การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (6)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ
: แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (6)
แฟชั่นสมัยต้นทศวรรษ 1940
ในช่วงเวลานั้น กระแสแฟชั่นสตรีโลกตะวันตกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตรีต่างมองหาเครื่องแต่งกายที่มีความทนทาน มีความสมเหตุสมผล และใช้งานได้จริง อันเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากการแต่งกายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เน้นความหรูหราเป็นสำคัญ แต่สำหรับแฟชั่นช่วงสงครามโลกครั้งนี้ เสื้อผ้าแห่งยุคสมัยกลับออกแบบที่เรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย เนื้อผ้าทำจากวัสดุทนทานอย่างผ้าฝ้าย ไนล่อน หรือใยสังเคราะห์ที่ทำให้เสื้อผ้าใช้งานได้อย่างทนทานสอดคล้องกับสภาพการณ์ ความสมเหตุสมผลและความประหยัดของคนชั้นกลางและคนชั้นล่างได้ เนื่องด้วยราคาของสิ่งทอช่วงนั้นขยับขึ้นสูงกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 2 เท่า (Meghann Mason, 2011, 9-12, 62)
กล่าวได้ว่า แฟชั่นสตรีในช่วงก่อนสงครามจนถึงช่วงสงครามนั้น แฟชั่นของสตรีโลกตะวันตกนิยมสวมเสื้อชุดทรงนาฬิกาทรายที่ตัดเย็บจากวัสดุทนทานอย่างผ้าฝ้าย ไนล่อน หรือใยสังเคราะห์ที่มีสีสันสดใส มีกระโปรงเป็นทรงเอ มีเอวสูง ชายกระโปรงยาวลงมาจรดหัวเข่า เป็นเสื้อผ้าที่มีแบบเน้นประโยชน์ใช้สอย ทำให้เสื้อผ้าใช้งานได้อย่างทนทาน
การปฏิวัติการแต่งกายสมัยใหม่
นับแต่จอมพล ป.ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล (2481) เขาเริ่มต้นประกาศแนวทาง “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม” ด้วยรัฐนิยมและการสร้างชาติให้เป็นสมัยใหม่ทางวัฒนธรรมที่ตัดขาดจากระบอบเก่าด้วย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิวัติด้านการแต่งกาย รัฐบาลวิงวอนให้ประชาชนไทยแต่งกายสมัยใหม่ตามแบบอย่างสากล ขอให้ชายไทยเลิกนุ่งกางเกงแพรหรือนุ่งผ้าม่วง เปลี่ยนมานุ่งกางเกงขาวยาว หรือขาสั้นแบบไทย
เมื่อจอมพล ป.กำชัยชนะในการใช้วิทยุผ่านรายการ “นายมั่น-นายคง” ชักชวนชายไทยปฏิวัติการแต่งกายนุ่งกางเกงขายาวแบบสากลแล้ว สังข์ พัธโนทัย หรือ “นายมั่น” เล่าว่า ต่อมา สังข์และพระราชธรรมนิเทศ รับคำสั่งจากจอมพล ป. ให้โน้มน้าวหญิงไทยที่ส่วนใหญ่นุ่งโจงกระเบน นุ่งซิ่นหรือผ้าถุงให้หันมานุ่งกระโปรงแบบฝรั่งแทน คำสั่งดังกล่าวทำให้เขาทั้งสองใจหายหวาบ ด้วยว่ากว่าเขาทั้งสองจะรณรงค์เปลี่ยนการนุ่งกางเกงแพรของชายมาเป็นการนุ่งกางเกงสากลได้ก็แทบเอาตัวไม่รอดจากการโจมตีอย่างหนัก แต่บัดนี้ เขาต้องรับภารกิจครั้งใหม่ในการโน้มน้าวจิตใจหญิงให้มานุ่งกระโปรงแทน ซึ่งสังข์เห็นว่า เป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะชักชวนให้หญิงมานุ่งกระโปรงแทน (สังข์ พัธโนทัย, 2499, 258-259)
ในระหว่างนั้น จอมพล ป.สั่งให้รายการนายมั่น-นายคง ชักชวนคนไทยสวมรองเท้า ภายหลังที่การชักชวนให้คนไทยสวมรองเท้าออกนอกบ้านได้สำเร็จแล้ว
สังข์เล่าว่า เขาวิตกมากที่จอมพล ป.จะเร่งรัดคำสั่งเดิมในการชักชวนให้หญิงไทยหันมาสวมกระโปรงแทนว่า “คิดอยู่ในใจว่า วันตายคงจะมาถึงเร็วขึ้นเป็นแน่ เพราะเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงนี้เป็นอย่างไรไม่รู้ ใจไม่ค่อยกล้าเสียเลย นึกว่าท่านจอมพลคงจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว เพราะเวลาล่วงเลยมานาน แต่ท่านจอมพลไม่ยักลืม และส่งซองเหลืองมาเตือนจริงๆ แสดงว่าท่านมีความตั้งใจเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง” (สังข์, 2499, 262)
