โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุยกูร์คือใคร อยู่อย่างไรในประเทศจีน ? มองปัญหาสิทธิมนุษยชนในซินเจียงอุยกูร์

The MATTER

เผยแพร่ 15 ก.ย 2563 เวลา 10.51 น. • Quick Bite

ประเด็นเรื่องของชาวซินเจียงอุยกูร์ ถูกพูดถึง และตั้งคำถามจากนานาชาติเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะกระแสจากภาพยนตร์มู่หลาน ที่เพิ่งเข้าโรงไป ซึ่งพบว่ามีการถ่ายทำที่เขตซินเจียงอุยกูร์ และมีการขอบคุณหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลจีนในเขตซินเจียง รวมถึงหน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ ที่ถูกมองว่าเป็นหน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อด้วย ทำให้มีการพูดถึงการกดขี่ชาวอุยกูร์ ค่ายกักกัน ไปถึงการบอยคอตภาพยนตร์อีกด้วย แม้ว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลจีนจะไม่เคยยอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่นี้

ชาวอุยกูร์คือใคร มีความแตกต่างจากชาวจีนอย่างไร ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่พูดถึงมีอะไรบ้าง ที่ผ่านมามีเอกสาร หรือคำบอกเล่าเกี่ยวกับค่ายกักกัน และการกดขี่ชาวอุยกูร์อย่างไร และรัฐบาลจีนชี้แจงเรื่องนี้แบบไหน The MATTER สรุปมาให้แล้ว

เขตการปกครองตนเองชนชาติซินเจียงอุยกูร์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน เป็นเขตที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี มีอารยะธรรมของตัวเองมายาวนาน โดยในอดีตถูกปกครองจากชนชาติหลากหลายกลุ่มด้วยกัน และมีเอกราชเป็นครั้งคราว รวมถึงเคยแยกตัวไปในระยะสั้นๆ ด้วย มีกองกำลังมุสลิมที่ต่อต้านอยู่เรื่อยๆ

ซินเจียงตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ เป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างจีนกับเพื่อนบ้านอีก 8 ประเทศ

ในปี ค.ศ.1946 มีการทำข้อตกลงสันติภาพ และพยายามให้อุยกูร์มารวมกับจีน แต่ก็ยังมีความขัดแย้งระหว่างกัน จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ชนะ และปกครองจีน ความรุนแรงก็เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งปี ค.ศ.1955 ได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็น ‘เขตปกครองตนเองซินเจียง’ จนถึงปัจจุบันนี้

ประชากรของซินเจียงมีทั้งสิ้นประมาณ 19.25 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายชาวเติร์ก และเป็นมุสลิมมากกว่า 54% ส่วนใหญ่นับถือนิกายสุหนี่ ซึ่งนอกจากชาวอุยกูร์ที่เป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังมีชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อย่างชาวคาซัค, ชาวหุย, ชาวตงเซียง และชาวทาจิค เป็นต้น โดยพวกเขาต่างมีภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของตนเอง

ประเด็นสิทธิมนุษยชนในซินเจียงอุยกูร์

ตั้งแต่อดีต ชาวอุยกูร์ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์เลือกปฏิบัติในวงกว้างมาหลายปี ทั้งเศรษฐกิจ ศาสนา ฯลฯ ทั้งยังมีนโยบายสนับสนุนให้ชาวจีนฮั่นให้ย้ายถิ่นฐานเข้าไปในพื้นที่ โดยเชื่อว่าเพื่อกลืนวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งชาวฮั่นนี้ก็มักจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าชาวอุยกูร์ในท้องถิ่น เช่น เรื่องของการจ้างงาน นอกจากนี้นโยบายผสมผสานหลายด้านของรัฐ ยังมีการคุมเข้ม ควบคุมเรื่องการสอนศาสนา สอนภาษาอุยกูร์ บทเรียนในโรงเรียน และควบคุมพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด เช่นห้ามชาวมุสลิมสวมผ้าโพกหัวด้วย หรือไว้เครายาว เป็นต้น

