โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CRG-เซ็น กรุ๊ป-ไทยเบฟ ดันธุรกิจอาหารฝ่าความท้าทายปี’68

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 เม.ย. 2568 เวลา 03.04 น. • เผยแพร่ 11 เม.ย. 2568 เวลา 03.04 น.

ปี 2568 นี้ 3 ยักษ์ธุรกิจอาหารของไทย “CRG-เซ็น กรุ๊ป-ไทยเบฟ” ต่างเดินหน้าสปีดธุรกิจด้วยสารพัดกลยุทธ์ ทั้งดึง-พัฒนาแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมขยายสาขาไม่เพียงในไทย แต่รวมไปถึงประเทศอาเซียน และพัฒนาสินค้า-เมนูใหม่ ๆ อาทิ การต่อยอดแบรนด์ร้านอาหารสู่อาหารพร้อมปรุงในช่องทางค้าปลีก เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน และรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจ

หลังสมรภูมิร้านอาหารยังเต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ นโยบายทางการค้าโลก เช่น การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ และการแข่งขันกันดุเดือด หลังการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนที่ยังยกทัพเข้ามาเปิดสารพัดธุรกิจอาหาร ไม่ว่าจะเป็นร้านชาบู หม่าล่า ไก่ทอด สารพัดเครื่องดื่ม และอื่น ๆ

ตลาดแข่งดุ บีบเร่งปรับตัว

“ณัฐ วงศ์พานิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า แม้ภาพรวมของตลาดร้านอาหารมีแนวโน้มจะเติบโต 5-7% จากมูลค่าตลาดรวมราว 572,000 ล้านบาท แต่ก็ยังมีความท้าทายรอบด้านที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญและหาทางรับมือทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อผู้บริโภค ต้นทุนค่าแรงพนักงาน ต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อน

โดยเฉพาะการแข่งขันกับแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ทุกสัปดาห์มีแบรนด์ใหม่เปิดตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะแบรนด์จีนที่มาพร้อมจุดเด่นราคาจับต้องได้ง่าย จากการมีอีโคโนมีออฟสเกลในประเทศบ้านเกิด

ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป อาทิ เบื่อง่าย และชอบทดลองอาหารหรือบริการใหม่ ๆ อยู่ตลอด ทำให้ในปี 2568 บริษัทและผู้เล่นอื่น ๆ ในธุรกิจอาหารต้องปรับตัว เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน

ปิด-ชะลอแบรนด์ไม่ทำกำไร

“ณัฐ” กล่าวว่า ด้วยความท้าทายนี้ในปี 2568 บริษัทตัดสินใจทุ่มงบฯ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนขยายสาขา 800 ล้านบาท รีโนเวตสาขา 200 ล้านบาท และอีกประมาณ 200 ล้านบาท สำหรับด้านเทคโนโลยี และอื่น ๆ

โดยการขยายสาขาจะโฟกัสแบรนด์ที่มีกำไร อาทิ เคเอฟซี, มิสเตอร์ โดนัท, อานตี้ แอนส์, โอโตยะ, คัตสึยะ, ส้มตำนัว, สลัดแฟคทอรี่, ชินคันเซ็น ซูชิ และนักล่าหมูกระทะ โดยตั้งเป้าขยายเพิ่ม 120-140 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั้งหมด 1,300 สาขา

รวมถึงยังมีแผนปิดหรือชะลอการขยายของแบรนด์ที่ไม่ทำกำไรหรือไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เช่น BROWN CAFE ที่ทยอยปิดสาขาลงให้เหลือเพียง 2 แห่ง และแบรนด์อร่อยดี ที่ปิดตัวไปก่อนหน้า เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรโดยรวมของบริษัท

นอกจากนี้ยังเดินหน้าเพิ่มยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ด้วยการออกเมนูใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง หลังปี 2567 ออกเมนูใหม่กว่า 500 เมนู เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ายุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 ตั้งเป้ายอดขายสาขาเดิมเติบโต 4-5%

