เพราะ ‘เรา’ เลือกรัก: สะกิดใจตึง ๆ ขึงเส้นด้ายความเจ็บปวดใน The Perks of Being a Wallflower - เพจ CINEFLECTIONS
จำครั้งแรกที่คุณมองตาเขาได้ไหม
คนที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณโดยไม่รู้ตัว คนที่เหมือนเฉดสีแรกแต้มผ้าขาวของประสบการณ์แอบรัก คนที่เราพร้อมมอบใจให้อย่างง่ายดาย ไร้เงื่อนไข และโดยไม่คำนึงถึงข้อพึงระวังของผลกระทบใดๆที่อาจตามมา
สุดท้ายชีวิตเราก็มักโคจรกลับมาเรื่องเดิม ความรัก ความผิดหวัง ความโกรธเกรี้ยวและหงุดหงิดที่บางสิ่งไม่ได้เป็นดังหวัง ความเศร้าและเหงาแสนว่างเปล่าในความคิดเมื่ออยู่กับตัวเองคนเดียวในเมืองใหญ่
แต่สิ่งหนึ่งที่จะคงอยู่เพราะเกิดขึ้นครั้งเดียวและครั้งเดียวที่จะไม่ซ้ำรอยอีกคือความทรงจำสมัยมัธยม แรกเริ่มดั้งเดิมก่อนชีวิตจะรู้จักคำว่า ‘อีกแล้วหรอ’ ในความรู้สึกที่กลับมากระแทกใจซ้ำๆ
หนุ่มน้อยชาร์ลี (Logan Lerman โลแกน เลอร์แมน) ใน The Perks of Being a Wallflower (2012) เงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่สาวอย่าง แซม (Emma Watson เอมม่า วัตสันในบทบาทที่คนเคยวิจารณ์สำเนียงอเมริกันของเธอมากมาย) เป็นครั้งแรกที่เกมอเมริกันฟุตบอลกลางแจ้ง
หนังจงใจถ่ายตัวแซมในฉากเปิดตัวเธอเสมือน ‘นางฟ้า’ ที่ปรากฎตัวในชีวิตของชาร์ลี ร่างเธอมีแสงจากไฟรอบๆแสตนด์เชียร์สร้างกรอบล้อมรอบไว้ ดูโดดเด่นในคืนมืด เธอยังทำตัวเอะอะ คุยกับแพทริค (Ezra Miller เอซรา มิลเลอร์ น้องชายคนละแม่ของแซม) ตามปกติ แต่ชาร์ลีกลับมองสาวผู้ช่างมีชีวิตชีวาต่อหน้าเขาราวต้องมนต์
ชาร์ลีนับถอยหลังวันที่เหลือในชีวิตมัธยมปลายจากวันแรก เราเองก็จำโมเม้นต์ที่ครูสอนภาษาอังกฤษตอนมัธยมต้นนับถอยหลังอีกสองพันกว่าวันที่เหลือในชีวิตมัธยม ที่ผ่านไปเร็วกว่าที่คิด จนแทบไม่ต้องมาหยุดนับแต่ละวันเลย
เรามักคิดทึกทักไปเองกับการวาดฝันถึงคนที่แอบชอบ แต่งเติมความเป็นเขาจากชิ้นส่วนเล็กน้อยของเขาที่เราคิดว่าเรารู้จัก ตัวตนจริงๆของเขาเป็นอย่างไรเราก็ไม่รู้
ในวันแรกๆ ที่รู้จักแซม ชาร์ลีชื่นชมและชอบเธอ โดยเปิดใจกว้างกับอดีตสีด่างของเธอ “I’d hate for her to judge me based on what I used to be - ผมก็คงไม่ชอบถ้าเธอตัดสินผมจากคนที่เคยเป็น” รู้สึกกับเธออย่างคนที่เธอเป็นในตอนนี้ และไม่ใช่แซมในปีหนึ่งคนที่เขาลือกันว่าถูกรุ่นพี่มอมเหล้า
