โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซีพีเอฟ-TU-STCลุย"ซูเปอร์ฟู้ด" อัดวิจัยตั้งรง.อาหารสุขภาพ

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 07 มี.ค. 2562 เวลา 01.18 น.

“ซีพีเอฟ-ทียู-STC-มหากิจศิริ” ต่อยอดสินค้าโภคภัณฑ์มุ่ง “ซูเปอร์ฟู้ด” สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตอาหารแนวใหม่ ฉีกส่งออกสินค้าเกษตรพื้นฐานลงทุนตั้งศูนย์นวัตกรรม ทุ่มงานวิจัยพัฒนา ขยับสู่ตลาดพรีเมี่ยม “สถาบันอาหาร” ชี้เทรนด์ธุรกิจอาหารอนาคต 30,000 ล้านมาแรง ผู้บริโภคเปลี่ยนรักษาสุขภาพป้องกันรักษาโรค

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเข้ามาว่า ขณะนี้ผู้ผลิตอาหารและผู้ส่งออกสินค้าเกษตร-สินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น CPF-TU-STC และอีกหลายบริษัทได้เริ่มฉีกหนีการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน แต่ได้หันมาลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหารตามเทรนด์การผลิต อาหารสุขภาพ/ซูเปอร์ฟู้ด ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน

TU-CPF ลุยอาหารสุขภาพ

เจ้าตลาดทูน่ากระป๋องรายใหญ่ของโลกอย่างบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือกลุ่ม TU ได้ขยายธุรกิจด้วยการเปิดโรงงานน้ำมันทูน่า ที่ประเทศเยอรมนี โดยน้ำมันทูน่าดังกล่าวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถใช้เป็นส่วนผสมของนมผงทารก และเริ่มทำการตลาดในกลุ่มผู้ผลิตนมผงในปีนี้เป็นปีแรก คาดว่าจะมียอดขายเบื้องต้น 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีแผนจะขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านเหรียญ ในอีก 3 ปีข้างหน้า

กลุ่ม TU ได้ตั้งศูนย์นวัตกรรม GII หรือ global innovation incubator เพื่อการต่อยอดสินค้าวัตถุดิบของ TU คิดค้นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม หลังจากแนวโน้มราคาปลาทูน่ากระป๋องและผลิตภัณฑ์ต้องแข่งขันกันอย่างหนัก วัตถุดิบทูน่ามีราคาสูงขึ้น และยังต้องเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนกระทบต่อการส่งออก ทำให้ TU ต้องหันมารุกด้านนวัตกรรมอย่างหนัก ล่าสุดได้ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จัดทำ “โครงการสเปซเอฟ” เพื่อค้นหาสตาร์ตอัพด้านอาหารเพื่อมาต่อยอดทางธุรกิจ ตั้งเป้าหมายว่า ปีแรกจะมีสตาร์ตอัพอาหาร 10 กลุ่ม และทยอยเพิ่มเป็น 30-40 ราย ในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า

ขณะที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เจ้าตลาดธุรกิจ “feed farm food” ก็หันสู่ธุรกิจอาหารสุขภาพ/อาหารสำหรับผู้ป่วยเช่นกัน โดย CPF ได้ตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมอาหาร และยังร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับคนป่วย ภายใต้แบรนด์ “Smart meal” โดยใช้เทคโนโลยี retort โดย CPF ได้เปิดตัวแบรนด์ Smart นี้มาตั้งแต่ปี 2561 แต่เพิ่งเริ่มวางตลาดสินค้าสมาร์ทซุปเป็นรายการแรกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้สัดส่วนรายได้อาหารกลุ่มนี้จะยังไม่มากนัก หากเทียบกับรายได้หลักของกลุ่ม แต่ตั้งเป้าเอาไว้ว่าภายในปี 2030 ต้องพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพให้ได้ 30%

ยักษ์ข้าวแตกไลน์ใหม่

ในส่วนของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรพื้นฐานสินค้าโภคภัณฑ์อย่างข้าวได้ขยับการลงทุนเช่นกัน โดยผู้ส่งออกข้าวหลายรายได้เริ่มลงทุนฉีกหนีธุรกิจส่งออกข้าวแบบเดิมไปสู่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยกลุ่มเอเซีย โกลเด้น ไรซ์ ผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของประเทศ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรตั้งห้องปฏิบัติการ-บริการสุขภาพ-การตรวจสอบพิเศษทางด้านการแพทย์ ที่ลงไปถึงระดับเซลล์ให้กับโรงพยาบาลภายในประเทศ จากเดิมที่ต้องส่งออกไปตรวจยังห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ โดยได้เริ่มเปิดให้บริการมาระยะหนึ่งแล้ว

