โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำอย่างไร เมื่อบ้านไม่ใช่ที่ที่เราอยากกลับไป ? - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 24 ก.ย 2563 เวลา 18.13 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

ผมเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เคยบอกรัก

การกอด การหอมเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นกันทั่วไปในชีวิตประจำวัน

หลังจากที่เรือประมงของพ่อถูกโกงจนเป็นหนี้สิ้นล้นพ้น

ครอบครัวของผมต้องย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง

เมืองใหม่ โรงเรียนใหม่ แต่ไม่ใช่บ้านหลังใหม่

มันเป็นห้องเช่าเล็กๆ พอที่ครอบครัวที่มีกัน 5 คนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่

 

ผมไม่มีห้องส่วนตัว

มีเพียงตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ กั้นห้องสำหรับฟูกที่นอนของพ่อกับแม่

แยกกับของผม พี่ และน้อง

 

พ่อเริ่มออกเรืออีกครั้ง

ผมไม่เคยรู้ว่าการออกเรือของพ่อคือไปไกลแค่ไหน

แต่ตอนนั้นผมคิดว่า ก็คงจะไกลมากอยู่

เพราะกว่าพ่อจะกลับมา ก็ใช้เวลาอย่างต่ำสองอาทิตย์ถึงหนึ่งเดือน

 

เราอยู่กันสี่คนแม่ลูก

ชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินกู้นอกระบบ

แม่ผู้มีความสามารถในการทำงานอาหาร

รับงานเป็นแม่ครัวตามร้านอาหารและโรงแรมใหญ่

ช่วงเวลาส่วนใหญ่เราถ้าไม่ได้ไปโรงเรียน ก็จะถูกขังอยู่ในบ้าน

ห้ามออกไปไหน นั่นทำให้ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ

เพราะเป็นกิจกรรมเดียวที่ทำให้ตอนอยู่ในบ้าน

 

ทุกครั้งที่พ่อกลับมา

ผมมักจะได้ยินเสียงพ่อกับแม่ทะเลาะกันทุกวัน

ยิ่งเป็นช่วงที่ใกล้เปิดเทอม

สถานภาพทางการเงินของครอบครัวที่หาเงินเพื่อให้พอจ่ายเงินกู้รายวันเป็นเรื่องยากลำบาก

 

จนผมและพี่สาวต้องออกมาทำงานนอกบ้าน

เริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านข้าวมันไก่

ที่มีลูกเจ้าของร้านของดูถูกเราทุกครั้งที่เจอหน้า

คอยโดนจานข้าวใส่กะละมัง ขณะที่เรากำลังล้างจานอยู่หลังร้าน

แอบทำน้ำซุปหกเพื่อให้โดนเรา แล้วหัวเราะอย่างสะใจ

 

ผมทำได้ไม่นาน ก็ทะเลาะกับลูกเจ้าของร้าน

จนต้องเดินกลับบ้านก่อนเวลาเลิกงาน

หลังจากที่ขว้างปาจานชามใส่กันชุดใหญ่

 

ผมได้งานใหม่เป็นเด็กเสิร์ฟและชงเหล้าในร้านอาหารที่แม่เป็นแม่ครัวอยู่

หน้าที่หลักคือการชงเหล้าให้กับแขก

ไม่ต้องถามถึงอายุว่าตอนนั้นถึงอายุที่กำหนดว่าต้องทำงานรึยัง

ในความมืดสลัวของร้านอาหารที่มีนักร้องคอยดูและแขก

คอยลูบไล้และพูดจาดีเพื่อที่จะได้ทิปหลังเช็คบิล

แสงตรงนั้นมันไม่ได้สว่างพอที่จะเห็นว่าคนชงเหล้าเป็นเด็กอายุเท่าไหร่

ถึงสว่างพอ ก็ไม่ได้มีใครสนใจอะไร

 

แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้ครอบครัวของเรามีเงินมากพอสำหรับการจ่ายหนี้รายวัน

ผมไม่เคยรู้ว่าเราเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่

ผมได้ยินแต่เจ้าหนี้ที่มาเคาะประตูห้องเช่าทุกวัน

ว่าเงินที่จ่ายอยู่นั้น มันเป็นเพียงแค่ดอกเบี้ย

ไม่เคยได้ยินว่ามันคือเงินต้นที่เราคืนให้สักที

 

