โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 งานศิลปะฉบับนอกกรอบ (นักท่องเที่ยว) ประจำ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส

Sarakadee Lite

อัพเดต 16 ส.ค. 2564 เวลา 16.51 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 05.05 น. • ดรุณี คำสุข

ปารีสเป็นเมืองที่จะรับไม้ต่อจากโตเกียวในการเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2024 และเพื่อเป็นการต้อนรับเจ้าภาพครั้งต่อไป Sarakadee Lite ชวนไป #เที่ยวทิพย์ กันก่อนที่มหานครปารีสด้วยการพาชมงานศิลปะที่ทรงคุณค่าใน พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) แบบที่ไม่ต้องเบียดเสียดกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากเพื่อจะเก็บภาพกับผลงานระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย เช่น ภาพโมนาลิซา หรือ รูปปั้นหินอ่อนวีนัส

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ลูฟวร์ยังมีงานศิลปะที่เรียกได้ว่าอยู่ในระดับเอคลาสอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่สวยงามและทรงคุณค่าไม่แพ้กัน เราจึงขอเปิดเช็กลิสต์ 10 งานศิลปะที่จะพาออกนอกเส้นทางเดินยอดนิยมของนักท่องเที่ยวแต่รับรองว่าคนรักศิลปะทั้งหลายต้องอิ่มเอมใจแน่นอน

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

01 Psyché ranimée par le baiser de l’Amour (ซิเช่ ครานิเม่ ปาร์ เลอ เบเซ่ร์ เดอ ลามูร์)

ศิลปิน : ผลงานแกะสลักจากหินอ่อนโดย อันโตนิโอ คาโนวา (Antionio Canova) ศิลปินชาวอิตาลี ประมาณ ค.ศ.1787-1793 ในยุคนีโอคลาสสิก

รายละเอียด : รูปปั้นมีขนาดความสูง 155 เซนติเมตร กว้าง 168 เซนติเมตร ลึก 101 เซนติเมตร เล่าเรื่องราวของไซคี (ซิเช่ ในภาษาฝรั่งเศส) ที่กำลังจะตายเพราะสูดควันพิษจากผอบที่วีนัสกำชับนักหนาว่าห้ามเปิดดู คิวปิด (Cupid) หรือ กูปิดง (Cupidon) ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก (l’Amour) จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทำให้ลูกศรประจำตัวของเขาแทงเข้าผิวหนังของสาวคนรัก และจุมพิตเธอด้วยความรักเลยทำให้ไซคีฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง

จุดเด่น : คาโนวา แกะสลักท่วงท่าของคิวปิดและไซคีในลักษณะที่คิวปิดกำลังโอบกอดคนรักของเขาอย่างอ่อนโยน มือขวาประคองศีรษะส่วนมือซ้ายโอบบริเวณอก และโน้มใบหน้าของตัวเองลงไปใกล้กับใบหน้าของไซคี ในขณะที่หญิงสาวก็ปล่อยให้กายเอนไปด้านหลังในลักษณะที่มือทั้งสองข้างโอบกอดต้นคอของชายหนุ่มอย่างอ่อนล้า ทักษะในการแกะสลักหินอ่อนให้ดูอ่อนช้อยงดงามประณีตราวกับเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ถือเป็นคุณลักษณะเด่นเฉพาะตัวของคาโนวา

พิกัด : ปีก Denonชั้น 0 (Rez-de-Chaussez) ห้อง Michel-Ange

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

02 Sainte Marie Madeleine (แซงต์ มารี มาดเดอแลน)

ศิลปิน : เกรกอร์ แอร์ฮาร์ต (Gregor Erhart) ศิลปินชาวเยอรมัน ประมาณ ค.ศ.1515-1520

รายละเอียด : มีความสูง 177 เซนติเมตร กว้าง 44 เซนติเมตร และลึก 43 เซนติเมตร แกะสลักจากไม้ทิเลีย (Tilia) หรือ ทิเยิล (Tilleul) ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นไม้ตระกูลมะนาวมีดอกสีเหลืองนิยมนำมาชงดื่มเป็นชา โดยสีโพลีโครมได้รับอิทธิพลมาจากสมัยเรอเนซองส์ของอิตาลี ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์ของประเทศในแถบยุโรปเหนือและเยอรมนี แต่เดิมงานชิ้นนี้ถูกตั้งไว้ที่โบสถ์เซนต์ มารี มาเดอลีน ณ เมืองเอาก์สบูร์ก (Augsbourg) ประเทศเยอรมนี

