โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2568 สร้างสมดุลด้านกำกับ-พัฒนาตลาดทุน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ก.พ. 2568 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2568 เวลา 05.00 น.

“แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ในปี 2568 จะรักษาสมดุลทั้งกำกับดูแลและพัฒนาตลาดทุนไทยในทุกมิติ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมุ่งบรรลุเป้าหมายหลัก 4 ด้านคือ ตลาดทุนมีความน่าเชื่อถือ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นกลไกไปสู่ความยั่งยืน และผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดี”

ตลาดทุนไทยปี 2568 มีความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง เรื่องความยั่งยืนและเทคโนโลยี ที่ถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ส่วนเรื่องในประเทศ คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงแผนยุทธศาสตร์ ปี 2568 ที่จะดำเนินงานภายใต้แผน 3 ปี (2568-2570) โดยจัดทำภายใต้กรอบและกระบวนการที่พิจารณาครอบคลุมปัจจัยต่างๆ ในทุกมิติสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้การกำกับดูแล และพัฒนาตลาดทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ควบคู่กับการรักษาสมดุล ทั้งด้านการกำกับดูแล และด้านการพัฒนาตลาดทุนไทยในทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมุ่งบรรลุเป้าหมายหลัก 4 ด้าน ดังนี้

  • ตลาดทุนมีความน่าเชื่อถือ (Trust & Confidence)
  • ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Technology)
  • ตลาดทุนเป็นกลไกไปสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market)
  • ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดี (Financial Well-Being)

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้มีแผนองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพในการดำเนินงานตามพันธกิจของ ก.ล.ต. (SEC Excellence) เพื่อผลักดันภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์และบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้

“ความน่าเชื่อถือ” สินทรัพย์สำคัญของตลาดทุน

ศ.ดร.พรอนงค์กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของ ก.ล.ต.ในปี 2568 จะมีความสมดุลมากขึ้น ทั้งด้านการกำกับและพัฒนาตลาดทุน โดยยังคงเน้นความต่อเนื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust & Confidence) ด้านความยั่งยืน เรื่องสุขภาพทางการเงินที่ดี และดิจิทัล

“เรื่องความน่าเชื่อถือ เป็นสินทรัพย์สำคัญของตลาดทุน ถ้าไม่มี ตลาดทุนก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งเรื่อง Trust & Confidence ก.ล.ต. ยังคงให้ความสำคัญต่อเนื่อง มองเป็นบทบาทของการรักษา ส่งเสริม Maintain ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์ด้าน Trust & Confidence จึงยังอยู่ โดยหลายโครงการดำเนินการไปแล้ว ที่เหลือเป็นการติดตามผลของมาตรการ”

สร้างความเชื่อมั่นด้านระดมทุน-ซื้อขายหลักทรัพย์

สำหรับแผนดำเนินการต่อไปในปี 2568-2570 ด้านการระดมทุน ก.ล.ต.เน้นสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการสร้างคุณค่าของบริษัทจดทะเบียนอย่างยั่งยืน และสร้างความสมดุล ระหว่างความเข้มงวด การกำกับดูแล และต้นทุนระดมทุน การยกระดับการทำหน้าที่การตรวจสอบภายในของบริษัทจดทะเบียน การกำกับดูแลที่ปรึกษาทางการเงินและผู้สอบบัญชี และยกระดับการเปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนแนวทางในการเพิ่มมูลค่าผลการดำเนินงาน และการดำเนินการด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน (Corporate value-up program)

ในด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ ก.ล.ต.จะทำงานร่วมกับผู้ร่วมตลาด เพิ่มความโปร่งใส ป้องปรามการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่เหมาะสม จะมีการประเมินผลของมาตรการที่ออกไปแล้ว การยกระดับข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพผู้ประกอบธุรกิจให้สามารถป้องกันการกระทำผิดได้ดีขึ้น เช่น การเกิดขึ้นของศูนย์กลางข้อมูลการใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกัน (Securities Bureau) และการให้คำแนะนำด้วยความรับผิดชอบ (Responsible Advice)