ดึง-ปั้นแบรนด์ใหม่ขยายพอร์ต JV

“ณัฐ” กล่าวว่า ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับกลุ่ม JV Partner โดยในปี 2568 ตั้งเป้าขยายสาขาในกลุ่มนี้เพิ่ม 25 สาขา รวมถึงมองหาแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมพอร์ตอีก 2-3 แบรนด์ โดยจะเน้นเซ็กเมนต์ที่บริษัทยังไม่มีในมือ เช่น ชาบู และปิ้งย่าง เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่และมีโอกาสเติบโตอีกมาก

โดยกำลังพิจารณาทั้งโมเดลร่วมทุน (Joint Venture) กับแบรนด์ต่าง ๆ ที่มีความนิยมสูง-สามารถขยายสาขาได้เร็ว และพัฒนาแบรนด์เองบางส่วน เช่น โอโตยะ ที่มีแผนทำแบรนด์ชาบูเป็นของตัวเอง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ JV ให้มากขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 20% ของรายได้รวม

พร้อมกันนี้จะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุน ค่าใช้จ่าย รวมถึงการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริการเพื่อลดภาระงานหน้าร้าน ไม่ว่าจะเป็น Self-ordering Kiosk, Service Robot ฯลฯ

“จากแผนการดำเนินงานนี้ มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ 17,900 ล้านบาท หรือเติบโต 13% จากปีก่อนหน้ามีรายได้ 15,800 ล้านบาท เติบโต 9% อย่างแน่นอน”

ทุ่ม 100 ล้าน ผุด 8 สาขาใหม่

เช่นเดียวกับ “สรรคนนท์ จิราธิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือเซ็น กรุ๊ป ที่ยอมรับว่า แม้ปัจจุบันการแข่งขันจะรุนแรง แต่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของทั้ง 10 แบรนด์ในเครือว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้

โดยในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรือมีรายได้รวมแตะ 4,500 ล้านบาท จากปีก่อนหน้ามีรายได้ 4,000 ล้านบาท ผ่านการขยายใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหาร, ธุรกิจแฟรนไชส์ และธุรกิจแมนูแฟกเจอริ่ง

ซึ่งในส่วนของการขยายธุรกิจร้านอาหาร วางแผนขยายสาขาในประเทศไทย 8 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั้งหมด 317 สาขา พร้อมปรับปรุงและรีโนเวตร้านสาขาเดิมอีก 10 สาขา โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท

ปูพรมแฟรนไชส์เจาะอาเซียน

“สรรคนนท์” กล่าวต่อไปว่า ในกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์มีแผนขยายสาขาแฟรนไชส์ทั้งในไทยและต่างประเทศรวม 24 สาขา แบ่งเป็นไทย 12 สาขา ต่างประเทศ 12 สาขา โดยเน้นขยายไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก

ซึ่งปี 2568 จะเปิดร้านเขียง ที่ลาวเพิ่มอีก 1 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 4 สาขา และมาเลเซียเพิ่มอีก 1 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 3 สาขา และฟิลิปปินส์ 1 สาขา ซึ่งนับเป็นสาขาแรกในฟิลิปปินส์ รวมถึงจะเปิดสาขา On The Table และลาวญวน ที่ประเทศลาว แบรนด์ละ 1 สาขา ในไตรมาส 2 อีกด้วย นอกจากนี้อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อเปิดสาขาแรกของแบรนด์เซ็น ในเวียงจันทน์เช่นเดียวกัน

ส่งอาหารพร้อมปรุงลุยค้าปลีก

“สรรคนนท์” กล่าวว่า ส่วนธุรกิจแมนูแฟกเจอริ่ง ที่เป็นการลงทุนในบริษัท เซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ และบริษัท คิงมารีน ฟู้ดส์ จํากัด ในปีนี้จะเน้นพัฒนาสินค้าใหม่ที่ต่อยอดจากแบรนด์ร้านอาหารในพอร์ต เน้นแบรนด์อาหารไทย เช่น ลาวญวน เขียง และตำมั่ว เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ พร้อมขยายช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าในค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง เพื่อปั้นธุรกิจนี้เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการผลักดันรายได้

