โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

แรงงานขาดป่วนเศรษฐกิจ ธุรกิจเกี่ยงค่าหัวต่างด้าว 3 หมื่นบาท/หัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 พ.ย. 2564 เวลา 06.05 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2564 เวลา 01.00 น.

วิกฤตแรงงานขาดป่วนเศรษฐกิจ “ภาคอุตสาหกรรม-เกษตร-บริการ-ก่อสร้าง” ขาดแคลนกว่า 8 แสนคน ผู้ผลิตชี้ออร์เดอร์ทั้งในประเทศ-ต่างประเทศทะลักผลิตไม่ทัน หวั่นกระทบส่งออก กระทุ้งรัฐเร่งแก้ แผนนำเข้าต่างด้าว MOU ยื้อยาว ปัญหาค่าใช้จ่ายนำเข้าแรงงานบาน 3 หมื่นบาท/หัว เอกชนโบ้ยให้รัฐรับภาระ “บิ๊กตู่” สั่งเร่งเคลียร์ปัญหา รมว.สุชาตินัดถกด่วน 10 พ.ย. ก่อนชง ศบค.-ครม.เคาะเกณฑ์นำเข้า

แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ความต้องการแรงงานต่างด้าวในภาคอุตสาหกรรมมีสูงกว่าช่วงก่อนหน้านี้มาก เนื่องจากช่วงไตรมาส 4 มีคำสั่งซื้อสินค้าทั้งจากผู้ซื้อภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก แต่ไม่มีแรงงานเพียงพอผลิต

ขณะที่การเปิดประเทศและผ่อนคลายให้หลายธุรกิจกลับมาเปิดกิจการได้ ส่งผลให้ความต้องการแรงงานสูงขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการ ร้านอาหาร แต่รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานยังไม่เปิดช่องทางให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานโดยถูกกฎหมาย รวมถึงทำ MOU นำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านระหว่างรัฐต่อรัฐ

โบ้ยรัฐช่วยรับภาระค่ากักตัว

นอกจากนี้กระทรวงแรงงานยังกำหนดให้นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการนำเข้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการฉีดวัคซีน ค่ากักตัว 14 วัน โดยแรงงานที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม (สีเขียว) จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 17,000 บาทต่อคน และ 25,000 บาทต่อคน สำหรับแรงงานที่ฉีดวัคซีน 1 เข็ม (สีเหลือง) และแรงงานที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน (สีแดง)

ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเป็นกลุ่มสีเหลืองและสีแดง เอกชนจึงต้องการให้รัฐช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกักตัว 14 วัน เพราะที่ผ่านมาแรงงานทำงานไม่กี่เดือนก็ขอลาออก นายจ้างจะมีภาระหนัก และให้เร่งออกกฎระเบียบไม่ให้แรงงานย้ายงานได้โดยง่าย

“สิ่งที่เอกชนอยากขอคำตอบจากรัฐคือ ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 17,000-25,000 บาทต่อคน เพราะถ้าแรงงานต่างด้าว 1 ล้านคน เป็นเงินหลัก 1,000 ล้านบาทที่เอกชนต้องแบกรับภาระ บทเรียนที่ผ่านมาแรงงาน MOU ลาออก เปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น กฎหมายกำหนดเพียงให้นายจ้างไปแจ้งภายใน 30 วัน ว่าแรงงานคนนี้ลาออกไปแล้ว

ขณะที่แรงงานที่ย้ายไปอยู่กับนายจ้างใหม่จะกลายเป็นแรงงานเถื่อนทันที แต่แรงงานเถื่อนเหล่านี้จะไปบอกนายจ้างใหม่ว่าตัวเองมีเลขทะเบียน MOU เข้ามา และย้ายเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ”

เมื่อโควิด-19 ระบาดระลอกแรก เกิดปัญหาแรงงานขาดแคลนหนักมาก รัฐบาลประกาศนิรโทษกรรมให้แรงงานเถื่อนที่อยู่ใต้ดินกลุ่มนี้ 1 แสนคน กับแรงงานที่หลบหนีเข้ามาทางชายแดนมาจดทะเบียนให้ถูกต้อง

จากนั้นมาแรงงานต่างด้าวจึงทะลักเข้ามาในประเทศมากขึ้น โดยขบวนนการนายหน้าจัดหาแรงงานเถื่อนบอกว่าเดี๋ยวรัฐบาลไทยก็นิรโทษกรรมให้อีก ถ้าไม่แก้ที่ต้นตอก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้”

เปิดโปงขบวนการผิดกฎหมาย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันมีความต้องการแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นทุกธุรกิจตั้งแต่ภาคเหนือจดภาคใต้ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร สวนทุเรียน สวนยางพารา สวนปาล์ม ฯลฯ แรงงานเถื่อนจึงทะลักเข้ามาจำนวนมาก