ใช้ AI ป้องปราม-กำกับตลาดทุน

ส่วนเรื่องเทคโนโลยี ถือเป็นอีกเรื่องที่จะเชื่อมโยงกับ SEC Excellence คือ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการทำงาน การทำหน้าที่ของ ก.ล.ต. เช่น เรื่องการกำกับดูแล การใช้ AI ในการป้องปรามการกระทำที่ผิดปกติในตลาดทุน โดย ก.ล.ต.ได้สร้างองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 และปี 2569 จะโดดเด่นมากขึ้นในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมด้านการกำกับดูแล

“เรื่องการกำกับดูแลตลาดหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นด่านแรกในการตรวจสอบ โดยในขณะนี้ทั้ง ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่างก็พัฒนาระบบของตัวเองที่ใช้ AI หรือ ระบบ Machine Learning มากขึ้น โดยมี Priority คือ ป้องปรามการกระทำที่ไม่ถูกต้องจากการซื้อขายหลักทรัพย์”

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ต้องทำไปด้วยและเรียนรู้ไปด้วย พร้อมยกตัวอย่างกรณีประเทศออสเตรเลียที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง Machine Learning ในระบบตรวจสอบ พบว่าในช่วงของการพัฒนา ความแม่นยำอาจได้ประมาณ 60-70% ท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้องใช้คนในการตรวจสอบด้วย การจะได้ระบบทางเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบกำกับดูแลได้สมบูรณ์แบบ 100% จึงยังต้องใช้เวลาพัฒนา

นอกจากนี้ ก.ล.ต. จะทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย และยกระดับความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจในการเตรียมตัวและตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Resilience)

“การสร้างความน่าเชื่อถือต้องทำต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน แต่จะยั่งยืนได้ ต้องมาจากบริษัทที่ระดมทุนเองด้วย โดยปีนี้ ก.ล.ต.จะให้ความสำคัญกับระบบควบคุมภายในของบริษัทจดทะเบียนไทย จะยกระดับการทำหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทจดทะเบียน เพราะมองว่าบริษัทจดทะเบียนต้องมีระบบควบคุมที่ดี แม้จะเป็นระบบ แต่ก็ต้องมีคนดูแล หรือผู้ตรวจสอบภายใน นักลงทุนจึงควรต้องให้ความสำคัญกับบจ.ที่มีการดูแลระบบดังกล่าว”

ส่วนเรื่องผู้ตรวจสอบบัญชี ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ก็มีการลงโทษ แต่การจะลงโทษสำนักสอบบัญชีโดยตรงยังมีข้อจำกัด เนื่องจากกฎหมายปัจจุบัน ก.ล.ต. กำกับแต่ผู้สอบบัญชีที่ได้ใบอนุญาตให้ทำหน้าที่ในตลาดทุน อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯที่แก้ไขใหม่ ก.ล.ต.สามารถเอาผิดไปถึงสำนักสอบบัญชีได้ ขณะที่ปัจจุบัน ก.ล.ต.กำกับทางอ้อม คือ ผู้สอบบัญชีต้องทำงานภายใต้ระบบของสำนักสอบบัญชีที่มีคุณภาพ

ทบทวนมาตรการชอร์ตเซล-โปรแกรมเทรด

สำหรับชอร์ตเซลและโปรแกรมเทรดดิ้ง หลังจากปีที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้ออกมาตรการกำกับดูแล ขณะนี้อยู่ในช่วงประเมินผลของมาตรการ อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย แต่จะทำให้ดีที่สุด โดยต้องสร้างความสมดุลระหว่างนักลงทุนไทยกับนักลงทุนต่างชาติ ที่ผ่านมา มีคำถามจากนักลงทุนต่างชาติเกี่ยวกับมาตรการที่ออกมา แต่นักลงทุนรายย่อยก็มีเสน่ห์ ทำให้ตลาดหุ้นมีสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นจะมีแต่รายย่อยก็ไม่ได้ ต้องมีความสมดุลระหว่างนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างชาติที่มักใช้การซื้อขายด้วยโปรแกรมเทรดด้วย ดังนั้น คาดว่าภายในไตรมาสแรกนี้จะเห็นทิศทางชัดเจน

