเซ็กซ์ของเลสเบี้ยน ว่าการไม่ถูกสอดใส่ด้วยอวัยวะเพศชาย ไม่อาจมองว่าเป็นเซ็กซ์ได้?! ซึ่งนั่นชัดเจนว่า เป็นการกีดกันการมีอยู่ของเซ็กซ์ของหญิงรักหญิง และยังยึดติดกับบทบาทของ ‘เพศชาย’ ในความสัมพันธ์ เรื่องนี้นำไปสู่ประเด็นต่อมา นั่นคือภาพลักษณ์ของผู้หญิงสองคนที่คบกันแล้วดูไม่ออกว่า ใครโพฯ ไหน? ซึ่งก็ถือเป็นการสเตริโอไทป์บางอย่างที่ยังยึดติดกับภาพลักษณ์ความเป็นชาย ที่ควรมีให้เห็นอยู่ในตัวผู้หญิง และแม้จะไม่ได้ตั้งใจที่จะสงสัย แต่ความสงสัยนั้นอาจมาจากการที่ลึกๆ แล้วยังยึดถือบทบาททางเพศของคู่รักต่างเพศอยู่ ทั้งที่ความสัมพันธ์ในชีวิตจริง อาจไม่จำเป็นยึดติดกับความแมน ความสาว เลยก็ได้ กระทั่งคนเป็นแซฟฟิคบางคนกลับถูกระแวงจากเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน ว่าจะต้องไปลุ่มหลงในตัวอีกฝ่ายแน่ๆ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ชอบผู้หญิง ไม่ได้แปลว่าชอบผู้หญิงทุกคน เหมือนกับผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย ที่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะชอบผู้ชายทุกคน ใช่ไหมล่ะ? ดังนั้นการตัดสิน หรือมีท่าที ‘อี๋’ เมื่อเจอคนเป็นเลสเบี้ยน ลึกๆ แล้วคุณก็ยังมีความกลัวและอคติอยู่ในใจ

ต่อมา ‘Transphobia’ หรือ อาการของคนที่เกลียด กลัว หรือรังเกียจ บุคคลข้ามเพศ ไม่ว่าจะหญิงข้ามเพศ หรือชายข้ามเพศ เมื่อคนบางกลุ่มในสังคมยังไม่ยอมรับ ‘ความเป็นหญิง’ และ ‘ความเป็นชาย’ ของเธอและเขา

ภาพที่ชัดมากๆ ตอนนี้ เราคงต้องพูดถึง การที่ทรานส์ทั่วอเมริกา ณ ตอนนี้ กำลังเผชิญความลำบากจากการระบุเพศบนพาสปอร์ตให้ตรงเพศกำเนิด ไม่ตรงเพศสภาพ ตามนโยบายทรัมป์ ให้นับจากนี้ อเมริกามีแค่ “ชายกับหญิง” เขาได้สั่งห้ามคนข้ามเพศรับราชการ แทรกแซงบริการสุขภาพเพศของทรานส์ มีการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและการเข้าถึงการศึกษา จนถึงการรื้อถอนการระบุอัตลักษณ์ทางเพศในเอกสารราชการ ซึ่งจะเห็นได้ว่า นี่เป็นอันตรายไม่น้อย หากผู้นำประเทศ มีความคิดต่อต้านคนข้ามเพศอย่างชัดเจน รวมถึงประเทศอังกฤษ ที่ตอนนี้ ศาลสูงได้ตัดสินให้นิยามของ ‘ผู้หญิง’ ต้องอิงจากเพศกำเนิดเท่านั้น ซึ่งเป็นภาพการแบ่งชนชั้นความเป็นหญิงที่ชัดเจนในตัวบทกฎหมาย

ในไทยเอง เวลาพูดถึงการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิคนข้ามเพศ ก็มักมีความเกลียดชังอยู่เต็มไปหมด บางคนมองว่าการเปลี่ยนคำนำหน้าของคนข้ามเพศ จะทำให้คนที่เกิดมาตรงเพศกำเนิดถูกหลอก จนลืมไปว่า มีคนที่เกิดมาตรงเพศกำเนิดหลายคนในสังคม ที่ก่ออาชญากรรมและหลอกคนอื่นเยอะแยะมากมาย ไม่น้อยไปกว่ากัน และหากมีความเห็นอกเห็นใจกันมากพอ จะพบว่า ณ ตอนนี้ คำนำหน้าที่ไม่ตรงเพศสภาพของคนข้ามเพศ ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ตั้งแต่การเดินทางข้ามประเทศ ที่ยุ่งยากกว่าคนอื่น และเสี่ยงโดนปฏิเสธได้มาก รวมถึงการถูกทำให้อับอายในสถานที่ต่างๆ เมื่อถูกเรียกด้วยคำนำหน้า เหมือนที่ตอนนี้ หากเข้าไปอ่านคอมเมนต์ที่คนใช้โจมตีคนข้ามเพศ ก็มักจะมีคนพิมพ์ว่า นาย / ลุง / ผู้ชาย เพื่อเป็นการลดทอนคุณค่าของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด หรือบางคน หากล่วงรู้ชื่อเก่า หรือ ‘Deadname’ ของเจ้าตัว ก็อาจเอามาใช้พูดเพื่อให้เกิดความอับอาย

บ้างก็มาในรูปแบบคำพูดที่อาจไม่ได้ตั้งใจ เช่น "โห ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเป็นทรานส์!" หรือ พยายามถามย้ำๆ กับคนข้ามเพศว่า “เป็นป้ะ?” หรืออยากจะรู้ให้ได้ว่ามีการผ่าตัดเปลี่ยนเพศหรือยัง ก็เป็นอะไรที่ลึกๆ แล้วอาจจะยังมองว่าการเป็นคนข้ามเพศนั้นดูไม่ได้ปกติธรรมดา หรือดูแตกต่างไปจากคำว่าหญิงแท้ ชายแท้ บ้างก็ยังยึดติดความเป็นหญิง เป็นชาย จาก ‘อวัยวะเพศ’ อยู่