จุดเด่น : เป็นรูปสลักของหญิงสาวที่มีเส้นผมสีน้ำตาลยาวสยายเป็นลอนคล้ายกับลูกคลื่น ทอดยาวลงมาคลุมหลังและสะโพก ก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักในชื่อของ “สาวสวยชาวเยอรมัน” เป็นผลงานที่ดูมีเสน่ห์ลึกลับด้วยท่วงท่าบอบบางและเย้ายวน

พิกัด : ปีก Denon ชั้น1 ห้อง 169

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

03 La Dentellière (ลา ดองแตลลิแยร์)

ศิลปิน : โยฮันเนิส ไรเนียส์โซน เฟอร์เมร์ (ดัตช์: Johannes Reynierszoon Vermeer) หรือ ฌ็อง แวร์แมร์ ในภาษาฝรั่งเศส ประมาณ ค.ศ. 1669-1670

รายละเอียด : ภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาดความสูง 24 เซนติเมตร กว้าง 21 เซนติเมตร (ไม่รวมกรอบไม้) และมีความหนาของภาพ 6.7 เซนติเมตร (รวมกรอบไม้) เป็นภาพของหญิงสาวที่กำลังเย็บปักลูกไม้ มีหนังสือเล่มเล็ก ๆ อยู่ทางด้านซ้ายมือ น่าจะเป็นคัมภีร์ไบเบิลเล่มเล็ก ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นหนังสือสวดมนต์ ถัดออกไปเป็นถุงใส่อุปกรณ์เย็บปักถักร้อยที่มีลักษณะเหมือนหมอน มีเส้นด้ายหลากสีโผล่พ้นจากปากถุงออกมา หญิงสาวในภาพน่าจะเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะ อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเธอเป็นภรรยาของจิตรกรผู้เขียนภาพหรือไม่

จุดเด่น : เฟอร์เมร์เขียนภาพนี้โดยวางให้แสงส่องเข้ามาทางด้านขวาของภาพและเน้นความคมชัดที่จุดศูนย์กลางของภาพคือตัวหญิงสาว โดยที่ปรับให้วัตถุด้านหน้าของภาพมีความเบลอไม่คมชัดเท่าจุดสำคัญของภาพ ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะพบได้น้อยมากในผลงานของเฟอร์เมร์

พิกัด : ปีก Richelieu ชั้น 2 ห้อง 837

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

04 Portrait présumé de Gabrielle d’Estrées et de sa sœur la duchesse de Villars (ปอร์เทร่ต์ เพรซูมเม่ เดอ กาเบรียล เดสเทร่ เอ ซา เซอร์ ลา ดุชแชส เดอ วิลยาร์)

ศิลปิน : ไม่ระบุชื่อศิลปิน (ชาวฝรั่งเศส) ประมาณค.ศ. 1594

รายละเอียด : ภาพเขียนสีน้ำมันบนแผ่นไม้โอ๊กความสูง 96 เซนติเมตร กว้าง 125 เซนติเมตร เป็นศิลปะแบบเรอเนซองส์ ศิลปินชาวฝรั่งเศสได้สลัดตัวเองให้หลุดออกจากกรอบของเรอเนซองส์ หลังจากที่ได้ซึมซับแนวคิดและบทเรียนจากแผ่นดินแม่คือ อิตาลี จนกลายมาเป็นสไตล์ของตัวเองในชื่อที่เป็นรู้จักว่า เอกอล เดอ ฟงแตนโบล (École de Fontainebleau) ที่ได้พัฒนาวิธีการสื่อความหมายของภาพแบบคลุมเครือหรือเป็นปริศนาว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร

จุดเด่น : ภาพของดัชเชส เดอ วิลยาร์ (la duchesse de Villars) กำลังหยิกบริเวณหัวนมของ กาเบรียล เดสเทร่ส์ (Gabrielle d’Estrées) นางสนมของพระเจ้าเฮนรีที่ 4 (Henri IV) อากัปกิริยาของคนในภาพนี้คล้ายจะบอกเป็นนัย ๆ ว่าดัชเชสกำลังตั้งครรภ์อยู่และมีความเร้าอารมณ์ของภาพ ทำให้คาดเดาได้ว่าเป็นภาพเขียนที่เป็นธีมเกี่ยวกับการอาบน้ำชำระร่างกายเป็นหลัก