“ไม่ว่าจะเป็นมาตรการอะไร หน่วยงานกำกับที่ดีต้องประเมินผล ขณะนี้ ก.ล.ต.อยู่ในรอบการประเมินผลของมาตรการหลังประกาศใช้ครบรอบ 6 เดือนในสิ้นปี 2567 ว่าได้ตามแบบที่เราคิดหรือไม่ ถึงแม้ว่าตัวเลขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของ SS ที่ปรับลดลง ผลกระทบต่อราคาที่เราติดตามซึ่งสะท้อนว่าเราเอาอยู่ แต่ท้ายที่สุดทุกมาตรการควรมีการประเมินผล ต้นทุนที่ใส่ลงไปกับประโยชน์ที่ได้คุ้มกันไหม เราพร้อมปรับทั้งอ่อนลงและแข็งเข้มขึ้นตามบริบท โดย ก.ล.ต. กับตลาดหลักทรัพย์ฯจะประเมินผลร่วมกันว่ายังมีช่องว่างตรงไหนบ้าง หรือบางเรื่องเอาอยู่แล้ว รวมทั้งดูบริบทที่อาจเปลี่ยนไปแล้ว เป็นต้น”

พร้อมกันนี้ ศ.ดร.พรอนงค์ ได้เล่าย้อนไปในช่วงที่มีปัญหาเรื่องชอร์ตเซลเมื่อปี 2567 ที่มีข้อกังขาว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ซ้ำเติมตลาดหุ้นไทยให้ซบเซา โดย ก.ล.ต.ได้นำบทวิจัยและข้อมูลมาพิจารณา จึงได้ออกมาตรการในลักษณะที่ไม่ได้ห้ามทำชอร์ตเซล เพราะถ้าทำแบบนั้น ตัดสินใจง่าย แต่ผลของมันส่งผลต้นทุนกับตลาดทุนไทยในระยะยาวแน่ จึงได้ออกกฎ Uptick Rule มาบังคับใช้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ด้วยการใช้ข้อมูลซึ่งรวมถึงโปรแกรมเทรดดิ้ง ซึ่งเมื่อดูตลาดหุ้นทั่วโลก จะเห็นได้ว่า นักลงทุนสถาบันระดับโลกใช้โปรแกรมเทรดดิ้ง ดังนั้น โปรแกรมเทรดดิ้งยังต้องมี แต่โปรแกรมเทรดดิ้งแบบไหนที่ ก.ล.ต.ไม่ต้องการเห็นก็แก้ตรงนั้น

“หลักเกณฑ์ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว เปรียบได้กับการใส่ลูกระนาดเข้าไปในพฤติกรรม หรือกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมกับไม่แฟร์ โดยบางเรื่อง ก.ล.ต.ก็ต้องคุยกับตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยการใส่ลูกระนาดให้วิ่งได้ช้าลง และไปช่วยคนที่ช้าให้เร็วขึ้น”

สำหรับวาระร้อนเรื่องจำนำหุ้นที่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนตั้งแต่ปี 2567 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ศ.ดร.พรอนงค์กล่าวว่า แนวทางการกำกับดูแลที่ ก.ล.ต.จะนำมาใช้มีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ผลของการทำจำนำหุ้นมีข้อมูลให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้ โดยขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาและหาแนวทางว่าจะกำกับดูแลเรื่องการจำนำหุ้นของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารได้สอดคล้องกับบริบท โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับหลักการภายในไตรมาส 1 ปีนี้ แต่ยอมรับว่าไม่ง่ายในการออกหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าว