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์เอง ก็มีการควบคุมที่เข้มงวด ไม่เพียงแค่เรื่องของศาสนา แต่ในการใช้ชีวิต โดยมีชาวอุยกูร์ที่เล่าว่าเขาถูกติดตามความเป็นอยู่ เมื่อติดต่อกับเพื่อนๆ ภายนอกประเทศ ทั้งยังมีข่าวของการจำกัดสิทธิอย่างเคร่งครัดในการเดินทาง เช่นการตรวจพาสปอร์ต หรือกรณีที่มีข่าวว่ามีการแอบติดตั้งแอปฯ ในโทรศัพท์ของประชาชน เพื่อตรวจสอบการใช้งาน และการติดต่อต่างๆ ด้วย

แต่หนึ่งประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น คือเรื่องของ ‘ค่ายกักกัน’ ซึ่งมีเอกสาร และการเปิดเผยภาพดาวเทียมถึงค่ายเหล่านี้ ที่ถูกสร้างในหลายเขตของเขตปกครอง โดยสหประชาชาติ ยืนยันว่ามีรายงานที่น่าเชื่อถือว่ามีประชาชนชาวอุยกูร์อย่างน้อย 1 ล้านคนถูกกักตัวไว้ในค่าย เพื่อปรับทัศนคติ

ด้านจีนเองไม่เคยยอมรับถึงการมีอยู่ของค่ายกักกันนี้ แต่อ้างว่าเป็นค่ายฝึกอบรมและให้การศึกษาตามความสมัครใจ ทั้งยังมีการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ว่าค่ายเหล่านี้เป็นโรงเรียนที่ให้การศึกษา และเปลี่ยนความคิดประชาชนใหม่ให้ดีขึ้น ขณะที่เอกสารที่เคยรั่วไหลออกมา ที่ถูกเปิดเผยโดย The New York Times ระบุว่า เป็นนโยบาย ‘ต่อสู้กับการก่อการร้าย การแทรกซึม และการแบ่งแยกดินแดน’ โดยใช้เครื่องมือของเผด็จการ ตามลัทธิคอมมิวนิสต์

นอกจากนี้ เอกสารที่เคยรั่วไหลออกมายังมีประเด็นของการแยกครอบครัวมุสลิมออกจากกัน เพื่อเข้าค่ายนี้ การบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ ไปถึงการคุมกำเนิดหญิงมุสลิมด้วย เช่นเดียวกับคำบอกเล่าของประชาชนบางส่วนที่เคยผ่านการเข้าค่ายนี้เอง ที่ออกมาเปิดเผยว่า มีประชาชนที่หายตัวไปหลังเข้าค่ายเหล่านี้ และในค่ายเองมีการกักขังเหมือนสัตว์ ทรมานต่างๆ เช่นจับลงหลุม ถูกโบยตี บังคับให้ทำในสิ่งที่ขัดกับหลักของศาสนาอิสลาม หรือให้สรรเสริญพรรคคอมมิวนิสต์ ไปถึงการพยายามล้างสมองด้วย เป็นต้น

ที่ผ่านมา มีความพยายามเปิดเผยเรื่องราวของค่ายกักกันนี้มาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าของบล็อกเกอร์ผ่านทางแอปฯ TikTok และนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่ใช้มังงะในการเล่าเรื่องของชาว ‘อุยกูร์’ ที่ถูกกดขี่ เป็นต้น รวมถึงความพยายามของประเทศต่างๆ ที่จะคว่ำบาตรจีน และพูดถึงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเวทีต่างๆ แต่ทางจีนเอง ก็ยังคงปฏิเสธโดยตลอดถึงการกักกัน และชี้ว่าไม่เคยมีการกดขี่ ข่มเหงชาวอุยกูร์ด้วย

อ้างอิงจาก

prachatai.com

bbc.com

foreignpolicy.com

japantoday.com

nytimes.com

.aljazeera.com

reuters.com

justsecurity.org

Illustration by Waragorn Keeranan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...