พิกัด : ปีก Richelieu ชั้น 2 ห้อง 824

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

05 Hermaphrodite endormi (แอร์มาโฟรดิท อ็องดอร์คมี)

ศิลปิน : ผลงานในคอลเล็กชัน กามิลล์ บอร์กเกเซ (Collection Camille Borghèse) กรุงโรม ในคริสต์ศตวรรษที่ 2

รายละเอียด : ประติมากรรมหินอ่อนขนาดกว้าง 173.5 เซนติเมตร ลึก 89 เซนติเมตร น้ำหนักโดยประมาณ 700 กิโลกรัมเป็นรูปปั้นของ เฮอร์มาโฟไดร์ฟ (Hermaphrodite) หรือ แอร์มาโฟรดิท ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคนสองเพศและเป็นบุตรชายของเทพเจ้าเฮอร์เมส (Hermes) หรือ แอร์แมสในภาษาฝรั่งเศส กับอโฟไดท์ (Aphrodite) หรือ อะโฟดิท ในภาษาฝรั่งเศส ถ้ามองจากด้านหลังเราจะไม่สงสัยเลยว่านี่เป็นรูปปั้นของหญิงสาวที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนฟูกอ่อนนุ่ม แต่ถ้าหากคุณเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง คุณจะพบว่าอวัยวะเพศของเธอกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของบุรุษเพศหาใช่สตรีเพศแต่อย่างใด

จุดเด่น : ตามตำนานปกรณัมกรีกกล่าวว่า มีนางไม้ที่ชื่อ ซามาซิส (Salmacis) ได้เกิดหลงรัก เฮอร์มาโฟดิตัส (Hermaphroditus) แต่ชายหนุ่มไม่เล่นด้วย นางไม้จึงได้ขอร้องให้เซอุส (Zeus) ช่วยให้ตัวเองสามารถอยู่กับเฮอร์มาโฟดิตัสตลอดเวลาแบบไม่ต้องแยกจากกันอีกต่อไป เซอุสจึงเสกให้ทั้งสองร่างหลอมรวมกันทีละเล็กทีละน้อยจนกลายเป็นร่างเดียวกัน กล่าวคือ เป็นร่างกายที่มีกล้ามเนื้อ แต่ก็มีหน้าอกอย่างสตรีเพศ และมีอวัยวะเพศของเพศชายและเพศหญิงอย่างชัดเจน เมื่อเฮอร์มาโฟรดิตัสเห็นร่างกายของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จึงสาปให้ใครก็ตามที่ลงไปแช่หรืออาบน้ำในบึงน้ำที่เป็นที่อยู่ของซามาซิสต้องกลายร่างเป็นคนสองเพศเช่นเดียวกับตน

พิกัด : ปีก Sully ชั้น 0 ห้อง 348

06 Code de Hammurabi, roi de Babylone (โก็ด เดอ อัมมูคราบี ครัว เดอ บาบิโลน)

ศิลปิน : ไม่ระบุชื่อศิลปิน เป็นผลงานในยุคเมโสโปเตเมีย (อิรัก) ประมาณ 1,792-1,750 ก่อนคริสตกาล

รายละเอียด : ศิลาจารึกของกษัตริย์ฮัมมูราบี กษัตริย์แห่งบาบิโลน ด้วยหินบะซอลต์ (Basalt)

จุดเด่น : ด้านบนของจารึกเป็นภาพแกะสลักของเทพเจ้าชามาช (Shamash) สุริยเทพและเทพเแห่งความยุติธรรมของชาวเมโสโปเตเมีย กับกษัตริย์ฮัมมูราบี ในท่วงท่าที่ฝ่ายแรกแต่งตั้งให้กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประชาชนในอาณาจักรบาบิโลเนีย เนื้อหาที่จารึกไว้คือข้อกฎหมายและกฎเกณฑ์ของอาณาจักรซึ่งจารึกในลักษณะภาษาคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ในยุคเมโสโปเตเมีย