เมื่อไม่นานมานี้ สาวข้ามเพศไทยเพิ่งถูกไล่ออกเพราะตัวเองเป็นคนข้ามเพศ หรือมีคนที่ถูกปฏิเสธการรับเข้าทำงานเพราะเป็นคนข้ามเพศ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า สิทธิของคนข้ามเพศเป็นเรื่องที่สังคมควรช่วยกันขับเคลื่อนกันต่อไป

ซึ่งการไม่ยอมรับการมีอยู่ของสิทธิของคนข้ามเพศ บางครั้งก็ไม่ใช่การไม่ยอมรับที่มาจากคนที่เกิดมาตรงเพศกำเนิดอย่างเดียว แต่คนในคอมมูนิตี้ LGBTQ+ เอง ก็ยังมีอคตินี้ต่อกัน เช่น คนข้ามเพศที่เกิดมามีสิทธิพิเศษแล้ว ก็อาจคิดว่า ฉันไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนประเด็นคนข้ามเพศแล้ว หรือคนข้ามเพศที่ถูกปลูกฝังด้วยแนวคิดอนุรักษ์นิยม อาจคิดว่า ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ไม่ควรเรียกร้องอะไร หรือคนเป็นเกย์บางคนที่ไม่ได้รู้หรือสัมผัสถึงความยากลำบากของคนข้ามเพศ ก็อาจไม่ได้เข้าใจความละเอียดอ่อนตรงนั้น จึงคิดว่า สมรสเท่าเทียมจบ คือจบ หรือการเกิดขึ้นของ TERF หรือ Trans-exclusionary radical feminism ซึ่งเป็นกลุ่มเฟมินิสต์ที่ที่ต่อต้านคนข้ามเพศ เพราะเชื่อว่า ผู้หญิงข้ามเพศไม่ใช่ผู้หญิงและไม่ควรได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ก็เป็นอันตรายแอบแฝง ที่มาจากคำว่า “ฉันยอมรับเธอได้นะ แต่เธอไม่มีวันเป็นผู้หญิง” ซึ่งมันอาจมาพร้อมการเลือกปฏิบัติต่างๆ นานาที่ขาดความเห็นอกเห็นใจอีกมาก

และสุดท้าย‘Biphobia’ หรือการเกลียดกลัวคนรักได้สองเพศอย่าง ‘ไบเซ็กชวล’ ซึ่งนับว่าเป็นลักษณะหนึ่งของ Monosexism หรือการเกลียดชังใครก็ตามที่มีแรงดึงดูดทางเพศมากกว่า 1 เพศ เพราะเชื่อว่า คนเราเกิดมาต้องรักได้แค่เพศเดียว นำไปสู่การลบตัวตนของพวกเขาว่า ความรักของคนเป็นไบเซ็กชวล ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นสิ่งที่คิดไปเองหรือเป็นแค่ช่วงการค้นหาตัวตน ทั้งที่จริงๆ คนที่รักได้มากกว่าเพศเดียวมันมีอยู่จริง! ยกตัวอย่างประโยคที่แฝงอคติก็คงเป็น “คุณจะเป็นเลสเบี้ยนจริงๆ ได้ไง ในเมื่อคุณเคยคบผู้ชาย” ซึ่งจากประโยคนี้ก็เชื่อมโยงกับหญิงรักหญิง ที่บางคนถูกมองว่าเป็นแซฟฟิคปลอม หากเคยคบผู้ชาย หรือบางคนก็ตั้งแง่ว่า “รู้ได้ไงว่าเป็นไบ ถ้าเคยคบแต่ผู้หญิง” อ้าว…เจ้าตัวที่รู้ตัวว่ารักหรือชอบใคร น่าจะรู้ตัวดีที่สุดสิ ไม่ใช่คนนอกมาตัดสิน หรือ บางคนอาจกังวลที่จะคบกับคนที่เป็นไบเซ็กชวล เพราะรู้สึกรับไม่ได้ หากเลิกกันไปแล้วอีกฝ่ายไปคบเพศอื่นที่ไม่ใช่ตน บ้างก็โดนถามถึงเปอร์เซ็นต์ในการชอบเพศต่างๆ ว่ามีสัดส่วนเท่าใด เพื่อคำนวณความเป็นเกย์ หรือสเตรทของอีกฝ่าย ซึ่งนี่แหละ อคติที่แอบแฝงอยู่ลึกๆ

การจะพาสังคมให้น่าอยู่ เป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะนึกถึงแต่สิทธิของตัวเองได้ แต่เป็นการที่เราต้องนึกถึงความรู้สึกและเห็นอกเห็นใจคนที่ทั้งเหมือนหรือต่างจากตัวเองได้ด้วย หากเขายังไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ยังถูกเลือกปฏิบัติ หรือยังเจ็บปวดกับการถูกเหยียดหยาม การยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ หรืออย่างน้อยที่สุด ทำความเข้าใจมากขึ้น ค่อยๆ วางอคติลง และไม่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจอีกฝ่าย นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ดีขึ้นได้แล้ว

อ้างอิง:

https://www.verywellmind.com/what-is-homophobia-5077409

https://www.plannedparenthood.org/learn/sexual-orientation/sexual-orientation/what-homophobia

https://www.webmd.com/sex-relationships/what-is-transphobia

https://www.verywellhealth.com/transphobia-5077602

https://www.healthline.com/health/biphobic

https://www.medicalnewstoday.com/articles/biphobia

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...