โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชาร์จรถอีวี ค่าไฟเท่าไร ? กกพ.คุมค่าไฟขายส่ง-ปล่อยเสรีค่าไฟขายปลีก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2564 เวลา 03.36 น.

นโยบายสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นหนึ่งในนโยบายกระทรวงพลังงานที่ประกาศขับเคลื่อนแผนด้านพลังงานภายใต้หลัก “Collaboration for Change : C4C ในปี 2565 โดยร่วมกับพันธมิตรเดินหน้าก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาด มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เสริมสร้างเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและมุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาโลกร้อน

ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมและภาคขนส่งเป็นกลุ่มที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงสุดกว่า 70%

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศนโยบายส่งเสริมให้มีการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพิ่มมากขึ้นนโยบาย 30@30 คือ การตั้งเป้าผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573

โดยมีการส่งเสริมการสร้าง ecosystem ให้กับผู้ผลิตและผู้ใช้อีวีต่อเนื่อง ทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้และส่งเสริมการลงทุนส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการลงทุนตั้งสถานรอัดประจุไฟฟ้า

กลไกค่าไฟอีวี

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมากลไกลในการดูแลอัตราค่าไฟฟ้าของสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือสถานีชาร์จอีวี จะดูแลเฉพาะต้นทาง คือ ราคาที่ 3 การไฟฟ้าขาย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง ( MEA) โดยกำหนดอัตราค่าไฟถูกพิเศษ หรือ Low Priorities (ราคาขายส่ง)

ยกตัวอย่าง เช่น พื้นที่ กทม.และปริมณฑล อัตราหน่วยละ 2.63 บาท เท่ากับช่วงออฟพีก เป็นระยะเวลา 2 ปี (จากปกติอัตราค่าไฟฟ้าจะคิดตามช่วงเวลา เช่น ช่วง 09.00-22.00 น. อัตราหน่วยละ 4.60 บาท และ 22.00-09.00 น. หน่วยละ 2.60 บาท ) แต่ไม่มีการกำกับดูแลราคาขายปลีกตามสถานีชาร์จ

ขณะที่ในต่างจังหวัด PEA ก่อนหน้านี้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าช่วงเวลาออฟพีก (22.00-09.00 น.) หน่วยละ 4.15 บาท ส่วนช่วงพีก (09.00-22.00 น.) หน่วยละ 7.15 บาท

ซึ่งการดูแลราคาขายส่งนี้เป็นไปตามประกาศ กกพ. ที่กำกับอัตราค่าไฟฟ้าและการจัดการระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2563

อัตราดังกล่าวเป็นอัตราที่หักค่าพลังงานไฟฟ้า (Demand Charge) หรือค่าลงทุนโรงไฟฟ้า ระบบส่ง ออกจากสูตรค่าไฟฟ้าฐานที่คิดสำหรับอีวี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ประเภทหัวจ่ายเร่งด่วน (Quick Charge ) กระจายในต่างจังหวัดมากขึ้น และมีความต้องการพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็นอัตราชั่วคราว ที่ทดลองใช้ 2 ปี (2563-2564)

ส่วนราคาขายปลีกขึ้นอยู่ที่ว่าเอกชนที่ติดตั้งสถานีชาร์จจะไปบวกราคาค่าบริการอีกเท่าไร มีราคาหน่วยละ 8-9 บาท ซึ่งจะคิดค่าบริการเพิ่มเติมตามทำเล (โลเกชั่น) เช่น หากอยู่ในย่านเศรษฐกิจ ก็อาจจะมีราคาค่าบริการที่สูงกว่าโลเกชั่นอื่น ๆ เป็นต้น

ดูแลต้องไม่สกัดการลงทุน

ล่าสุดทาง กกพ.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ไฟของอีวี เพื่อพิจารณาว่าโครงสร้างราคาเป็นอย่างไร จำเป็นจะต้องมีการกำกับราคาขายปลีกที่สถานีบริการหรือไม่ อย่างไร

ทั้งนี้ แนวทางการกำหนดโครงสร้างราคาที่เหมาะสม นั้น กกพ.ศึกษาโมเดลการกำหนดค่าบริการของต่างประเทศมาเปรียบเทียบ โดยพบว่า ขณะนี้หลายประเทศก็ไม่มีการกำกับด้านราคา เพียงแต่จะดูแลระบบว่าสถานีชาร์จไฟฟ้ามีเพียงพอหรือไม่