แต่กว่าเธอจะเป็นเธอในปัจจุบันของชาร์ลี กว่าคนที่เราชอบจะเป็นเขาในวันที่เรารู้จักเขา เขาเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปมากแค่ไหน เพราะอดีตที่เคยเป็นมา ถึง(อาจ)จะไม่ได้เป็นคนอย่างนั้นแล้วก็ตาม เราไม่อาจรู้ได้เช่นกัน
กว่าชาร์ลีจะรู้ความจริง ถึง ‘ความแตกหัก’ ถึง ‘ปม’ ในใจของแซม เธอก็เกือบจะย้ายออกไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว
“Don’t make yourself small - อย่าดูถูกตัวเอง” แพทริคพูดประโยคนี้กับอลิซและแมรี่ อลิซาเบธ เพื่อนๆในกลุ่มของเขา ในฉากปาร์ตี้ครั้งหนึ่งที่ชาร์ลีก็อยู่ด้วย หนังค่อยๆเปิดเผย ‘ความจริง’ ของแซมว่าเด็กสาวคนนี้ซัดเซผ่านมรสุมความรักกับผู้ชายเหลวแหลกคนแล้วคนเล่า ด้วยการเลือกและตัดสินใจของเธอเอง
แน่นอนว่าในฐานะคนใกล้ชิดในครอบครัว แพทริคเป็นห่วงพี่สาวของเขา และบ่นกับเพื่อนว่าเขาเคยบอกเธอแล้วเธอเหมาะกับคนที่ดีกว่านั้น หาคนได้ดีกว่านั้น แล้าเธอก็จะลงเอยกับ ‘ไอ้งั่งนั่น’ ทุกครั้ง รวมถึงคนที่กำลังเต้นรำกับเธอที่ปาร์ตี้นั้นด้วย
ความเจ็บปวดที่ต้องเฝ้าดูคนที่เรารักเลือกรักคนที่เรารู้ว่า ‘ไม่ดี’ หรือ ‘ไม่เหมาะ’ สำหรับเขา ยากที่จะอธิบายเป็นคำได้ หัวใจนั้นตึงนิดๆ เหมือนยาชากำลังออกฤทธิ์ช้าๆ กำลังกระจายไปทั่ว ระหว่างเราพยายามจะเอื้อมมือไปช่วยเงาที่เคลื่อนออกไปไกลขึ้นทุกที
เป็นความรู้สึก ‘เดิมๆ’ แสนจะซ้ำซาก สุด cliche ใช่ไหมละ
ความรู้สึกที่เราระลึกได้พร้อมๆ กับชาร์ลีผู้ประสบมันครั้งแรก
หนึ่งในความคลาสสิกของ The Perks of Being a Wallflower ที่ขึ้นหิ้งหนังและนิยายเยาวชน cliche ฉบับวัยรุ่นของอเมริกาไปแล้วคือ การเล่าเหตุการณ์ในวัยมัธยมปลายผ่านสายตาของเด็กหนุ่มเรียบๆขึ้อายและกระวนกระวายในการเข้าสังคม (socially anxious) คนหนึ่งในสไตล์บุคคลที่หนึ่ง first person เป็นกันเองจนกระตุ้นให้คนอ่านและผู้ชมย้อนอดีต นึกถึง ‘สิ่งที่ผ่านแล้วมา’ ในขณะที่คนๆหนึ่งกำลังพยายามเข้าใจและเพิ่งเรียนรู้ ‘เรื่อง(ที่จะกลายเป็นสิ่ง)เดิมๆ’ ของชีวิต
“Why do you think nice people choose the wrong people to date? ทำไมคนดีๆถึงเลือกเดทคนผิดละครับครู” ชาร์ลีถามครูสอนภาษาอังกฤษก่อนออกจากห้องในวันหนึ่ง ความคิดหนักอึ้งด้วยเรื่องของแซมและแคนดิซ (Nina Dobrev นิน่า โดเบรฟ) พี่สาวของเขาผู้เลือกอยู่กับแฟนที่กล้าลงไม้ลงมือตบหน้าเธออย่าง ‘เดเรกหางม้า - Ponytail Derek’
ง่ายที่จะตั้งคำถามเมื่อมองจากมุมคนนอก ง่ายที่จะอยากจับเหตุการณ์มาเรียบเรียงเปลี่ยนแปลงเอาเอง เมื่อเราไม่ใช่เขา