พ่อเริ่มหายไปนานมากขึ้นเรื่อยๆ ติดต่อไม่ได้ เพราะอยู่กลางทะเล

นานมากจนทำให้เราสี่คนไม่มีเงินพอที่จะซื้อข้าวกิน

จนแม่ต้องไปตลาดสด ไปขอเศษผักตัดทิ้งจากแม่ค้า

โกหกว่าจะเอาไปให้กระต่ายที่บ้าน

แล้วเอาเศษผักพวกนั้นมาทำเป็นแกงส้มให้เราในเที่ยงวันเดียวกัน

 

แม่ไม่มีเวลาพอที่จะถามว่าพวกผมอยากเรียนอะไร

พ่อก็ไม่เคยถามว่า ผลการเรียนของพวกเราเป็นแบบไหน

เราไม่เคยมีเวลาที่จะพูดคุยว่าชีวิตแต่ละคนเป็นยังไง

เพราะตื่นมา ต่างคนก็ต้องรีบออกไปทำงานพิเศษ

ผมไม่เคยถูกชมเมื่อสอบได้ที่หนึ่ง

ซึ่งผมสอบได้ที่หนึ่งเป็นเวลาหกปีติด

ผมต้องใส่ชุดนักเรียนเก่าๆ ที่ขอมาจากคนข้างบ้านที่ลูกชายเขาโตขึ้นแล้วใส่ไม่ได้

ชุดนักเรียนของผมสีหม่นกว่าเพื่อนๆ ทั้งๆ ที่เป็นวันเปิดเรียนวันแรก

 

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมที่บ้านถึงมีเงินไม่พอใช้สักที

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมที่บ้านไม่เคยถามเราสักคำว่าที่เราไปโรงเรียน

สิ่งที่เราเจอมันเป็นยังไงบ้าง

 

ทุกครั้งที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันข้างหลังตู้เสื้อผ้าที่กั้นโลกของผู้ใหญ่กับเด็กในห้องเช่านั้น

ผมหลับตาแล้วภาวนาทุกคืนว่าขอให้สิ่งที่เจอเป็นแค่ความฝัน

แต่ทุกครั้งที่ตื่นมา ผมยังนอนอยู่บนฟูกที่ยวบจนเหมือนกำลังนอนอยู่บนพื้นคอนกรีต

ผมยังต้องไปโรงเรียน เลิกเรียนแล้วไปทำงาน

ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีสังคม

เพราะผมไม่ใช่เพื่อนในแบบที่เพื่อนในห้องตอนนั้นต้องการ

 

ผมรู้สึกไม่อยากกลับบ้าน

เพราะผมไม่รู้สึกว่าที่นั่นคือบ้าน

ทุกครั้งที่เลิกงานหรือเลิกเรียน

ผมจะฟังตัวอยู่ในร้านอินเตอร์เน็ต

นั่งเล่นเกมส์หรือเล่นเน็ตจนกระทั่งร้านปิด

แล้วถึงจะกลับไปเปิดประตูเข้าไปนอน ในขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิท

 

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมโตมาจนถึงวันนี้ได้ยังไงโดยที่ยังไม่ติดยา

ทั้งๆ ที่ตอนนั้นมีเพื่อนและคนแถวบ้านยื่นขอเสนอให้ผมลองอยู่หลายครั้ง

 

 

ผมเริ่มดูหนังโป๊ครั้งแรกตอนอยู่ปอสี่

วันที่เพื่อนแก๊งหลังห้องชวนกันโดดเรียนไปบ้านเพื่อน ขณะที่พ่อแม่ของมันไปต่างประเทศ

และผม เด็กผู้ชายซึ่งอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อนบ้าน

ก็โดดไปกับเขาด้วย  นั่นคือวันแรกที่ผมได้ดูหนังผู้ใหญ่เป็นแรก

ฉากซานต้าคอสที่ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้า

แล้วลงไปร่วมกิจกรรมกับหญิงสาวที่รอของขวัญจากซานต้าในคือวันคริสมาสยังคงตราตรึงอยู่ในหัวของผม