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับตลาดทุนดิจิทัล

สำหรับยุทธศาสตร์ด้านตลาดทุนดิจิทัล ก.ล.ต.จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านระบบ กฎหมาย และความพร้อมของผู้เกี่ยวข้องเพื่อรองรับตลาดทุนดิจิทัล โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในตลาดทุนแบบดิจิทัลครบวงจร 100% ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง พัฒนากลไกการรับ-ส่งข้อมูลผู้ลงทุนเพื่อให้ผู้ลงทุนเปิดบัญชีและเข้าถึงการลงทุนได้ง่าย (Easy on-boarding) และระบบที่ช่วยรวบรวมข้อมูลภาพรวมพอร์ตโฟลิโอของผู้ลงทุนในตลาดทุนและภาคการเงิน

รวมถึงการส่งเสริมบทบาทผู้ให้บริการหลักทรัพย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบนิเวศของโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน และเตรียมการให้การเปลี่ยนผ่านการกำกับดูแลโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน ไปอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เป็นไปอย่างราบรื่น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแก้กฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ไม่ได้รอให้แก้กฎหมายเสร็จ โดยมองว่าทำอย่างไรให้ Investment Token (อินเวสเมนต์โทเคน) เป็นเครื่องมือระดมทุนได้ ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ได้ออกหลักเกณฑ์เรื่องการให้ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ และ พ.ร.บ.สินทรัพย์ดิจิทัล Outsource ระบบงานระหว่างกันได้ เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันได้ โดยใช้จุดแข็งซึ่งกันและกัน ซึ่งโบรกเกอร์ในธุรกิจหลักทรัพย์ ก็อาจจะจับมือกับผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) เพื่อให้มียูสเคสที่เหมาะสม สำหรับปี 2568 นี้จะเห็นความชัดเจนมากขึ้น ทำได้ง่ายขึ้น ใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายได้ดีขึ้น

แก้ พ.ร.บ. รองรับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์

สำหรับอีกเรื่องที่อยู่ในแผนกลยุทธ์ของ ก.ล.ต. คือ การแก้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเปิดให้ออกหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือพูดภาษาง่ายๆ คือ การ Tokenize หุ้น หนี้ และหน่วย โดยเมื่อกฎหมายนี้ออกมาก็สามารถที่จะเกิดมาเป็นหน่วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ ปัจจุบัน อาจจะเรียกว่าระบบ Scripless หรือไม่มีกระดาษ แต่ถ้าจะขอกระดาษก็สามารถขอได้ แต่ถ้าต้องการให้ตั้งแต่เกิดเป็นหน่วยอิเล็กทรอนิกส์เป็นสมาร์ต คอนแทร็ก (สัญญาอัจฉริยะ) ก็ต้องรอกฎหมายดังกล่าว

“เมื่อมี พ.ร.บ.หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ออกมา ก.ล.ต. มีแผนจะแก้ Pain Point ตราสารหนี้ในลำดับแรก เพราะเมื่อเป็นหน่วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ก็จะทำให้แตกเป็นหน่วยย่อยได้ ทำให้ต้นทุนการออกลดลง การเสนอขายหุ้นกู้ก็จะกระจายในวงกว้างและทั่วถึงมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องขายผ่านธนาคาร นักลงทุนสามารถจองซื้อผ่านวอลเล็ตได้ หรือเรียกว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นอกจากนี้ ทำให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนได้ด้วย”

ยกระดับเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนเทียบเท่าสากล

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืน จะยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนเทียบเท่าสากล และสร้างกลไกตลาดที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนตามมาตรฐาน ISSB การยกระดับการเปิดเผยข้อมูลกองทุนรวมยั่งยืน และการบริหารพอร์ตตามหลักความยั่งยืน ออกหลักเกณฑ์รองรับให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และผลักดันให้ตัวกลางใช้ปัจจัยด้านความยั่งยืน ในการวิเคราะห์ ให้คำแนะนำ

“เสียงสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติ จากที่ ก.ล.ต.ได้เดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นการยืนยันว่าตลาดทุนไทยโดดเด่นมากเรื่องความยั่งยืน ที่ Visibility เราดีมาก โดยบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ใน ESG เรตติ้งระดับสากลค่อนข้างสูง และการปฏิบัติตามมาตรฐานทางบัญชีของบริษัทจดทะเบียนไทยสูงมาก”