พิกัด : ปีก Richelieu ชั้น 0 ห้อง 227

07 Taureaux androcéphales ailé du palais de Sargon II(โตโคร่ อองโดรเซฟาลส์ อาลเล่ ดู ปาเล่ เดอ ซากง เดอส์)

ศิลปิน : ไม่ระบุชื่อศิลปิน ประมาณ 713-706 ก่อนคริสตกาล ในยุคเมโสโปเตเมีย

รายละเอียด : ที่บริเวณลานกอร์ซาบัด (Cour Khorsabad)ใน พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ จัดแสดงโบราณวัตถุที่ใช้ประดับประดาเมืองดูร์ซารุกกลิน (Dûr-Sharrukin) หรือปัจจุบันคือ เมืองกอร์ซาบัด ในประเทศอิรัก สร้างขึ้นประมาณช่วงปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาลทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอัสซีเรีย พระเจ้าซาร์กอนที่ 2 ได้มีคำสั่งให้จัดสร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ที่เมืองกอร์ซาบัดใกล้ ๆ กับเมืองโมซูล (Mosul) แต่หลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคต เมืองกอร์ซาบัดก็สูญเสียสถานะเมืองหลวงไปอย่างสิ้นเชิง ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบซากของเมือง และได้นำกลับมาตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์จึงเรียกได้ว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงหลักฐานต่าง ๆ ของจักรวรรดิอัสซีเรียแห่งแรกของโลกเลยก็ว่าได้

ลักษณะเด่น : กระทิงแต่ละตัวจะแกะสลักจากแท่ง หรือ บล็อกหินอะลาบัสเตอร์ (หินปูนที่เป็นยิปซัมลื่นและขาวสะอาด) ขนาดใหญ่เพียงบล็อกเดียวต่อหนึ่งตัวเท่านั้น แต่ละตัวมีน้ำหนักประมาณ 28 ตัน และมีชื่อเรียกว่าอะลาดัมมู (Aladlammû) หรือ ลามาสซุ (Lamassu) ลำตัวและหู จะเป็นวัวกระทิง มีปีกแบบนกอินทรีและมีใบหน้าเป็นมนุษย์ สวมเทียร่าหรือมงกุฎซึ่งดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของพระเจ้าซาร์กอนที่ 2

พิกัด : ปีก Richelieu ชั้น 0 ห้อง 229 (Cour Khorsabad)

08 Scribe Accroupi (สะคริป อะครูปี)

ศิลปิน : ไม่ระบุชื่อศิลปินประมาณ 2,620-2,500 ก่อนคริสตกาล ค้นพบที่เมืองซัคคารา (Saqqara) ประเทศอียิปต์

รายละเอียด : องค์ประกอบหลักเป็นหินปูน องค์ประกอบรองเป็นหินบะซอลล์อียิปต์ หินคริสตัล แมกนีเซียม ทองแดง และไม้มีขนาดสูง 53.7เซนติเมตร กว้าง 44 เซนติเมตร และลึก 35 เซนติเมตร เป็นรูปปั้นอาลักษณ์นุ่งผ้าขาวนั่งขัดสมาธิในมือถือกระดาษปาปิรุส ค้นพบครั้งแรกบริเวณบ่อน้ำในสุสานเมมฟิส (Nécropole memphite) เมืองซัคคารา ผู้คนพบคือ ออกุส มาคริแยตต์ (August Mariette) เมื่อ ค.ศ. 1850 และทางรัฐบาลอียิปต์ได้มอบให้แก่ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในทีมผู้ร่วมขุดค้นหาหลักฐานทางโบราณคดีร่วมกันระหว่างอียิปต์กับฝรั่งเศส

ลักษณะเด่น : ในวัฒนธรรมอียิปต์ อาลักษณ์คือผู้ที่ถือว่ามีความรู้ในการอ่านออกเขียนได้ และเป็นกลไกสำคัญในระบอบการปกครองของอียิปต์โบราณที่มีความสำคัญในสังคมเป็นอย่างมากในฐานะที่เป็นกูรูด้านการอ่านและการเขียน เมื่อพิจารณาจากรูปปั้นเราไม่สามารถระบุชื่อได้ว่าเป็นใคร แต่เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดของรูปปั้น ทำให้พอจะเดาได้ว่า อาลักษณ์ผู้นี้ต้องมีความสำคัญอยู่ในลำดับต้น ๆ แน่นอน

พิกัด : ปีก Sully ชั้น 1 ห้อง 635 ตู้กระจกหมายเลข 10

09 Momie l’homme égyptienne au Louvre (มอมมี่ ลอม เอจิปเซียน โอ ลูฟวร์)

ศิลปิน : ไม่ระบุชื่อศิลปิน

รายละเอียด : เป็นผลงานในสมัยราชอาณาจักรทอเลมี (Ptolemaic Kingdom) หรือ Royaume ptolémaïqueในภาษาฝรั่งเศส ประมาณ 332-30 ก่อนคริสตกาล มีขนาดความยาว 166 เซนติเมตร

