โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอไอปะทะไบโอเทค (1) (ซีรีส์ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทค)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 มี.ค. 2568 เวลา 03.08 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. 2568 เวลา 03.08 น.

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

เอไอปะทะไบโอเทค (1)

(ซีรีส์ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทค)

ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มวงการปัญญาประดิษฐ์มีแนวคิดแยกออกสองค่ายหลัก

ค่ายแรกมองว่าภูมิปัญญาของเครื่องจักรจะเกิดขึ้นได้จากการที่เราสอนระบบให้ทำงานงานเป็นขั้นเป็นตอนมีตรรกะกฎเกณฑ์การคิดการตัดสินใจชัดเจน (rule-based systems) แนวคิดนี้เริ่มตั้งแต่ Alan Turing และก็สานต่อโดยเหล่าบิดาแห่งวงการปัญญาประดิษฐ์อีกหลายท่านอย่าง Allen Newell, Herbert Simon, Marvin Minsky ฯลฯ

อีกค่ายมองว่าภูมิปัญญาจะเกิดขึ้นจากเครื่องจักรที่สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จากตัวอย่างได้เอง (learning-based systems) แบบที่ Warren McCulloch, Walter Pitts, Frank Rosenblatt ฯลฯ ได้ริเริ่มบุกเบิกด้วยโครงข่ายประสาทเทียม

แนวคิด rule-based และ learning-based ขับเคี่ยวแข่งขันกันมาอีกหลายทศวรรษหลังจากนั้น

Rule-based systems มีข้อดีตรงที่เราเข้าใจตรรกะการทำงานของมันชัดเจน สอนให้ทำอะไรได้แบบนั้น แถมไม่เปลืองทรัพยากรมากในการสร้าง เหมาะกับงานที่เราสามารถแยกส่วนขั้นตอนอธิบายเหตุผลตรงไปตรงมา

แต่ว่ามีข้อเสียตรงที่ความยืดหยุ่นต่ำ อยากให้ทำอะไรก็ต้องมาสอนมันใหม่ทีละขั้น

ในทางกลับกัน Learning-based systems มีข้อดีตรงที่ยืดหยุ่นกว่า เรียนรู้แก้โจทย์ได้เอง โดยเฉพาะโจทย์ที่ไม่ได้มีตรรกะชัดเจนอย่างโจทย์พวกการจำแนกรูปภาพ

แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เราไม่รู้ว่าข้างในเครื่องข่ายประสาทเทียมมันประมวลผลใช้ตรรกะยังไง ผลงานเอาแน่เอานอนไม่ได้บางครั้ง ที่สำคัญใช้ทรัพยากรเปลืองมากในการให้มันเรียนรู้จากตัวอย่างมหาศาลเพราะจะต้องปรับจูนการทำงานของแต่ละเซลล์ประสาทจำลองให้เหมาะสม

ทศวรรษที่ 1960s กระแสเห่อปัญญาประดิษฐ์รอบแรกเริ่มอย่างเป็นทางการพร้อมกับเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาจากทั้งภาครัฐและเอกชน ความก้าวหน้าในช่วงสองทศวรรษก่อนหน้านั้นทำให้ทั้งเหล่านักวิจัย นักลงทุน นักธุรกิจและรัฐบาลต่างเชื่อกันว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานได้สารพัดนึกไม่น่าจะเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อม

Minksy ทำนายไว้ตอนปี 1961 ว่าภายในชั่วชีวิตของพวกเรา โจทย์ปัญญาประดิษฐ์จะถูกแก้สำเร็จ และจะสามารถสร้างเครื่องจักรที่มีภูมิปัญญาเหนือกว่ามนุษย์

ปี 1966 Joseph Weizenbaum ประดิษฐ์ Eliza เอไอแชตบอตตัวแรกของโลกที่สนทนากับมนุษย์ได้โดยอาศัยการดัดแปลงประโยคจากรายการถามตอบที่นักจิตบำบัดนิยมใช้

แม้ว่า Eliza จะไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่มันพูดแต่มันก็ชวนคุยได้สมจริงเสียจนหลายคนที่ได้ลองรู้สึกว่าเอไอตัวนี้ช่างเข้าอกเข้าใจพวกเขาเสียเหลือเกิน

ในปีเดียวกัน Stanford Research Institute (SRI) เปิดตัว Shaky the robot หุ่นยนต์ผนวกปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถมองเห็น ประมวลผลภาษามนุษย์ และตอบสนองง่ายๆ อย่างเคลื่อนไหว กดปุ่มสวิตช์ไฟ เลื่อนของบนพื้น เปิด-ปิดประตู ฯลฯ

