โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Brandless ของใช้ไร้แบรนด์แต่แทนได้ทุกอย่าง

The MATTER

อัพเดต 17 ส.ค. 2561 เวลา 07.18 น. • เผยแพร่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 07.01 น. • Start It Up!

เช้าวันหนึ่งระหว่างที่ยืนเลือกยาสีฟันในร้านสะดวกซื้อ กล่องสีเขียวและกล่องสีขาวที่อยู่ในมือ หลังจากอ่านสรรพคุณต่างๆ เปรียบเทียบกัน ทั้งทำให้ฟันขาว เหงือกแข็งแรง ผงถ่านดูดซับกลิ่น กลิ่นเลมอนมะนาวหอมสดชื่น ยิ้มสวยใส ฯลฯ ระหว่างที่ตัดสินใจก็เหลือบไปเห็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่บอกว่า หอมยาวนานตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ฟันไม่เสียว…ก็เริ่มลังเลเอาไงดี ถึงตอนนั้นก็เริ่มคิดว่าทำไมไม่เอามารวมๆกันแล้วทำเป็นหลอดเดียวจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาชีวิตไปเกือบสิบนาที ซึ่งนี่คืออเหตุผลหนึ่งที่ Brandless สตาร์ทอัพที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์กำลังทำอยู่ พวกเขาเป็นร้านขายของที่ไม่มีแบรนด์ มีสินค้าแต่ละประเภทเพียงอย่างเดียว แปรงสีฟันแบบเดียว กระดาษทิชชู่แบบเดียว และแน่นอนยาสีฟันแบบเดียว

Brandless เป็นบริษัทที่ไม่ธรรมดา พวกเขาเป็นผู้จัดหาอาหาร เครื่องสำอางค์ สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน แม้กระทั่งอุปกรณ์สำนักงาน ส่งตรงถึงมือลูกค้าที่บ้าน พวกเขายังบอกอีกว่าทุกไอเทมที่ขายนั้นเป็นสินค้าที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีการผลิตจากพืช GMO ทั้งยังมีระบบการซื้อขายแบบ fair-trade ถูกหลักการอาหารโคเชอร์ (Kosher) กลูเตนฟรี ซึ่งส่วนมากเป็นออแกนิค ถ้าเป็นพวกสารเคมีทำความสะอาดก็มีการรับรองจาก EPA (สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม) ว่าเป็น 'ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า' และที่สำคัญทุกอย่างในร้านขายราคาเดียวคือ $3 (ประมาณ 100 บาท) โดย​ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Tina Sharkey กล่าวว่าไอเดียของบริษัทคือการกระจายสินค้าที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เธอเชื่อว่า Brandless นั้นมอบทางเลือกให้กับผู้คนที่ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดเรื่องอาหาร ไม่ว่าจะด้วยความเชื่อ ศาสนา หรือแม้แต่ความชอบส่วนตัวให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

Brandless Inc. ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Muji แบรนด์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ทุกอย่างเรียบง่ายและเรียบหรู มีสินค้าอยู่บนเว็บไซต์ให้เลือกประมาณ 300 อย่าง โดยส่วนมากเป็นสินค้าที่ใช้ภายในบ้าน มีการออกแบบแพคเกจอย่างง่ายๆ แต่สินค้าข้างในนั้นค่อนข้างพรีเมี่ยมเลยทีเดียว (ซอสพาสต้าออแกนิค, สบู่ล้างจานแบบไร้สารพิษ, มันฝรั่งทอดไร้กลูเตน) แต่ราคากลับถูกกว่าสินค้าที่คล้ายคลึงกันที่ขายบนเว็บไซต์ของ Amazon และที่อื่นๆ อย่างออแกนิคเมเปิลไซรัปจาก ​Walmart ขวดละ $5.98 กระดาษทิชชู่ที่ไม่ได้ทำจากต้นไม้แพ็ค 12 ม้วนจาก ​Amazon แพ็คละ $14.99 (แต่ของ Brandless เป็นแพ็ค 6 ม้วน)

การเปิดศึกแข่งขันราคากับยักษ์ใหญ่ในตลาดเหมือนเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนั้น รวมไปถึง Masayoshi Son (CEO ของบริษัท ​Softbank ของญี่ปุ่น) ที่มีคนเรียกกันว่าพ่อมดนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่แห่งญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่เคยเกรงกลัวที่จะลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเอง แถมคนส่วนใหญ่มักบอกว่าถ้า Son ลงทุนกับธุรกิจไหน แปลว่าควรจับตามองสิ่งนั้น