ในสถานการณ์นี้ เรารู้สึกถึงความรู้สึกของเราดีที่สุด และหลายคนอาจกล่าวหาได้ว่าการที่ ‘อยากเข้าไปยุ่ง’ หรือการพยายามห้ามอีกฝ่าย รู้สึกแย่แทนอีกฝ่าย เป็นเพราะเราไม่สนับสนุนหรือให้เกียรติความรักของเขา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว (สำหรับเราคนหนึ่ง และคิดว่าชาร์ลีคงเป็นอย่างเดียวกัน) เราให้เกียรติความรักของเขา และนับถือในฐานะที่ความรักและความรู้สึกของทุกคน ‘มีเหตุผล - valid’ ในแบบของเขาพอๆกับในแบบของเรา
ซึ่ง ‘ความมีเหตุผลในแบบของเขา’ คือสิ่งที่เราและชาร์ลีเป็นห่วงนั่นเอง
“We accept the love we think we deserve - เราต่างรักคนที่เราคิดว่าเราคู่ควร” ครูแอนเดอร์สันตอบชาร์ลี
เคยมีคนตั้งคำถามกับเราว่า ทำไมรักจริงจังครั้งแรกของเขาถึงโหดร้าย รักที่ฝังใจ ความรู้สึกอะไรที่เขาบอกว่าเก็บล็อคไว้ดีแล้ว แต่ยังสงสัยเก็บกุมไว้ไม่หาย
หากก่อนที่เราจะตั้งคำถามเรื่องความรัก ก่อนที่เราโทษโชคชะตา ก่อนที่เราจะโทษตัวเองที่มองกลับไปว่า ‘เลือกคนผิด’ ลองมองย้อนกลับไปที่ ‘จุดนั้น’ เสียก่อน
มองตัวเอง มองสถานการณ์ มองเหตุการณ์รอบตัว มองความกดดันในขณะนั้น มองความขึ้นลงของกราฟชีวิต สุขภาพของหัวใจที่เคยคิดว่ารู้สึกอะไรมาก่อนหน้า มองอดีตและเหตุการณ์ก่อนหน้าที่พาคุณมาถึงเขาคนนั้น
อะไรก็ไม่ใช่ความผิดคุณเหมือนที่แซมไม่ผิดที่เลือกรักล่มๆเรื่อยมา เหมือนแคนเดซไม่ผิดที่เลือกรักหนุ่มที่ดูแลเธอไม่ได้เรื่อง
ไม่มีใครผิด เพราะตอนนั้น ณ ช่วงเวลานั้น เรามีเหตุผลของเราที่จะเลือกตัดสินใจเช่นนั้น
เป็นการรับมือของเราต่อ ‘ชีวิต’ เพราะเราคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ในก้าวนั้น
และคนเรา ก็ไม่ผิดที่จะเลือก ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ ให้กับตัวเอง ไม่ใช่หรือ
เพียงทว่าอาจเป็น ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ ในมุมมองของเราคนเดียว
“Can we make them see that they deserve better? - แล้วเราทำให้เขารู้ได้ไหมว่าเขาเหมาะกับอะไรดีกว่านั้น” ชาร์ลีถามต่อ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเลือกเอง ด้วยเป็นผลพวงจากสิ่งรอบกาย เราเองก็ต้องเป็นฝ่ายช่วยแก้ พยายามแก้ ถ้ายังแก้ได้ และถ้าเขายอมให้เราช่วยแก้
เราทำได้เพียงเท่านี้
“We can try - เราลองได้นะ” ครูแอนเดอร์สันกล่าว