โดยแนวทางจากนี้ ก.ล.ต. มุ่งยกระดับเรื่องความยั่งยืนสู่สากล โดยปี 2568 จะเห็นแผนงาน โรดแมป ที่ชัดเจนเรื่องการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของ ISSB โดยใช้หลักบริษัทใดพร้อมก่อนก็ทำก่อน เริ่มจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ใน SET 50 จากนั้นเป็น SET 100 ถัดมาจะครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด รวมตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ก่อนขยายไปยังหน่วยลงทุนกองทุนรวม

“ก.ล.ต.มีเป้าหมายให้ตลาดทุนไทยมี Visibility เทียบเท่ากับตลาดต่างประเทศ เพราะถ้าจะให้นักลงทุนสถาบันมาลงทุนต้องผ่านการมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว โดย ก.ล.ต.ได้มีการว่าจ้างให้ศึกษา พบว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมไม่มาก ดังนั้น ด้านความยั่งยืนตลาดทุนไทยโดดเด่นแน่นอนหลังโรดแมปด้านความยั่งยืนชัดเจนขึ้น”

สำหรับไทม์ไลน์การเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน ISSB ปี 2569 เริ่มใช้บังคับกับ SET 50 ปี 2570 เป็นบริษัทจดทะเบียนใน SET 100 จากนั้นเว้นไป 2 ปี จะบังคับใช้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งหมด และหุ้นไอพีโอ ส่วนปี 2573 จะเป็นตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และหน่วยลงทุนกองทุนรวม ดังนั้น สิ้นปี 2573 และขึ้นปี 2574 ข้อมูลด้านความยั่งยืนจะเป็นไปตามมาตรฐาน ISSB หรือมีระยะเวลาประมาณ 5 ปี

ส่วนการเข้าสู่สังคม Net Zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เป็นการทรานส์ฟอร์มให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศเป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังนั้น บทบาทของ ก.ล.ต.จะขับเคลื่อนออกหลักเกณฑ์รองรับให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเดรดิตภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน

ยกตัวอย่างในต่างประเทศ กรณี เจ คาร์บอนมาร์เก็ต ที่เป็นแพลตฟอร์มตลาดหุ้นญี่ปุ่น ก็อาจจะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ตลาดทุนไทยจะมีแพลตฟอร์มที่ดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรืออาจจะใช้ช่องของสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) โดยใช้ ยูทิลิตี้ โทเคน หนุนหลังด้วยคาร์บอนเครดิตที่รับรองโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. หรืออาจจะขึ้นไปเป็นระดับมาตรฐานสากล แล้วซื้อขายผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น

ขณะนี้ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างหารือและทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยต้องการเห็นตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นปี 2568 นี้ เพราะมองว่าเป็นประโยชน์กับประเทศ ส่วนการผูกกับโทเคน ก.ล.ต.จะออกหลักเกณฑ์และประกาศหลักเกณฑ์ออกมารองรับ ซึ่งนโยบายเรื่องนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ต้องการให้ผู้ประกอบการธุรกิจ เช่น บริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) และนักวิเคราะห์นำปัจจัยด้านความยั่งยืนไปใช้การทำหน้าที่ของตัวเองด้วย ยกตัวอย่าง ก.ล.ต. ขับเคลื่อนให้มีกองทุนรวมยั่งยืน (ESG Fund) ซึ่งได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังนั้น ในการลงทุนผู้จัดการกองทุนต้องนำปัจจัยด้านความยั่งยืนมาประกอบการพิจารณาในการลงทุนด้วย

Financial Well-Being สร้างการออม-ลงทุนระยะยาว

สำหรับยุทธศาสตร์ด้าน Financial Well-Being ก.ล.ต. มีแผนเพิ่มการเข้าถึงการลงทุนผ่านเครื่องมือลงทุนต่างๆ พร้อมกับสร้างกลไกการกำกับดูแลและยกระดับผู้ลงทุนให้เท่าทันต่อการหลอกลงทุน การพัฒนาบัญชีเพื่อการลงทุนระยะยาวรายบุคคล (Thai Individual Investment Account : TIIA) เครื่องมือช่วยรายย่อยเข้าถึงการลงทุน