Brandless นำเสนอไอเดียของบริษัทกับ Son ในวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา บอกว่าทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะ ตั้งแต่น้ำมันมะกอกออแกนิค ไปจนกระทั่งที่ดัดขนตาคาร์บอนไฟเบอร์นั้นสามารถซื้อได้ด้วยเงินเพียง $3 เท่านั้น เพราะพวกเขานั้นมีให้เลือกแบรนด์เดียวแค่เท่านั้น และไอเดียง่ายๆ นั้นก็เพียงพอที่จะโน้มน้าวพ่อมดนักลงทุนคนนี้ให้วางเงินทุนก้อนใหญ่ถึง 240 ล้านเหรียญ (7.7 พันล้านบาท) ในบริษัทไร้แบรนด์แห่งนี้เพื่อต่อสู้กับ Amazon หรือใครก็ตามที่อยู่ในสนามแข่งขัน Tina Sharkey บอกว่าเธอไม่ได้เห็น Amazon เป็นคู่แข่งอย่างเต็มตัว เพราะ Amazon นั้นเป็นร้านค้าที่มีทุกอย่าง แต่เราคือร้านค้าที่มีแต่สินค้าที่คัดสรรแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น

นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับ Sharkey ที่ใส่ใจในรายละเอียดและความต้องการของลูกค้าเป็นอันดับแรก เธอพูดถึงกลุ่มลูกค้าของเธอว่าก่อนหน้านี้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสินค้าที่ไร้กลูเตนและออแกนิคได้มาก่อน เพราะราคาป้ายที่ค่อนข้างสูง บางคนก็ต้องขับรถไกลเพื่อไปหาร้านที่มีขายสินค้าเหล่านี้โดยเฉพาะ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสินค้าเหล่านี้มีขายด้วย อย่างเช่นกระดาษทิชชู่ที่ไม่ได้ทำมาจากต้นไม้ (ผลิตจากอ้อยและใบย่านาง) และเธอยังอธิบายต่อด้วยว่าอยากให้ Brandless นั้นเข้าถึงคนอเมริกันทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มคนร่ำรวยที่อยู่ตามชายขอบของประเทศ เพราะสินค้าเหล่านี้มีคุณภาพและทุกคนสามารถเข้าถึงมันอย่างเท่าเทียมกัน ตั้งแต่เมเปิลไซรัปไปจนกระทั่งยาสีฟันไร้ฟลูโอไรด์

Sharkey ไม่ค่อยได้พูดถึงในส่วนของรายได้ จำนวนลูกค้า หรือการเติบโตของบริษัทเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจได้ว่านี่ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของบริษัทและก็คงยากที่จะเก็บสถิติเหล่านี้อวดชาวโลกได้ แต่สิ่งที่เธอชอบเน้นย้ำคือส่วนลดหรือการประหยัดเงินถึงเกือบ 70% ระหว่างสินค้าของ Brandless และแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ถ้าเทียบคุณภาพที่ใกล้เคียงกันตามชั้นวางของที่ห้างต่างๆ

Brandless เรียกส่วนต่างนี้ว่า 'brand tax' หรือ 'ภาษีแบรนด์' และจดทะเบียนคำศัพท์นี้ไว้อีกด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ Sharkey บอกในการสัมภาษณ์คือ Brandless นั้นไม่ได้เพียงแค่ขายสินค้าที่มีคุณภาพดีในราคาไม่แรงให้กับลูกค้าเท่านั้น พวกเขายังร่วมมือกับองค์กรการกุศลอย่าง Feeding America องค์กรที่จัดหาอาหารให้กับผู้หิวโหยกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ และตอนที่ลูกค้ากด 'Check Out' พวกเขาก็จะได้รับข้อความว่าเพิ่งซื้อข้าวให้ใครบางคนไปเมื่อกี้ แม้ว่าถ้าลองไปอ่านแบบละเอียดบนเว็บไซต์การบริจาคครั้งหนึ่งก็จะประมาณ $0.09 เซน (ประมาณ 3 บาท) แม้จะไม่มากในแต่ละครั้ง แต่ถ้าได้ออเดอร์เยอะๆ รวมกันมันก็มากพอสมควร

Brandless ยังไม่หยุดแค่นั้น บริษัทพยายามเพิ่มเติมเรื่องราวด้านบวกของบริษัทให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างตอนนี้มี Brandless Life ที่โฟกัสในเรื่องการสร้างคอนเทนต์ที่ใช้สินค้าของเขาในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น 'Beyond Pancakes: 9 Ways to Cook with Maple Syrup' หรือ 'The Brandless Guide to Dorm Essentials' แน่นอนว่านอกจากคอนเทนต์เหล่านี้จะให้ข้อมูลที่น่าสนใจแล้ว เป้าหมายอีกอย่างคือการขายสินค้าที่มีอยู่ และถึงแม้ว่ายังอยู่ในช่วง Beta พวกเขาก็ทำออกมาได้ดีมากเลยทีเดียว