โดยตั้งแต่เดือนเมษายน จะส่งสินค้าจากแต่ละแบรนด์ออกสู่ตลาดแบบรายเดือน หลังเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ส่งน้ำปลาร้าแบรนด์ตำมั่ว เข้าไปขายคู่กับชุดผักส้มตำพร้อมปรุงในแม็คโคร และโลตัส ทุกสาขา

ในส่วนของคิงมารีน ซึ่งโรงงานแห่งใหม่เพิ่งแล้วเสร็จ จะเริ่มดำเนินการผลิตและจัดพอชั่นวัตถุดิบให้กับร้านอาหาร โรงแรม และสายการบิน รวมถึงในอนาคตมีแผนผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศด้วย

“ด้วยแผนการขยายธุรกิจที่ชัดเจนและหลากหลาย ทั้งในส่วนของร้านอาหาร แฟรนไชส์ และสินค้าพร้อมทาน ทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้ได้”

มั่นใจเศรษฐกิจไทยแกร่ง

ด้าน “ไพศาล อ่าวสถาพร” ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) ภายใต้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ปัจจุบันการทำธุรกิจร้านอาหารจะมีความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ การแข่งขัน รวมถึงนโยบายทางการค้าโลก เช่น การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ แต่บริษัทยังเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจที่จะสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้

โดยในปี 2568 บริษัทจะเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 4 เสาหลัก ประกอบด้วย 1.การขยายสาขาในพื้นที่ใหม่ ๆ และพัฒนาเมนูใหม่ 2.จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย 3.การพัฒนาศักยภาพพนักงานและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงาน 4. การลดปริมาณขยะอาหาร

ซึ่งในปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค. 67-30 ก.ย. 68) ตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 888 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั้งหมด 847 สาขา แบ่งเป็น QSA 500 สาขา, โออิชิ 284 สาขา และ FOA 63 สาขา ด้วยงบฯลงทุนรวมกว่า 1,000 ล้านบาท

เพิ่ม 2-3 แบรนด์ใหม่เสริมพอร์ต

ด้านการพัฒนาเมนูใหม่ ๆ และการจัดกิจกรรมทางการตลาด ในแต่ละแบรนด์จะพัฒนาเมนูออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างแบรนด์ในกลุ่มโออิชิ ปีนี้จะอัดแคมเปญปลุกตลาดให้คึกคักมากยิ่งขึ้น หรือเคเอฟซี ซึ่งเมื่อช่วงต้นปี ลอนช์เมนู “ข้าวมันไก่” ซึ่งได้รับผลการตอบรับที่ดี

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโออีก 2-3 แบรนด์ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ภายใต้บริษัท FOA โดยจะเน้นเซ็กเมนต์ Mass Market ที่สามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงลูกค้าให้ง่ายขึ้น

โดยในปีงบประมาณ 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลัก สำหรับทุกบริษัทในกลุ่มอาหาร ตามแผน Vision 2030 จากปีงบประมาณ 2567 (1 ต.ค. 66-30 ก.ย. 67) ธุรกิจร้านอาหารมีรายได้รวมอยู่ที่ 22,288 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้ของกลุ่มโออิชิ 50%, กลุ่ม QSA 40% และกลุ่ม FOA 10%

ทั้งนี้ แม้การแข่งขันในวงการร้านอาหารจะรุนแรงและมีความท้าทายเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์นี้สะท้อนว่าตลาดยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก และคาดว่าจะมีผู้เล่นรายใหม่ ๆ ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : CRG-เซ็น กรุ๊ป-ไทยเบฟ ดันธุรกิจอาหารฝ่าความท้าทายปี’68

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...