โดยจัดการโครงสร้างการกำกับดูแลกองทุนรวม (MF) กองทุนส่วนบุคคล (PF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้สอดคล้องกับธุรกิจแต่ละประเภท เพิ่มการขยายจำนวนพนักงานของบริษัทจดทะเบียนเข้าเป็นสมาชิก PVD ศูนย์ป้องปรามการหลอกลงทุนในตลาดทุน (Anti-investment scam Center) การให้ความรู้ให้เหมาะสมกับวัยและกลุ่มต่างๆ และยกระดับผู้ลงทุนเป็น Smart Investor เข้าใจความเสี่ยง รู้จักสิทธิ และไม่ถูกหลอก และสร้างพันธมิตรกับอินฟลูเอ็นเซอร์ในการให้ความรู้และดูแลให้เหมาะสมกับความเสี่ยง

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า โจทย์ในระยะยาวคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดี ซึ่งโจทย์นี้ก็คือ การเข้าถึงการออมและการลงทุนที่เหมาะสมในระยะยาว โดยที่ผ่านมา เรามักจะเน้นเรื่องการนำสิทธิลดหย่อนภาษีมาเป็นแรงจูงใจ เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือ Thai ESG ซึ่งแต่ละมาตรการมักมีข้อจำกัดของกรอบระยะเวลาของมาตรการที่อาจไม่มีความต่อเนื่อง

ผลักดันบัญชีลงทุนระยะยาวรายบุคคล

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. มีเป้าหมายให้การออมเป็นการลงทุนที่มีความยั่งยืนในระยะยาว จึงมีแนวคิดการพัฒนาบัญชีเพื่อการลงทุนระยะยาวรายบุคคล (Thai Individual Investment Account : TIIA) ยกตัวอย่างเช่น ประชากรในวัย 18 ปี เมื่อเริ่มทำงานแล้วเปิดบัญชีกับกรมสรรพากร ก็น่าจะนำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ เช่น การซื้อหุ้น หรือการลงทุนในกองทุน ETF หรือการโปรโมตหุ้นกู้เอกชน เป็นต้น ถือเป็นการปลูกฝังการออมและการลงทุน หรือกำหนดเฉพาะเจาะจงโปรแกรมการออมได้ ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่บางช่วงจะโปรโมต ETF หรือปีไหนที่มีเงินออมก็นำมาลดหย่อนภาษีได้

ปัจจุบัน ด้วยระบบเทคโนโลยีและข้อมูล (Data) ถือว่าไม่ได้เป็นปัญหาด้วยระบบของกรมสรรพากร ดังนั้น เรื่องนี้เป็นโจทย์ของสำนักงาน ก.ล.ต.ที่จะขับเคลื่อน เพราะมองว่าเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ยั่งยืนสำหรับ Financial Well-Being โดยไตรมาสแรกปีนี้ ก.ล.ต.,ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษา เพื่อจะได้รู้ว่าในต่างประเทศมีรูปแบบอย่างไร คาดว่าภายในเดือนเมษายนปีนี้ คงได้ข้อสรุปว่าจะใช้รูปแบบไหน ขั้นตอนต่อไปจะหารือกรมสรรพากรและผู้มีส่วนได้เสียในตลาดทุนในเรื่องนี้

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ภาพที่ใหญ่กว่านั้นคือ หากผลักดันบัญชีเพื่อการลงทุนระยะยาวรายบุคคลได้สำเร็จ จะทำให้บัญชีการออมส่วนบุคคล เปลี่ยนเป็นบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพากระแสเงินทุน (ฟันด์โฟลว์) จากต่างประเทศได้ หากคนไทย 40-50 ล้านคน ออมเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นการลงทุนระยะยาวเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศ ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ที่มาถูกทางแต่ต้องค่อยๆ ขับเคลื่อน

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ฉบับที่ 514 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...