สาวรุ่นชอบนุ่งกระโปรง
หญิงสูงวัยแอบนุ่งโจงกระเบนไว้ชั้นใน
ประมาณต้นปี 2484 รายการนายมั่น-นายคง เริ่มต้นชักชวนให้หญิงไทยปฏิวัติการแต่งกายด้วยการหันมานุ่งกระโปรงแบบฝรั่ง และผ้าซิ่นหรือผ้าถุงแทนโจงกระเบน
สังข์เล่าว่า หญิงสาววัยรุ่นต้องการนุ่งกระโปรงตามแบบฝรั่งอยู่แล้ว ดังนั้น การชักชวนจึงไม่ยากกับหญิงสูงวัย การชักชวนในครั้งนั้นถูกหนังสือพิมพ์ค่อนแคะอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก แต่หนักไปในทางร้องเรียนว่า ตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองบางคนทำกับคนชรารุนแรงเกินเหตุ เช่น หญิงชราคนหนึ่งนุ่งโจงกระเบนไปจ่ายตลาด ถูกตำรวจบังคับให้ปลดผ้ากระโจงกระเบนออก ให้เปลี่ยนสภาพมาเป็นผ้าถุง และบางรายมีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพกับราษฎรอาวุโส เช่น “เดี๋ยวพ่อตัดหางเสียนี่” (สังข์, 2499, 264)
การชักชวนให้หญิงไทยหันมานุ่งกระโปรงจากรายวิทยุได้รับการตอบรับจากหญิงไทยเป็นอย่างดี เพียงแค่นายมั่น-นายคงโฆษณาชวนเชื่อไปได้เพียง 2 วันเท่านั้น หญิงไทยก็นุ่งกระโปรงเดินตามถนนกัน พร้อมเสียงชื่นชมถึงความสวยงาม จากนั้นเพียงสัปดาห์เดียว หญิงไทยก็นำสมัยในเรื่องการแต่งกาย จนกระทั่งช่างตัดเสื้อสตรีหลายคนเขียนจดหมายมาให้ความเห็นรายการวิทยุว่า หญิงไทยควรแต่งตัวและสวมเสื้อผ้าอย่างไรจึงทันสมัยตามแฟชั่น นายมั่น-นายคงจึงนำจดหมายของช่างตัดเสื้อเหล่านี้มาอ่านออกอากาศให้ประชาชนรับฟัง ทำให้พวกเขายิ่งได้รับจดหมายตอบรับจากหญิงไทยจำนวนมาก (สังข์, 2499, 266) กล่าวโดยรวมแล้ว กระแสการชักชวนหญิงไทยให้หันมาสวมกระโปรงอย่างฝรั่งได้รับความนิยมจากหญิงไทยส่วนใหญ่อย่างรวดเร็ว
ดัง หัสนิยายพล-นิกร-กิมหงวน บางตอนได้บันทึกถึงเหตุการณ์ในช่วงสตรีตื่นแฟชั่นใหม่ โดยผ่านประภา, ประไพ, นันทา และนวลลออ ภริยาของสี่สหายที่แลกเปลี่ยนแบบเสื้อผ้าที่ตัดออกจากแม็กกาซีนฝรั่งเก็บเอาไว้ เพื่อไปจ้างช่างตัดเสื้อตัดตามแฟชั่นตะวันตกและอเมริกา
สังข์สรุปว่า การแต่งกายตามแบบสากลยังคงเป็นวัฒนธรรมสืบต่อมาจนปัจจุบันนั้นเป็นผลงานวิทยุกรมโฆษณาการครั้งที่พวกเขาปฏิบัติงานนั่นเอง (สังข์, 2499, 266-267)
อาจารย์กาญจนี คำบุญรัตน์ ผู้เกิดทันยุคสมัยเล่าว่า สมัยเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวัฒนธรรมหลายอย่างเพื่อให้ประเทศชาติมีวัฒนธรรมเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยประเทศ เช่น การชักจูงให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน แต่หันมานุ่งผ้าซิ่นหรือกระโปรงฝรั่งแทนนั้น ผู้หญิงสูงวัยที่ไม่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงจะเดือดร้อนในการเปลี่ยนแปลง
แต่หญิงสูงวัยคุ้นเคยกับการนุ่งโจงกระเบน ต้องเปลี่ยนมานุ่งผ้าซิ่นธรรมดา การนุ่งซิ่นทำให้ไม่ต้องไปม้วนผ้าโจงกระเบนพันรัดขึ้นมานั้นทำให้หญิงสูงวัยรู้สึกโล่งเหมือนไม่ได้นุ่งผ้า เมื่อออกนอกบ้านจึงมักแอบนุ่งผ้าโจงไว้ข้างใน ข้างนอกจึงปรากฎเป็นผ้าซิ่นธรรมดาคลุมไว้ให้ถูกต้องตามวัฒนธรรม ทำให้การนุ่งผ้าของหญิงสูงวัยดูกระปุกกระปุ้ยไม่รัดกุมเท่าที่ควร บางครั้งผ้าถุงที่นุ่งคลุมไว้หลุดจากตัวก็ยังไม่ค่อยรู้ตัว เพราะโจงกระเบนข้างในยังอยู่ดีอยู่
สมัยนั้นผ้าถุงหลุดลุ่ยจะมีให้เห็นกันอยู่เสมอๆ แต่คนแก่ก็ไม่หวั่นไหว เพราะอุ่นใจว่าข้างในยังมีโจงกระเบนหุ้มไว้อยู่ ก็เป็นเรื่องสนุกสนานของผู้พบเห็นคนแก่นุ่งผ้าถุง (silpa-mag.com/culture/article_1453)
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (6)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com