หนึ่งในนิยายนอกเวลาที่ชาร์ลีอ่านกับครูแอนเดอร์สันคือนิยายยอดฮิตของเด็กม.3 อเมริกา (เราเองก็เรียนเล่มนี้ในตอนนั้นพอดี) - The Great Gatsby โดยนักเขียนที่สำนวนสวยที่สุดในวงการนักเขียนอเมริกันคนหนึ่ง - F. Scott Fitzgerald เอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัล นิยายของเขาเปี่ยมด้วยแสงสี เสียงเพลงในยุค 1920’s ความรักเหงาเศร้าของหนุ่มสาว และเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก
ตัวเอกอย่างแกตส์บี้ เฝ้ามอง และหลงรักนางเอกสาวสวยประจำเมืองอย่างเดซี่มาตลอด แม้กระทั่งเมื่อเจอเธอตอนแต่งงานแล้วกับเศรษฐีอย่างทอม แกตส์บี้เคยเป็นทหารต้อยต่ำก่อนจะผันตัวมาเป็นนักธุรกิจร่ำรวยและลึกลับเพื่อที่จะคู่ควรกับเดซี่ หากสุดท้าย เขาก็พบว่าเดซี่ไม่ต่างอะไรจากสามีของเธอ เป็นคุณนายแต่เปลือก ที่หลงรักของสวยงามและหลบหนีไปพร้อมสามี ทิ้งร่องรอยความยุ่งเหยิงที่ก่อไว้เบื้องหลัง
สุดท้าย ‘ภาพลวงตา’ ที่มีผู้ชมและชาร์ลีอาจมีต่อแซมก็สลายไป เหมือนที่แกตส์บี้พบ ‘ตัวตน’ ของเดซี่
ในคืนวันฉลองคริสมาสต์ แซมรำพึงกับชาร์ลีว่า: “Why do I and the people I love pick people who treat us like nothing? - ทำไมฉันและคนที่ฉันรักชอบเลือกคนที่ทำเหมือนเราไม่มีค่า?” ซึ่งชาร์ลีได้แต่ตอบด้วยประโยคอมตะของครูแอนเดอร์สัน
… เพราะเราเลือกที่จะรักเขาเอง
คำคมหนึ่งที่เราชอบมากๆ จาก เพราะความ ‘เรียล’ คือ “The heart never learns. It keeps coming back to the same songs - หัวใจไม่เคยจำ มักวนกลับมาเพลงเดิมซ้ำๆ” (Zeina Hashem Beck ไซนา ฮาเชม เบค) ใจคนเรามัก ‘แพ้’ ต่ออะไรเดิมๆ ซ้ำๆ อย่างยากที่จะอธิบายได้ และสำหรับ ‘คนนอก’ อย่างเราและชาร์ลี การเฝ้ามองคนที่เรารักเจ็บปวด โดยทำอะไรไม่ได้ และห่วงเขาอยู่ตลอดเวลา เท่ากับความเจ็บปวดสองเท่า เกือบจะเป็นความเจ็บปวดเหลือทน (worst kind of pain imaginable) ได้ซ้ำ
เรามองไม่เห็นขอบเขตหรอกเวลาอยู่ในห้วงรัก รักทำให้เราระบายสีนอกกรอบ วนเวียนอยู่จุดเดิมๆ แม้คนอื่นจะตะโกนและผลักดันให้ออกมา แต่การที่เรา(ทน)อยู่ตรงนั้น เพราะรัก ไม่ใช่อะไรที่จะนำมาเพ้อถึง คิดว่าเป็นการเสียสละเพื่อรักที่แสนโรแมนติกหนักหนา ไม่ใช่อะไรที่ ‘พยายามดีที่สุด’ แล้วจะได้รักษาความสัมพันธ์ที่คนอื่นก็มองว่าทำร้ายทั้งเราและเขาเอง
“Why can’t you save anybody? - ทำไมเราช่วยใครไม่ได้เลย!” ชาร์ลีเอ่ยอย่างเหลืออดในค่อนหลังของหนัง เมื่อมองเห็นว่าคนที่เขารักกำลังเริ่มตามรอยแบบเดิมของตัวเอง