ด้านกลุ่มนครหลวงค้าข้าว (STC) โดยนายวิญญู พิชญ์พงศา กรรมการบริหารเครือนครหลวงค้าข้าว ซึ่งเป็นเบอร์ 2 ธุรกิจส่งออกข้าวของประเทศไทย กล่าวว่า STC ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัท วันรัต (หน่ำเซียน) จำกัด, บริษัท โตโย ไซแอนท์ จำกัด จัดตั้งบริษัท ไทย นิวทริชั่น เทคโนโลยี จำกัด เพื่อเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “อาหารสุขภาพ” จัดเป็นบริษัทแรกที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีพลังงานสูง แต่ให้โปรตีนต่ำ ภายใต้แบรนด์ “KD CARE” ขณะนี้ได้เริ่มลอนช์โปรดักต์ข้าวพร้อมรับประทาน และข้าวสารโปรตีนต่ำสำหรับผู้ป่วยไปเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ด้วยการจำหน่ายผ่านช่องทางการขายออนไลน์ แพลตฟอร์มต่าง ๆ

“ในปีแรกเราเน้นการโปรโมตสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์นี้ไปยังผู้บริโภค ควบคู่กับการวางแผนด้านการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ ด้านการผลิตถือว่าเรามีความพร้อม โรงงานมีกำลังการผลิตสูงสุด 200,000 ถ้วยต่อปี ขณะนี้กำลังขยายเร่งตลาด โดยมุ่งเจรจากับกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ร้านอาหารต่าง ๆ และธุรกิจจัดเลี้ยงในการทดลองทำการตลาด และมีแผนเตรียมลอนช์สินค้าใหม่ในงาน THAIFEX 2019 ซึ่งจะจัดราวเดือนพฤษภาคมนี้ด้วย” นายวิญญูกล่าว

โดยจุดแข็งสินค้ากลุ่มนี้จะใช้เทคโนโลยีการผลิตจากพันธมิตรญี่ปุ่น (โตโย ไซแอนท์) ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ ด้วยการนำข้าวมาผ่านกระบวนการเพื่อลดโปรตีนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต ซึ่งแน่นอนว่าจะมีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป ปัจจุบันทำเป็นแพ็กละ 3 ถ้วย สำหรับรับประทาน 1 วัน ราคา 200 บาท

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัดส่วนการผลิตสินค้านวัตกรรมสุขภาพจะยังมีมูลค่าไม่มากนัก หากเทียบกับสัดส่วนธุรกิจส่งออกข้าว ซึ่งเป็นธุรกิจหลักสัดส่วน 85% ของเครือ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท แต่แนวโน้มสินค้านวัตกรรมในลักษณะนี้มีโอกาสที่จะขยายตัวไปได้อีกมาก

สารสกัดลำไย P80 

ขณะที่ นายอำนาจ กิตติกรัยฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด ผู้ผลิตน้ำลำไยเข้มข้นพร้อมดื่มรายใหญ่ของไทย แบรนด์ “P80” ซึ่งมีตระกูลมหากิจศิริเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทเตรียมลงทุนอีกประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำลำไยเข้มข้น จากโรงงานที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยจะรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกร 30,000 ตันในปีนี้ จากปีที่ผ่านมารับซื้อ 10,000 ตัน รวมทั้งนำสารสกัดจากน้ำลำไยเข้มข้นไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ประเภทเครื่องดื่มอีกประมาณ 3-4 รายการ

นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทจะลงทุนอีก 30-40 ล้านบาท ในการตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากปัจจุบันที่ร่วมกันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหลัก และได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนผลิตน้ำลำไยเข้มข้น จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อีก 4 แห่งใน 5 จังหวัด (จันทบุรี-สระแก้ว-เชียงราย-เชียงใหม่-พะเยา) กำลังการผลิตสามารถสกัดลำไยสดได้แห่งละ 30,000 ตัน รวม 120,000 ตัน ซึ่งจะทยอยลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งละประมาณ 500 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนทั้งหมด 2,000 ล้านบาท

อาหารซูเปอร์ฟู้ด 30,000 ล้าน

ด้านนายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กระแสผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเลือกอาหารที่รับประทานแล้วป้องกันหรือรักษา-บรรเทาอาการของโรคได้ หรือมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารที่มีการต่อยอดพัฒนานวัตกรรม หรือที่เรียกว่าฟิวเจอร์ฟู้ด ขยายตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สัดส่วนอาหารกลุ่มนี้ยังมีไม่มากนัก หากเทียบกับการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีสัดส่วน 53% ของมูลค่าการส่งออกอาหารแต่ละปี 1.03 ล้านล้านบาท หรือราว 545,900 ล้านบาท ส่วนอีก 47% เป็นกลุ่มอาหารที่พร้อมทาน (ready to eat) หรือราว 484,100 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มซูเปอร์ฟู้ดจะแฝงอยู่ในกลุ่มนี้ มีสัดส่วนเพียง 6-7% หรือประมาณ 29,000-30,000 ล้านบาท แต่ยังมีการขยายตัวในระดับที่ดีต่อเนื่อง

ทั้งนี้ อาหารอนาคต หรือ future food/super food แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ อาหารเกษตรอินทรีย์ (organic foods), อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ (functional foods and frink), อาหารทางการแพทย์ (medical foods) และอาหารกลุ่มที่ผลิตขึ้นมาใหม่ทางนวัตกรรม (novel foods)

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...