โดยเฉพาะการนำเข้าแรงงานเมียนมา นายหน้าเรียกเก็บเงินจากตัวแรงงาน 10,000 บาท และเรียกเก็บจากนายจ้างอีก 10,000 บาท ซึ่งนายจ้างบางคนจ่ายให้แทนแรงงานด้วย เพราะการรับแรงงานเถื่อนเข้าทำงานไม่ต้องแจ้งทางราชการ นายจ้างไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องจ่ายประกันสังคม

เมื่อแรงงานตรวจ ATK ผลเป็นลบก็ให้เข้าทำงานได้เลย ไม่ต้องฉีดวัคซีน แต่หากตรวจพบโควิดจะต้อนขึ้นรถตู้นำไปปล่อยระหว่างทางเหมือนที่เป็นข่าว

เปิดประเทศขาดแคลนแรงงานยิ่งวิกฤต

ขณะที่ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีแนวโน้มรุนแรงกระทบภาคธุรกิจ เศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังการเปิดประเทศ 1 พ.ย. 2564 ความต้องการแรงงานในภาคบริการเพิ่มขึ้นสูงมาก

เช่น ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ดังนั้นความต้องการแรงงานจึงอาจสูงกว่าก่อนหน้านี้ที่เคยประเมินว่าภาคการผลิตขาดแรงงาน 5 แสนคน ส่วนหนึ่งมาจากแรงงานภาคบริการเดินทางกลับภูมิลำเนาและยังไม่เดินทางกลับมา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะนี้เศรษฐกิจดีขึ้น ธุรกิจฟื้นตัว จากการค้าชายแดน อย่างไทย-ลาว และมีการเชื่อมโยงรถไฟไปลาวก่อนเข้าสู่ประเทศจีน ดึงดูดให้แรงงานกลับไปทำงานในภูมิลำเนามากขึ้น

ขณะเดียวกันปัญหาขาดแคลนแรงงานแต่ละจังหวัด และแต่ละอุตสาหกรรมก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งกระทรวงแรงงานได้หารือกับภาคเอกชนเพื่อเร่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย (แรงงานสีดำ) กลับมาขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายภายในเดือน พ.ย.นี้

เพื่อวางมาตรการดูแล คาดว่าจะมีแรงงานกลับสู่ระบบมากถึง 200,000 คน อย่างไรก็ตามรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแก้วิกฤตขาดแรงงานโดยเร่งด่วน

“ต้องขอบคุณภาครัฐที่เปิดให้ขึ้นทะเบียนแรงงานสีดำและสีเทา จะช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนแรงงานได้บ้าง แต่ระยะยาวต้องแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เราสนับสนุนการนำเข้าแรงงาน MOU แต่ต้องกำกับดูแลการนำเข้าให้เป็นไปตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข ไม่ส่งผลกระทบผู้ผลิตทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะจะซ้ำเติมปัญหาที่ถูกกระทบจากโควิดอยู่แล้ว”

ALQ 14 วัน กว่า 3 หมื่นบาท/คน

กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ประมาณการค่าใช้จ่ายภายในประเทศไทยที่นายจ้างต้องรับผิดชอบในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU หากนายจ้างดำเนินการเอง ประมาณ 4,900-7,600 บาท

หากจ้างผู้รับอนุญาตหรือนายหน้าดำเนินการ ประมาณ 8,848-13,060 บาท ทั้งนี้ มีค่าใช้จ่าย ณ ประเทศต้นทางที่นายจ้างต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอีก 10,790-14,590 บาท (ยังไม่รวมค่ากักตัวในรูปแบบทางเลือก ALQ ของแต่ละจังหวัด)

สรุปเป็นค่าใช้จ่ายที่นายจ้างต้องรับผิดชอบประมาณ 15,690-22,190 บาท (ยังไม่รวม ALQ กักตัว 14 วัน) และหากนายหน้าดำเนินการรวมประมาณ 19,638-27,650 บาท (ยังไม่รวม ALQ กักตัว 14 วัน)

สำหรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการกักตัวในรูปแบบทางเลือก (ALQ)ของแต่ละจังหวัด 14 วัน เช่น จ.ตาก เหมาจ่าย 12,000/14 วัน/คน, จ.ระนอง 1,000 บาท/วัน/คน, จ.หนองคาย 500 บาท/วัน/คน, จ.สระแก้ว 550-850 บาท/วัน/คน, จ.มุกดาหาร เหมาจ่าย 65,500 บาท/14 วัน/คน

รวมค่าตรวจแล้ว นอกจากนี้มีค่าพาหนะรับคนต่างด้าวไปสถานที่กักตัว และสถานที่ทำงาน 250-500 บาท/คน, ค่าอาหารช่วงกักตัว 1,400 บาทขึ้นไป/คน/14 วัน