ลักษณะเด่น : มัมมี่ผู้ชายพันด้วยผ้าลินินพันทับปูนปั้นรอบตัว และมีข้าวของเครื่องใช้เช่นแจกันและของใช้ในห้องน้ำตกแต่งด้วยสร้อยคอมีการตกแต่งด้วยผ้าเขียนอักษรเฮียโรกลิฟิกบริเวณหน้าอก ลำตัวช่วงล่าง และส่วนเท้า นับได้ว่าเป็นมัมมี่ที่มีความสมบูรณ์มาก ตัวอักษรที่สลักไว้เป็นการคุ้มครองศพจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายในการเดินทางของชีวิตหลังความตาย

พิกัด : ปีก Sully ชั้น 0 ห้อง 322

10 Les vestiges médiévaux/La forteresse de Paris(เล เวสติชส์ เมดิเอโว /ลา ฟอร์เตแครส เดอ ปารีส์)

รายละเอียด : ฐานรากและบางส่วนของลูฟวร์ ในสมัยกลางที่ยังมีฐานะเป็นแค่ป้อมปราการแห่งปารีส เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของลูฟวร์ ในยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะเด่น : กว่า 800 ปีที่ลูฟวร์ไม่เคยหยุดการพัฒนาและปรับปรุง ประมาณ ค.ศ. 1190 ลูฟวร์มีสภาพเป็นแค่ป้อมปราการของกษัตริย์ฟิลิป ออกุสตุส (Philippe Auguste) และกลายมาเป็นพระราชวังของพระเจ้าชาร์ลที่ 5 (Charles V) และกษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาของฝรั่งเศส จนกระทั่งรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV) ได้ย้ายพระราชวังและราชสำนักฝรั่งเศสไปอยู่ที่เมืองแวร์ซาย ต่อมาหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ลูฟวร์ก็ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงมาเป็นพิพิธภัณฑ์จนถึงปัจจุบันนี้

พิกัด : ปีก Sully ชั้นใต้ดิน และ La Salle Saint Louis

Fact File

  • ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป หากจะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์จะต้องแสดงบัตรสุขภาพแห่งสหภาพยุโรป (European Health Pass) ทุกครั้ง (และจะมีผลบังคับใช้กับบุคคลอายุ 12 ปีขึ้นไปด้วยโดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2021 เป็นต้นไป)
  • บัตรสุขภาพแห่งสหภาพยุโรปสามารถขอได้ในกรณีที่มีหลักฐานดังต่อไปนี้

1. หลักฐานการได้รับวัคซีนครบโดสอย่างสมบูรณ์แล้ว

2. ผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่เป็นลบ ด้วยวิธีการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR หรือ Antigen Test Kit ไม่เกิน 48 ชั่วโมง

3. หากผลการตรวจหาเชื้อผลการเชื้อโควิด-19 เป็นบวก ต้องมีระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 11 วันแต่ไม่เกิน 6 เดือน ที่แสดงว่าคุณเคยได้รับเชื้อมาก่อนหน้านี้แต่ปัจจุบันหายจากการติดเชื้อโควิด-19แล้ว

4. ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดและมาตรการทางสุขภาพสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ของทางการฝรั่งเศสที่ www.gouvernement.fr/en/coronavirus-covid-19

  • บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 11 ปีขึ้นไป ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดการเข้าชมพิพิธภัณฑ์และต้องรักษาระยะห่าง
  • ร้านอาหารและร้านกาแฟของ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปิดให้บริการ ยกเว้นร้านอาหารและร้านกาแฟที่อยู่บริเวณ Le Carrousel และในสวนตุยเลอรี (Jardin de Tuileries) เท่านั้นที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่
  • ผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าชมต้องสำรองตั๋วล่วงหน้าเพื่อระบุเวลาการเข้าชม และสามารถสำรองตั๋วได้ที่ www.ticketlouvre.fr/louvre/b2c/index.cfm/home
  • พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เปิดเข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร
  • รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก www.louvre.fr/en

อ้างอิง

The post 10 งานศิลปะฉบับนอกกรอบ (นักท่องเที่ยว) ประจำ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...