“โจทย์ทั้งหมดนี้จะต้องอย่างไรไม่กระทบต่อการส่งเสริมการเพิ่มปริมาณการใช้อีวี ในช่วงเริ่มต้นภาครัฐต้องการสนันสนุนเพิ่มการใช้รถอีวีมากขึ้น และไม่ให้กระทบต่อการลงทุนสถานีชาร์จ เพื่อให้สมและสมเหตุสมผลที่สุด บางอย่างไม่จำเป็นต้องกำกับสามารถปล่อยลอยตัวได้”

“เราพบว่าสำหรับผู้ใช้ในกรุงเทพฯและปริมณฑล สัดส่วนการใช้หลักจะเป็นการชาร์จไฟฟ้าที่บ้านตอนกลางคืน ซึ่งจะมีอัตราค่าไฟปกติเหมือนไฟบ้าน ส่วนที่เหลือจะกระจายชาร์จตามสถานที่ต่าง ๆ ระหว่างทางบ้าง เช่นตามห้างหรือสถานนีชาร์จเอกชน ซึ่งราคาขายส่งค่าไฟถูกพิเศษ หรือ Low Priorities ที่เท่าเทียมกัน”

ลงทุนสถานีชาร์จดึงดูดการใช้บริการ

ขณะที่ผู้ลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จขณะนี้ มีเป้าหมายหลักจะเป็นการติดตั้งเพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการเข้ามาในสถานีบริการมากขึ้น ไม่ใช่หวังผลกำไรการชาร์จ แต่สร้างกำไรจากการบริการด้านอื่น ๆ มากกว่า เช่น ผู้บริโภคต้องการความสะดวกและสิทธิประโยชน์เรื่องการจอดรถ แวะสถานีชาร์จดื่มกาแฟหรือซื้อของ

แน่นอนว่าหากติดตั้งหัวชาร์จในสถานีบริการน้ำมันที่มีทำเลดี ในย่านเศรษฐกิจ มีผู้มาใช้บริการมากกว่า ราคาค่าบริการก็จะสูงตามไปด้วย เหมือนกับการเช่าสถานที่ขายสินค้า โครงสร้างราคาจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยที่เหมาะสม ต้นทุนแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน

ขณะที่การลงทุนพัฒนาสถานีชาร์จในต่างจังหวัดแม้ว่าจะเริ่มมีบ้างแต่ยังไม่มากนัก หากจำนวนรถอีวีเพิ่มขึ้นก็อาจจะต้องไปรอคิว จึงควรมุ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มจุดไปในพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย แต่หากจำนวนการใช้รถไม่มากก็อาจจะยังไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

จำนวนรถอีวีความคุ้มค่าต่อการลงทุน

ปัจจัยสำคัญ อีกด้านคือ หากมีปริมาณรถอีวีเพิ่มขึ้น อาจเสี่ยงเกิดการแย่งการใช้ไฟฟ้าในระบบช่วงเวลาเดียวกันมากเกินไป ทำให้กระแสไฟตกดับ ซึ่งต้องเตรียมพร้อมในส่วนนี้ เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มการใช้รถอีวี เพราะถึงค่าไฟเพื่อชาร์จรถอีวีถึงจะให้ราคาสิทธิพิเศษ แต่ปัญหาที่ผู้ติดตั้งต้องเจอ จุดชาร์จปริมาณควิกชาร์จไม่เพียงพอ ดังนั้น ต้องบริหารจัดการว่า มีปริมาณสมดุลกับการใช้งานหรือไม่ หากมีจำนวนคนใช้น้อย ผู้ลงทุนติดตั้งซึ่งต้องใช้เวลาในการคืนทุนนาน

รักษาตำแหน่งฮับผลิตรถ

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดรัฐบาลจะต้องดูภาพรวมการใช้รถอีวี ซึ่งถ้าใช้จริงดีกว่าอยู่แล้ว เพราะอะไหล่รถอีวีจะมีชิ้นส่วนน้อยชิ้นหากเทียบกับรถสันดาป หากยอดการใช้รถอีวีมาเร็วอีก หลายโรงงานอะไหล่จะต้องปิดตัวลง เพราะบางโรงงานที่ผลิตรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป ( ICE ) จะกระทบแน่นอน ต้องให้เปลี่ยนมาเป็นโรงงานผลิตเครื่องยนต์ EV จะต้องลงทุนเพิ่ม ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านจึงต้องดำเนินการอย่างรบคอบ และมีขั้นตอนให้มีการปรับตัว ที่สำคัญต้องรักษาความเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถไว้ให้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...