ทศวรรษนี้ยังมีการเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ช่วยในงานวิจัย ตัวอย่างหนึ่งคือ Dendral ปัญญาประดิษฐ์สำหรับช่วงจัดการความรู้และสร้างสมมุติฐาน เช่น การทำนายประเภทโมเลกุลสารอินทรีย์จากผลวิเคราะห์มวล เกร็ดน่าสนใจคือหนึ่งในหัวหน้าทีมพัฒนา Dendral ก็คือ Joshua Lederberg นักจุลชีววิทยารางวัลโนเบลจากผลงานการค้นพบกลไกการส่งถ่ายดีเอ็นเอระหว่างเซลล์แบคทีเรียซึ่งกลายมาเป็นก้าวแรกของงานชีวโมเลกุลและการพัฒนาเทคนิคไบโอเทค

Dendral ถูกต่อยอดไปทำปัญญาประดิษฐ์เฉพาะทางอีกหลายตัวอย่าง MYCIN (วินิจฉัยโรคติดเชื้อ), XCON (จัดการระบบคอมพิวเตอร์) ฯลฯ

แต่พอเข้าต้นทศวรรษที่ 1970s ฟองสบู่ก็เริ่มแตกเพราะปัญญาประดิษฐ์สารพัดนึกยากกว่าที่คิด ผลิตภัณฑ์สุดล้ำแทบทั้งหมดที่ออกมาช่วงทศวรรษก่อนยังคงขายไม่ออก เพราะใช้งานลำบาก และความแม่นยำยังไม่สูงพอ เอกชนนักลงทุนถอนตัว ทุนวิจัยภาครัฐหดหาย

ค่าย learning-based หลุดวงโคจรไปก่อนส่วนหนึ่งเป็นเพราะคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และอัลกอริธึ่มที่ใช้เรียนรู้สมัยนั้นยังไม่พอจะทำเครื่องจักรที่เรียนรู้ขนาดที่จะทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่ใช้ประโยชน์ได้

Marvin Minsky Seymour Papert จากค่าย rule-based ทิ้งบอมบ์ก้อนโตในหนังสือชื่อ “Perceptrons : An Introduction to Computational Geometry” นำเสนอบทพิสูจน์ทางทฤษฎีถึงข้อจำกัดมากมายของ learning-based โดยเฉพาะโครงข่ายประสาทเทียมชั้นเดียวแบบที่ Frank Rosenblatt คิดค้น

หนังสือเล่มนี้ทำให้วงการปัญญาประดิษฐ์เลิกสนใจงานโครงข่ายประสาทเทียมกันไปร่วมสิบปี

ส่วนค่าย rule-based เองก็พบว่าการจะสอนเครื่องจักรให้รู้ตรรกะครอบจักรวาลทำงานได้สารพันอย่างนั้นเป็นไปแทบไม่ได้ เทรนด์ตอนนั้นก็เลยหันเหไปสู่ปัญญาประดิษฐ์แบบที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทำงานเฉพาะอย่าง (Expert System)

กระนั้นปัญญาประดิษฐ์พวกนี้ก็ยังมักใช้งานยากเกินกว่าจะไปทำประโยชน์ได้จริง

ทศวรรษที่ 1970s ในขณะที่วงการไบโอเทคเฟื่องฟู วงการปัญญาประดิษฐ์อยู่ในช่วงชะงักงันจนหลายคนเรียกมันว่าฤดูหนาวแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI Winter)

ปัญญาประดิษฐ์กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งต้นทศวรรษที่ 1980s จากหลายปัจจัย ตั้งแต่แรงกดดันจากการแข่งขันระหว่างประเทศเมื่อคู่แข่งโพ้นทะเลอย่างญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเร่งงานวิจัยปัญญาประดิษฐ์ในโครงการอย่าง Fifth Generation Project อีกด้านหนึ่งผลงานปัญญาประดิษฐ์แนว Expert Systems อย่าง XCON ที่เริ่มขายทำกำไรได้ในตลาด

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดคือการกลับมาอีกครั้งของปัญญาประดิษฐ์ค่าย learning based ที่บุกเบิกโดย John J. Hopfield และ Geoffrey Hinton

Hopfield ผนวกแนวคิดทางฟิสิกส์สถิติเข้ากับการศึกษาโครงข่ายประสาทเทียม นำเสนอโครงข่ายแบบส่งสัญญาณย้อนกลับ (recurrent network) ซึ่งสามารถจดจำและกู้คืนข้อมูลที่สูญเสียบางส่วนได้

ส่วน Hinton คิดค้นเทคนิค backpropagation ซึ่งปลดล็อกข้อจำกัดในการเรียนรู้ของโครงข่ายประสาทแบบหลายชั้น

งานของ Hopfield และ Hinton ที่ออกมาช่วงต้นถึงกลางทศวรรษที่ 1980s ตอบข้อกังขาในความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ค่าย learning based (ที่ Minksky-Paperts ตั้งเอาไว้ตั้งแต่ปลายยุค 1960s) ผลงานของสองท่านนี้กลายมาเป็นรากฐานของปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้กันอยู่แทบทั้งหมดในปัจจุบัน

จนทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบลในที่สุดเมื่อปีที่แล้ว (2024)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอไอปะทะไบโอเทค (1) (ซีรีส์ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทค)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...