โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลท. ศึกษาตั้งกระดานหุ้นใหม่ รับกลุ่ม `New Economy` - ตั้งเป้าเพิ่มบจ.ใหม่แตะ 1.5 พันบริษัท

efinanceThai

เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 12.09 น.

ตลท. ศึกษาตั้งกระดานหุ้นใหม่ รับกลุ่ม New Economy - ตั้งเป้าเพิ่มบจ.ใหม่แตะ 1.5 พันบริษัท

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 พ.ค. 68 19:09 น.

ตลท. แย้มศึกษาตั้งกระดานหุ้นใหม่ รับกลุ่ม "New Economy" กางแผนดึงดูดบริษัทเทคโนโลยี - ธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุน พร้อทตั้งเป้าเพิ่มบจ.แตะ 1-1.5 พันบริษัท ชูแนวคิดควบรวมโบรกฯ ให้เหลือครึ่งหนึ่ง หวังเสริมแกร่ง รับมือตลาดผันผวน

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยภายในงาน “Meet the Press” ว่าตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังศึกษาการแยกกระดานหุ้นใหม่ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการระดมทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Economy) ที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

"การแยกตลาดหุ้นนั้น เรามีแผนเอากลุ่มธุรกิจ New Economy มาตั้งกระดานใหม่เลย แล้วเอา บจ.ที่ทำเรื่อง New Economy ย้ายมาอยู่ที่กระดานใหม่หมด ซึ่งเรื่องนี้ ตลท.กำลังศึกษาดูอยู่ ส่วนจำนวนการเปิดบัญชีของผู้ลงทุน เชื่อว่าหากหุ้นมันดี การเปิดบัญชีก็จะตามมาเอง" นายกิติพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้การเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดทุนนั้น มีโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ อาทิ การผลักดัน JUMP+ ที่จะเปิดโครงการภายในเดือน มิ.ย.นี้,สนับสนุนการระดมทุนของกลุ่ม New Economy เช่น การดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติหรือบริษัทต่างชาติที่เข้ามาขอสิทธิประโยชน์ BOI ในประเทศไทยให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯไทย โดยไม่ต้องรอมีกำไร 3 ปี (ปัจจุบันมีเกณฑ์อยู่แล้ว) พร้อมสนับสนุนในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม

ขณะที่ ตลท. ยังอยู่ระหว่างพูดคุยกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการ Spin-Off บริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีใหม่ๆออกมา รวมถึงสนับสนุนให้ธุรกิจครอบครัว (Family Business) ดีๆเข้ามาจดทะเบียนผ่านการออกเป็นหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายด้วย

อย่างไรก็ตามต้องการเห็นจำนวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มากกว่านี้ เพราะมองว่าจำนวน บจ. ที่มีอยู่ปัจจุบันราว 800 บริษัทยังค่อนข้างน้อยไป โดยตั้งเป้าหมายจำนวน 1,000-1,500 บริษัทน่าจะเหมาะสมและไม่หนักเกินเป้าหมาย เพราะอิงกับจำนวนบริษัทที่เสียภาษีในประเทศไทยที่มีอยุ่ประมาณ 200,000 บริษัท

สำหรับภาระกิจเร่งด่วนที่อยากทำของประธานกรรมการ ตลท. มี 3 เรื่อง ได้แก่

1.การหาบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนใหม่เร็วที่สุด,

2.ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทที่มีอยู่ปัจจุบันให้โปร่งใสและสะท้อนความเป็นจริงของตลาดทุน เช่น โครงการ JUMP+ ที่จะทำให้บริษัทรู้มูลค่าที่แท้จริงและนักลงทุนจะได้เลือกลงทุนถูก และ

3.ทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทได้อย่างรวดเร็วและซื้อขายหุ้นได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งทั้ง 3 เรื่องใหญ่ ถ้าทำได้แบบนี้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยก็คงจะฟื้น เพราะบริษัทดีนักลงทุนก็จะซื้อขายหุ้นกันมากขึ้น

ส่วนโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน (Treasury Stock) ของ บจ. คาดว่าเกณฑ์ใหม่จะเริ่มใช้ในเดือน พ.ค.นี้ โดยเงื่อนไขใหม่ที่จะปลดล็อกได้แก่

1. สามารถทำโครงการซื้อหุ้นคืนต่อได้ทันที โดยไม่ต้องรอเว้นระยะเวลา 6 เดือนจากการทำโครงการซื้อคืนรอบแรก และ

2.ขยายระยะเวลาการขายหุ้นคืนเพิ่มเป็น 5 ปี (ต่อได้ 1 ปี จำนวน 2 ครั้ง) จากเดิมที่กำหนดต้องขายให้หมดใน 3 ปี ขณะที่ยอดซื้อหุ้นคืน 4 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย.68) พบว่ามีบจ.ที่ซื้อหุ้นคืนรวม 37 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเท่ากับมูลค่าทั้งปี 67 ไปแล้ว

นอกจากนี้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนในการเติบโต จากปัจจัยในต่างประเทศโดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้าจากการกำหนดนโยบายภาษีของสหรัฐ ซึ่งมีแนวคิดหลักๆ คือ อยากลดจำนวนบริษัทในธุรกิจทรัพย์ทรัพย์ (บล.) ลงสักประมาณครึ่งหนึ่งหรือราว 19 บริษัทของปัจจุบันที่มีอยู่ราว 39 แห่ง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของ บล.ให้สามารถเติบโตรองรับตลาดที่มีความผันผวนและปริมาณการซื้อขายที่ต่ำลงในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ โดยอาจเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อจูงในให้เกิดการควบรวมธูรกิจเพื่อควมอยู่รอด ส่วนบทวิเคราะห์ที่อาจไม่คอบคลุมอาจใช้ AI เข้ามาช่วยได้

เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย อนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...