 

ผมไม่แน่ใจว่าในตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่

ทำไมผมถึงไม่รับสิ่งที่ซาตานกำลังหยิบยื่นให้

 

แต่สิ่งที่ผมได้ยินตอนที่ผมเป็นเด็ก

นั่งคือคำพูดดูถูกถากถางจากคนรอบตัว

ว่าเด็กที่โตมาในสลัมของชาวประมง ไม่มีวันไปได้ไกลกว่าหน้าปากซอย

 

เพื่อนแถวบ้านทยอยตั้งท้องตั้งแต่จบปอหก

ซึ่งพ่อของลูกก็คือคนข้างบ้านอีกที

บ้างก็ติดยา แล้วก็หายไปแบบที่ไม่มีใครบอกว่าเขาหายไปไหน

 

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวทำให้ผมรู้แค่ว่า

สักวันผมจะออกไปจากที่นี่ ผมจะมีชีวิตที่ดีกว่าที่ผมอยู่

ฟังดูเหมือนพล็อตของหนังหลายๆ เรื่อง ซึ่งทุกครั้งที่ผมได้เห็นอะไรแบบนั้นในหนัง

ผมพยักหน้าเห็นด้วยตลอด ว่าเหตุการณ์แบบนั้น ไม่ได้ไกลจากชีวิตผมเท่าไหร่เลย

 

ทุกครั้งที่ผมโดนดูถูก ผมจะกลับบ้านมาอ่านหนังสือ

ผมอ่านเป็นบ้าเป็นหลัง เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะเอาชนะสิ่งที่ผมเจอได้ด้วยอะไร

ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องเอาความโกรธ ความน้อยเนื้อต่ำใจของผมไปลงที่อะไร

ผมทำได้แค่ ผมต้องอ่านหนังสือเยอะๆ แล้วสักวันสิ่งที่ผมอ่านไป

มันน่าจะส่งผลอะไรให้กับผมสักอย่าง

 

ผมออกจากบ้านมาตั้งแต่จบมอหก

ออกมาเรียนมหาวิทยาลัย อยู่หอข้างนอก

ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง หางานทำ และส่งตัวเองเรียนจนจบ

แถมยังต้องส่งเงินกลับไปใช้หนี้ให้ที่บ้านด้วย

เป็นสี่ปีที่เล่าเพียงแค่สี่บรรทัด

ซึ่งคุณก็น่าจะรู้ดี ว่าจริงๆ แล้วแต่ละวันที่เราไม่มีความสุข

มันยาวนานแค่ไหน

 

ผมไม่ได้กลับบ้านหลังนั้นมา 15 ปีแล้ว

ผมไม่เคยกลับไปที่นั่นเลยตั้งแต่ออกมา

 

มองกลับไป ผมไม่เคยรู้สึกว่าที่นั่นคือบ้าน

เพราะผมไม่เคยรู้สึกปลอดภัยที่ได้กลับไป

ผมไม่อยากกลับไปฟังเสียงที่พ่อกับแม่ทะเลาะกัน

ผมรู้สึกว่าผมไม่ตัวตนเมื่ออยู่ที่นั่น

ไม่มีคนสนับสนุนความฝันของผม

เอาแค่คนฟังว่าผมฝันว่าอะไร ยังไม่มีเลย

 

ผมกลัวที่ทุกครั้งที่อยู่บ้าน ต้องล็อคกุญแจหน้าบ้าน

เพราะเจ้าหนี้จะมาเคาะหา เพราะค้างจ่ายมาหลายวัน

 

การที่ผมเป็นคนไม่ชอบกลับบ้าน

เพราะรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่บ้านอย่างที่เราต้องการ

ทำให้ผมเป็นคนมองหาโอกาส

โอกาสที่เราจะพัฒนาตัวเอง เพื่อคว้าโอกาสนั้น

แล้วทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

 

ดีขึ้นกว่าที่เคยเจอมาแบบตอนเด็กๆ

มันไม่ใช่การพิสูจน์คำสบประมาทจากคนแถวบ้าน

ว่าเราจะไปไหนไม่ได้ไกล

เพราะพอตอนนี้หันหลังกลับไป พวกเขาก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย

การมีชีวิตที่ดีหรือแย่ของผม มันไม่ใช่ปัจจัยการมีชีวิตอยู่ในชีวิตเค้า

หรือจริงๆ พวกเขาก็จำไม่ได้แล้วว่าเคยพ่นคำพูดอะไรออกมาจากปาก

 

แต่การที่ผมเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้อบอุ่น

ครอบครัวที่ไม่ได้มีแบบคนอื่น

ตอนนี้ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าผมขาดอะไร

ผมกลับมองว่าเป็นข้อดีสำหรับผมซะอีก

ที่พ่อกับแม่ไม่ได้มาบังคับมากมายว่าต้องเป็นอะไร

ผมต้องจัดการกับชีวิตตัวเองทุกอย่าง

จนผมกลายเป็นคนที่ตัดสินใจกับอะไรได้ทุกๆ เรื่อง

ได้มีชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ ได้เลือกทางเดินของการมีชีวิตอยู่ต่อ

ในแบบที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

 

ผมไม่อยากหันกลับไปมองแล้วรู้สึกว่า

ตอนนั้นชีวิตตัวเองช่างน่าสงสาร

เพราะจริงๆ แล้วเงื่อนไขในการมีชีวิต

และเติบโตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน

 

ผมเติบโตมากับเงื่อนไขแบบนี้

นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมกลายเป็นผมอย่างที่คุณกำลังอ่านอยู่ตอนนี้

 

ไม่มีใครเติบโตมาแบบไม่เคยหวาดกลัว

ไม่มีใครเติบโตมาแบบที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ใจหวัง

แต่การที่เราโตมาเมื่อรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่ที่ที่เราอยากกลับไป

เราไม่มีที่ไป ในขณะที่เพื่อนทุกคนบอกว่า กลับบ้านก่อนนะ

ก็เป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง

 

เป็นความเจ็บปวดที่ที่สุดแล้ว

ผมไม่สามารถตอบได้ว่าเมื่อไหร่มันจะหายไป

 

แต่ความเจ็บปวดนั้นจะยังอยู่กับเราต่อไปไหม

เราจะรู้สึกกับบ้านได้แบบเดิมมั้ย

ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะคิดว่าเราอยากมีชีวิตต่อไปอย่างไร

เราจัดการกับความรู้สึกหน่วงๆ ลึกๆ ในใจตัวเองยังไง

แล้วสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน มันเป็นส่วนหนึ่งให้เราได้มีชีวิตต่อไปแบบที่คิดไว้มั้ย

 

ทุกคนมีวิธีหาทางออกในแบบของตัวเอง

แต่ให้แน่ใจว่า ทางออกนั้น จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีกว่าเดิม

 

นั่นทำให้ผมมองหาบ้านในความหมายของผม

หรือหาใครสักคนที่เมื่อพบแล้วทำให้เรารู้สึกเหมือนได้อยู่ในบ้านสงบๆ สักครั้ง

 

ทุกวันนี้ผมมีงานทำ ดูแลตัวเองได้ พ่อเสียไปแล้วเมื่อสองสามปีก่อน

ผมกับพี่น้อง สามารถดูแลแม่ได้โดยที่ไม่ต้องให้แกต้องไปเหนื่อยกับอะไรอีก

 

ผมมีพื้นที่ที่ผมเรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปาก

ถึงจะไม่ได้เป็นบ้านแบบอบอุ่นอย่างที่เคยคิด

แต่ผมก็ยังมีเวลาที่จะสร้างบ้านในแบบที่ผมต้องการ

 

เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว มันไม่ใช่ตอนจบหรอกครับ

เรื่องนี้มันจะยังวนเวียนอยู่ในชีวิตเราอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละ

 

จนกว่าเราจะค้นพบบ้านที่แท้จริงที่เราอยากอยู่

ซึ่งผมบอกกับตัวเองเสมอนะ

ว่าถ้าได้มีวันนั้น เราจะเป็นคนที่ทำให้บ้านนั้นน่าอยู่

ในแบบที่ไม่ว่าอยู่ไกลแค่ไหน

เราจะอยากกลับบ้านอยู่เสมอ

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก เพจบันทึกนึกขึ้นได้ ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...