ขาดแรงงานทะลุ 8 แสนคน

แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ภาคการผลิตโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกได้เสนอให้รัฐบาลเร่งนำเข้าแรงงาน MOU แต่ติดปัญหาที่ประเทศต้นทางมีการแพร่ระบาดของโควิด-19

อุตสาหกรรมนี้จึงยังขาดแคลนแรงงานราว 20,000 คน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก เช่น ไทยยูเนี่ยนต้องการแรงงานอีก 5,000 คน และสนับสนุนการนำเข้าแบบ MOU เช่นเดียวกัน

นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า รายงานตัวเลขแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยก่อนการแพร่ระบาดของโควิดปี 2562 มีจำนวน 2.6-3 ล้านคน แต่ปัจจุบันจากปัญหาที่เกิดขึ้นแรงงานในระบบลดลงเหลือ 2.14 ล้านคน

เนื่องจากแรงงานกลับประเทศและไม่สามารถเข้ามาได้ ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมยังต้องการแรงงานไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนคน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องหามาตรการในการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในระบบให้ได้โดยเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มภาคการผลิตซึ่งเริ่มฟื้นตัว มีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“จะเห็นว่าแรงงานขาดประมาณ 8 แสนคน รัฐจึงต้องผลักดันแรงงานเข้ามาในระบบให้มากขึ้น รองรับการเติบโตของการส่งออก ให้ยอดส่งออกเป็นไปตามเป้าหมาย โดยขยายเวลาให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือกัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ในประเทศขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง จากที่ผ่านมาเข้าระบบเพียง 1.6-2 แสนคน นอกจากนี้ต้องการให้เพิ่มรูปแบบการจ้างงานลักษณะพาร์ตไทม์ ระยะเวลาจ้างไม่ต่ำ 4 ชั่วโมง เป็นต้น”

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย ในส่วนของอุตฯ เครื่องนุ่งห่ม รวมถึงโรงงานพิมพ์, โรงปักเสื้อ, โรงงานผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ บนตัวเสื้อ ขาดแคลนแรงงาน 10% หรือ 20,000 คน

11 พ.ย.เคาะนำเข้าแรงงานต่างด้าว

ขณะเดียวกันมีรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ล่าสุด 11 พ.ย.นี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (อคบต.) ซึ่งได้ประชุมไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2564

แต่ยังหา “ข้อสรุป” เกี่ยวกับการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่มี MOU โดยให้แต่ละหน่วยงานไปประเมินหาข้อสรุปประเด็นเรื่องกระบวนการนำเข้า และมาตรการดูแลค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเกี่ยวกับการนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข

พร้อมทั้งให้หน่วยงานด้านความมั่นคงซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทโดยตรงในการตรวจสอบปัญหาการลักลอบนำเข้าแรงงานเถื่อนผิดกฎหมาย ส่วนประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายยังไม่ได้ข้อสรุปเรตค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งการให้ที่พัก อาหาร การฉีดวัคซีน และการตรวจสอบเชื้อด้วยชุดทดสอบ ซึ่งหากมีต้นทุนสูงเกินไปอาจจะกระทบหรือเป็นภาระต่อผู้ประกอบการ

มท.ต้อนต่างด้าวผิด กม.ขึ้นทะเบียน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานกำลังเร่งหารือแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย รองรับความต้องการของภาคการผลิต และภาคบริการที่กำลังขยายตัวต่อเนื่องจากการเดินหน้าเปิดประเทศเพิ่มมากขึ้นของรัฐบาล

แนวทางแก้ปัญหาส่วนหนึ่งจะบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศเรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางกลุ่มอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อ 5 พ.ย. 2564 มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 พ.ย. 2564 ให้แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศผิดกฎหมายขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ถกนำเข้าแรงงาน MOU

ส่วนการนำเข้าแรงงานมาเพิ่มเติมตาม MOU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน (กกจ.) จะประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.นี้ จากนั้นจะเสนอศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และ ครม.ให้ความเห็นชอบ

“กระทรวงแรงงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตและก่อสร้าง เราทำงานเชิงรุกมาโดยตลอด เช่น การให้สิทธิคนไทยได้ทำงานก่อน หากแรงงานไม่เพียงพอจะนำแรงงานต่างด้าวเข้ามา ตามขั้นตอนของมติ ครม. และเป็นไปตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดตามที่ ศบค.กำหนด”

ส่วนการทะลักเข้ามาของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายตามแนวชายแดน กระทรวงแรงงานได้บูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และฝ่ายความมั่นคงเพิ่มความเข้มงวดกวดขันในการขยายผลจับกุมขบวนการนำพาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองต่อไป

นำเข้า 3 กลุ่ม 4.2 แสนคน

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานทั่วประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย 2.4 ล้านคน แบ่งเป็นเมียนมา ร้อยละ 62 (1.5 ล้านคน) กัมพูชา ร้อยละ 20 (4.6 แสนคน) และลาว ร้อยละ 9 (2.18 แสนคน)