ตอนนี้ Sharkey ได้อธิบายต่อว่า บริษัทเริ่มทำการเก็บข้อมูลของลูกค้าบ้างแล้วสำหรับใช้ในการขยายของธุรกิจ ทั้งสิ่งที่ดึงดูดลูกค้า ความถี่ในการกลับมาใช้งานของลูกค้า และอะไรที่ผลักดันให้พวกเขาลองสิ่งใหม่ๆ หรือซื้อของเดิมๆ ซ้ำต่อไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็นสินค้าประเภทขนม คนก็จะซื้อแล้วก็เอาไปแชร์กันต่อ การแชร์เหล่านี้ก็จะก่อให้เกิดการพูดถึงในกลุ่มเพื่อนและก็มีการซื้อเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นสินค้าอย่างน้ำยาบ้วนปาก มันก็คงเป็นเรื่องยากที่คุณจะพูดถึงสินค้าตัวนี้แม้ราคามันจะถูกเพียงแค่ $3 เหรียญก็ตามที ซึ่งก็เป็นที่มาของ Brandless Life ที่คอยสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล่านั้นในทางใหม่ๆ เช่น รู้รึเปล่าว่าคุณสามารถล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำยาบ้วนปากนะ? ลองมาดูกัน และคนก็จะเริ่มบอกต่อกันจากคอนเทนต์เหล่านี้มากกว่า

แน่นอนว่าความสำเร็จของ Brandless นั้นอยู่ที่คุณภาพของสินค้าที่ไร้แบรนด์เหล่านั้นและจำนวนคนที่พวกเขาสามารถดึงดูดให้มาใช้สินค้าของพวกเขาได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะช่วยสังคมในการบริจาคเงินเพื่อผู้หิวโหย การสร้างคอนเทนต์ให้คนอ่านเพื่อความสนุก หรือความใส่ใจต้องการให้ลูกค้านั้นได้สินค้าคุณภาพดี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสินค้าของพวกเขาต้องอร่อยและใช้งานได้จริงไม่แพ้แบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ในตลาดถ้าเทียบกันโดยตรง

Jeff Housenbold หนึ่งในที่ปรึกษาของ Masayoshi Son บอกว่าการใช้ข้อมูลของลูกค้าและการสร้างกระแสของสินค้าที่ดูธรรมดาๆ ให้ดูน่าสนใจของ Brandless ทำให้บริษัทนี้เป็นที่สนใจ แม้ว่า Softbank ถือหุ้นส่วนในบริษัท e-commerce ในต่างประเทศอยู่แล้วอย่าง Flipkart.com ในประเทศอินเดียและ 1/3 ของ Alibaba.com และอีกแห่งหนึ่งเป็นผู้จำหน่ายเสื้อผ้าแนวกีฬาอย่าง Fanatics Inc. บริษัท Brandless เป็นเพียง 1 ใน 2 ของบริษัทในประเทศอเมริกา

แม้ว่ารีวิวของ Brandless นั้นจะไม่ได้ดีเสมอไป ซึ่งก็ดูเหมือนกับสินค้าจากร้านทั่วไปที่มีลูกค้าหลากหลาย ความชื่นชอบต่างกัน นานาจิตตังกันไป อย่างบางคนบอกว่าคุ้กกี้หวานไป บ้างก็บอกกรอบไปแล้วแตกง่ายไปหน่อย หรือบางคนก็บอกว่าเนยถั่วรสชาติจืดๆ สู้ของเจ้าอื่นไม่ได้ แต่บางคนก็ชอบและก็ซื้ออีกเรื่อยๆ และลองของใหม่ไปด้วยในเวลาเดียวกัน อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จคือปริมาณการขาย เพราะสินค้าเหล่านี้ล้วนราคาถูก จึงมีกำไรที่น้อยกว่าปกติ เพราะฉะนั้นลูกค้าประจำและจำนวนที่ขายจึงเป็นคีย์ที่จะทำให้บริษัทรอดหรือตายในอนาคต

แต่ Brandless ในเวลานี้ก็อยู่ในจุดที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเมื่อทีทางเลือก คนก็เริ่มเปรียบเทียบกับของเดิม แม้ว่าบริษัทมูลค่าเหรียญสามหมื่นล้านบาทอย่าง Amazon จะมีสินค้าทุกอย่างที่คุณต้องการ แต่ก็ไม่ได้หมายความพวกเขาต้องซื้อจาก Amazon ที่ราคาแพงกว่าอีกต่อไป แถมในอนาคต Sharkey กำลังหาลู่ทางในการร่วมมือกับบริษัทขนส่งและฟาร์มผักแบบแนวตั้งเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในอนาคตด้วย

สุดท้ายแล้ว เงินทุน 7 พันกว่าล้านบาทที่ Softbank โยนให้ Brandless จะสามารถทำให้พวกเขาอยู่ไปได้อีกพักใหญ่ๆ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือสร้างฐานลูกค้าประจำที่รักแบรนด์ที่ไร้แบรนด์แห่งนี้ ถ้าต้องการต่อกรกับ Amazon หรือร้านค้าออนไลน์อื่นๆในศึกการขายสินค้าออนไลน์ครั้งนี้

ป.ล.ในไทยยังไม่มีสินค้าของพวกเขานะครับ ตอนนี้ยังส่งแค่ในอเมริกา แต่อีกไม่นาน Brandless มีแผนการที่ขยายตลาดมาสู่เอเชียด้วยเช่นเดียวกัน

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...