บางครั้ง คนบางคนไม่ต้องการให้ถูกช่วย ไม่ต้องการให้ ‘พาหลีกหนี’ จากสิ่งที่เป็นอยู่ และเพียงต้องการอยู่กับคนที่รับเขาได้อย่างที่เขาเป็น เช่นชาร์ลีที่คงความรู้สึกรักและเป็นห่วงแซม ทั้งที่เธอไม่เพอร์เฟคอะไร โดยไม่พยายาม ‘ช่วย’ เธอ แต่บอกรักเธอ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีค่าอย่างที่เป็น แต่เส้นทางความรักและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังเพิ่งเริ่มต้น การดูแล อยู่ข้างอีกคนที่ต้องพึ่งพิงเราจะเรียกร้องพลังงานจากเรา อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน พลังงาน ที่คงไม่รู้ว่ามีเก็บไว้ถ้าไม่ใช่เพราะความรัก พลังงานที่เราต้องมีให้อีกฝ่ายแม้วันที่เขาไม่รักตัวเองหรือจมปลักอยู่ในความมืด
พลังงาน ที่ไม่ใช่ทุกคนจะหยิบยื่นให้ได้ตลอด
สุดท้ายแล้วคนที่จะ ‘ช่วย’ ดึงคนที่เรารักออกมาจากจุดนั้นได้ดีที่สุดคือเขาเอง โดยอาศัยกำลังใจจากเรา
และคุณ คุณนั่นละ ที่อ่านบทความนี้อยู่ คุณคู่ควรกับความรักที่จะดูแลคุณอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ - a love that treats you in the best way possible และเมื่อพบความรักนั้นแล้ว ก็ย่อมต้องให้เกียรติทั้งตัวเองและอีกฝ่ายในความสัมพันธ์ด้วย
ความอัจฉริยะของ Stephen Chbosky สตีเฟ่น เชอบอสกี้ ผู้เขียนนิยาย The Perks of Being a Wallflower และกำกับเวอร์ชั่นหนังด้วยตัวเอง คือประโยคในนิยายที่ว่า “I guess what I’m saying is that this all feels very familiar. But it’s not mine to be familiar about. I just know that another kid has felt this. สิ่งที่ผมกำลังพูดคงคุ้นหูมาก แต่ไม่ใช่อะไรที่ผมจะคุ้นหู ผมแค่รู้ว่าเด็กอีกคนก็เคยรู้สึกแบบนี้”
งานเขียนของเรา ถ้อยคำของเรา ถึงจะมาจากประสบการณ์และความทรงจำที่ผ่านมา คงคุ้นหูหลายคน แต่เพราะต่างคนต่างมีมุมมองและความทรงจำในแบบของตัวเอง ‘เรื่องเดิมๆ’ จึงเป็น ‘ของคุณ’ มากกว่า ‘ของเรา’ ที่จะรู้สึกและเป็นเจ้าของ
จะมีแต่ ‘ความรู้สึก’ ที่ ‘เคยรู้สึก’ เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่าง ‘คุณ’ กับ ‘เรา’ เท่านั้น
ใครคิดถึง The Perks of Being a Wallflower ทาง House Samyan ได้นำกลับมาฉายในโปรแกรม Film Buffet ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ค่ะ :)
ติดตามบทความจากเพจ CINEFLECTIONS ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์ 2 และ 4 ของเดือน