ทั้งนี้ จากที่ กกจ.สำรวจความต้องการแรงงานต่างด้าวของนายจ้างทั้งประเทศ พบว่าต้องการแรงงานต่างด้าว 4.2 แสนคน เป็นที่มาของการจัดทำ MOU นำเข้าแรงงาน

เบื้องต้นจะจัดกลุ่มแรงงานต่างด้าวเพื่อนำเข้า 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสีเขียว ฉีดวัคชีนครบ 2 เข็ม 1 เดือนขึ้นไป กลุ่มสีเหลือง ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม ยังไม่ครบ 1 เดือน และกลุ่มสีแดง ฉีดวัคซีน 1 เข็ม หรือยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ตอนนี้กำลังเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.), กระทรวงการต่างประเทศ (กต.), กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) 7 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การยื่นแบบคำร้องขอนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ

2.การดำเนินการของประเทศต้นทาง 3.การยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว 4.การอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศ

5.จุดผ่านแดน/ด่านตรวจคนเข้าเมือง 6.สถานที่กักตัวและระยะเวลากักตัวแต่ละกลุ่ม และ 7.การอบรมและรับใบอนุญาตทำงาน

ทั้งหมดนี้จะเสนอ ศบค.พิจารณา 12 พ.ย.นี้ จากนั้นจะนำเข้า ครม.และเริ่มดำเนินการทันที สำหรับระยะวลากักตัวของแรงงานแต่ละกลุ่มที่คิดไว้เบื้องต้นกลุ่มสีเขียวอาจกักตัว 7 วัน กลุ่มสีเหลือง 10 วัน สีแดง 14 วัน แต่ต้องรอผลจาก ครม. อีกครั้ง”

กระทรวงแรงงานรับภาระค่าวัคซีน

นายไพโรจน์กล่าวว่า ขั้นตอนการแจ้งความประสงค์การจ้างงานแรงงานต่างด้าวตาม MOU ภายใต้สถานการณ์โควิดจะต่างจาก MOU ที่ผ่าน ๆ มา โดยนายจ้างต้องแจ้งมาที่ กกจ.โดยตรง ไม่ได้ผ่านสำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร (กทม.) เขตพื้นที่ 1-10

ซึ่งกรมได้จัดตั้งบอร์ดที่ส่วนกลางพิจารณานายจ้างที่มีความพร้อม เช่น พร้อมรับภาระค่าใช้จ่าย ค่ากักตัวแรงงานต่างด้าวที่นำเข้า มีความพร้อมในการจ้างงานที่มีความมั่นคงและปลอดภัย เป็นต้น

ในส่วนของการฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าว ล่าสุด ได้ข้อสรุปว่ากระทรวงแรงงานจะรับภาระเรื่องค่าใช้จ่าย ขณะที่นายจ้างที่ต้องการแรงงานต่างด้าวจะต้องลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตทำงานให้อยู่ในระบบประกันสังคม

“เกษตร-ก่อสร้าง-บริการ” ขาดแรงงานสูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ข้อมูลการสำรวจความต้องการจ้างงานแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศ ล่าสุด เมื่อเดือน พ.ย. 2564 พบว่า นายจ้าง/สถานประกอบการต้องการจ้างแรงงานข้ามชาติ 424,703 คน แบ่งเป็นสัญชาติเมียนมา 256,029 คน สัญชาติกัมพูชา 130,138 คน และสัญชาติลาว 38,536 คน

โดยประเภทกิจการที่ต้องการจ้างแรงงานข้ามชาติมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1.เกษตรและปศุสัตว์ 2.ก่อสร้าง 3.บริการ 4.เกษตรต่อเนื่อง 5.ผลิตหรือจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วนจังหวัดที่ต้องการจ้างแรงงานข้ามชาติมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เชียงใหม่, กทม., จันทบุรี, สมุทรสาคร และระยอง

ประยุทธ์สั่งสกัดแรงงานเถื่อน

วันที่ 9 พ.ย. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ถึงปัญหาแรงงานลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้หารือในที่ประชุม ครม.

และมอบหมายให้ทำ MOU นำเข้าแรงงานในส่วนที่ขาดแคลน แต่ต้องปลอดภัยจากโควิด โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่ขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะการก่อสร้างที่ต้องหยุดชะงัก และบางกิจกรรมที่ขาดแคลน

“เพื่อการแก้ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง ทุกวันนี้ได้มีการสกัดควบคุม ส่งกลับทุกวัน และสอบสวนผู้อยู่เบื้องหลังผู้นำเข้าแรงงานเถื่อน ไม่ว่าจะเป็นนายทุน ข้าราชการ เรือ รถรับจ้าง ถือเป็นการค้ามนุษย์”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...