โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อย่าห่วงแค่ส่งออกหลังโควิด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ย 2564 เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2564 เวลา 10.18 น.

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ กษมา ประชาชาติ

 

แม้ว่าภาพรวมการส่งออกของไทยเดือนกรกฎาคม 2564 มูลค่า 22,650.83 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังขยายตัว 20.27% ส่งผลให้ส่งออกสะสม 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) 2564 มีมูลค่า 154,985.48 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16.20% สูงกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้ที่ 4%

โดยการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม รวมถึงตลาดสำคัญของไทยขยายตัวเกือบทั้งหมด

ทั้งยังมีปัจจัยเกื้อหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ สหรัฐ สหภาพยุโรป จีน และตัวเลขดัชนี PMI หรือการใช้ global manufacturing การจัดซื้อของโลกเดือนนี้มีตัวเลขที่เกินกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ก.ค.อยู่ที่ 54 และเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง และราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวดีขึ้น

แต่ทว่า “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังยอมรับว่า “ห่วง” ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดที่ขยายวงกว้างในกลุ่มโรงงานและภาคการผลิต ว่าอาจมีผลต่อตัวเลขส่งออกนับตั้งแต่ช่วงปลายกรกฎาคมเป็นต้นไป ไปถึงสิงหาคม และกันยายนซึ่งเป็นช่วงที่เราเริ่มล็อกดาวน์ โรงงานต้องปิด ทำให้ไม่สามารถผลิตและส่งออกได้ต่อเนื่อง

“กระทรวงพาณิชย์จึงยังคงเป้าหมายการส่งออกว่าจะเติบโตที่ 4% พร้อมย้ำว่าการดูแลภาคการผลิตเป็นสิ่งสำคัญต่อการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

ในฝั่งโรงงานผลิตเอง ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ออกมายอมรับว่า การควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรงงานด้วยวิธีการตามมาตรการ “factory sandbox” ที่รัฐกำหนดนั้น ถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละมาตรการมีข้อจำกัดและส่งผลต่อภาคเอกชนในระดับต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น หากดำเนินการตรวจ RT-PCR 100% แยกผู้ป่วย รักษาได้ทันที เป็นเรื่องยากหากเป็นโรงงานที่พนักงานมีจำนวนมาก การตรวจวิธีนี้ใช้เวลานาน และหาสถานที่ยาก เพราะโรงพยาบาลไม่ค่อยรับตรวจ

ส่วนการตรวจโดย antigen test kit (ATK) ทุกสัปดาห์ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก คิดง่าย ๆ ราคาชุดตรวจ ATK ประมาณ 200-300 บาทต่ออัน เมื่อคิดต่อหัวพนักงาน ใน 1 เดือน ตรวจทุกสัปดาห์ค่าใช้จ่ายเป็นหลักแสน

พร้อมคำนวณออกมาเสร็จสรรพว่า การทำ factory sandbox โรงงานที่มีพนักงาน 500 คน จะมีค่าตรวจ RT-PCR คนละ 1,000 บาท รวม 500,000 บาท ค่าตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ชุดละ 200 บาท ถ้าตรวจสัดส่วน 150 คน เฉลี่ยเดือนละ 120,000 บาท

ส่วนขั้นตอนการทำ bubble and seal (กรณีที่ยังไม่ติดเชื้อ) ถ้าเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว เฉลี่ยเดือนละ 120,000 บาท แต่ถ้าเช่าโกดังสร้างห้องน้ำก็จะมีค่าใช้จ่ายตามทำเล และปัจจัยอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีค่าจัดสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ที่นอน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

และขั้นตอนการแยกผู้ป่วยทำ factory isolation ถ้าเป็น hospitel ค่าใช้จ่าย 1,500 บาทต่อคนต่อวัน ถ้าทำ 5% ของ 500 คน หรือเท่ากับ 25 คน รวม 525,000 บาท

กรณีที่ทำ factory isolation หมายความว่า แยกให้พักในโรงงาน จะมีค่าใช้จ่าย 10,000 คนต่อเตียง หากจัดสรรพื้นที่สำหรับพนักงาน 5% หรือ 25 จาก 500 คน เป็นต้นทุน 250,000 บาท ไม่รวมค่าอาหารคนละ 300 บาทต่อวัน รวม 14 วัน เป็น 105,000 บาท คร่าว ๆ เอกชนต้องมีเงินถึง 355,000 บาท จึงจะทำได้ นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าชุดตรวจ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากำจัดขยะติดเชื้อ ค่ายา ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ และอื่น ๆ

นอกจากนี้ factory isolation ยังใช้เวลาสร้างนาน เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนเตียง

ส่วนการไปเช่า“hospitel” แม้ว่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีจำนวนจำกัด เพราะผู้ทำ hospitel ต้องได้รับการอนุมัติ และส่วนใหญ่แล้ว hospitel จะไม่รับผู้ป่วยจำนวนมาก และจะไม่รับผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการหนัก ทั้งยังขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์บางอย่าง เช่น เครื่องวัดออกซิเจน ส่วนค่าใช้จ่ายก็สูงเฉลี่ย 1,500 บาทต่อคนต่อวัน ดังนั้นโรงงานที่จะเช่าโรงแรมต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 30,000-50,000 บาทต่อวัน บวกค่าอาหารพนักงานอีกวันละ 300 บาทต่อคน แต่หากไปเช่าสถานที่อื่นที่ถูกกว่า เช่น โกดัง ต้องสร้าง “ห้องน้ำ” เพิ่ม ซึ่งต้องใช้เวลา 1 เดือน เท่ากับต้องเสียค่าเช่าเปล่า 1 เดือน

ส่วน community isolation ศูนย์พักคอย หรือโรงพยาบาลสนามในชุมชน ถือเป็น “ทางออก” แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่สามารถสร้าง factory isolation ได้ แต่ก็ยังต้องฝ่าด่านการขอประชาพิจารณ์ของชุมชนก่อน ว่าจะยอมให้ตั้งได้หรือไม่

ดังนั้นในวันนี้ factory sandbox ทำได้แต่ไม่ครบ เพราะยังต้องรอความหวังจากภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนสภาพคล่องในการดำเนินการเพื่อให้แต่ละโรงงานที่ยังไม่มีออร์เดอร์สามารถปฏิบัติตามได้

และที่สำคัญทุกปัญหาที่ผ่านมาจะมีบทสรุปได้ หากการกระจายวัคซีนทั่วถึงและมากเพียงพอสำหรับพนักงาน 100%

แต่หากเราเป็นเอกชน เทียบง่าย ๆ ถ้าเราต้องจ่ายเงินซื้อระบบกันขโมยแพงกว่ามูลค่าบ้านแล้ว ย่อมไม่คุ้มค่าที่จะอยู่ในบ้านนั้น แน่นอนว่าเราคงต้องหาทางขายหรือย้ายบ้านไปอยู่ทำเลอื่นให้ไวที่สุดเลย

ฉะนั้นอย่าห่วงเลยว่าจะคงกำลังการผลิตเพื่อส่งออกปีนี้ไว้ได้ไหม แต่ควรห่วงว่าจะรักษา “ฐานผลิต” ให้อยู่ในประเทศไทยต่อไปได้ไหมจะดีกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...