ทองไทยยิ่งแพงคนยิ่งซื้อ เป็นหลุมหลบภัย YLG เตือนซื้อติดพอร์ตได้แต่ระวัง “ติดดอย”
เทรนด์ทองคำไทยยังโตไม่หยุดจากสัญญาณ All Time High หลายระลอก นักลงทุนหนีความผันผวนกระดานลงทุนหันซื้อทองแท่งเป็นหลุมหลบภัย เก็งกำไรระยะสั้น-สะสมยาว รอจังหวะแอสเสทอื่นราคาขึ้น YLG แนะซื้อทองติดพอร์ต 5-10% ลดความเจ็บ “ทองติดดอย”
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยกับ การเงินธนาคาร ว่า
ทองคำเป็นสินทรัพย์ Safe Haven ซึ่งยังมีทิศทางการเติบโตได้อีก จากสัญญาณราคาทองที่ทำ All Time High หลายรอบ
สิ่งที่น่าสนใจคือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของคนเปลี่ยนมาจากการซื้อทองรูปพรรณมาซื้อทองคำแท่ง เพื่อเก็งกำไรระยะสั้นและซื้อสะสมระยะยาว ทำให้แนวโน้มตลาดเติบโตขึ้นจากหลายองค์ประกอบ ทั้งราคา พฤติกรรมผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ปรับตัว บวกกับข่าวที่เกี่ยวกับทองทุกวัน ทำให้คนลงทุนได้ง่ายขึ้น เข้าใจและจับต้องได้
“ตัวเลขของ WORLD GOLD ชี้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำมีทั้งเทรนด์ขาขึ้นและขาลง ดังนั้นสัดส่วนที่ดีของการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของพอร์ตเพื่อช่วยลดความเจ็บเวลาทองติดลบ ซึ่ง “หุ้น” จะขึ้นมาแทน เราไม่อยากให้คนเข้าใจว่าซื้อทองแล้วไม่ขาดทุน เพราะในอดีตทองเคยติดดอยที่ 3 หมื่นบาทนาน 10 ปีมาแล้ว
เพราะฉะนั้น ทองมีวัฏจักรของตัวเอง ถ้าวันนี้คนที่จะเข้ามาถือทองในต้นทุน 3,000 เหรียญ ในกรณีที่แย่ที่สุดจะขาดทุน 50% คำถามคือนักลงทุนรับได้ไหม ถ้า 50% ที่ขาดทุนนี้ใส่เซฟไว้แล้วอีก 10 ปีมาเจอกันใหม่ ดังนั้นควรกระจายลงทุน”
อย่างไรก็ดี เทรนด์ทองคำในระยะ 2 ปีมานี้ค่อนข้างผิดปกติ ปี 2567 ที่ผ่านมาการเติบโตถึง 30% และปี 2568 นี้ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 30% แต่ในอดีตจากสถิติราคาทองจะบวก-ลบเฉลี่ยราวๆ 9-10% ไม่ว่าจะเป็นทองดอลลาร์ ปอนด์ หรือบาท ทุก Currency จะเติบโตเฉลี่ยเท่ากัน
แต่ปีนี้นักวิเคราะห์ต่างประเทศให้คาดการณ์ที่ราคาทองที่ 3.7-3.9 พันดอลลาร์ และยังมีการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ซึ่งหากเฟดลดดอกเบี้ยจริง ราคาทองจะพุ่งขึ้นอีก
“ปีนี้ยังมีหลายปัจจัยที่หนุนให้ราคาทองยังบวก นักลงทุนยังสามารถซื้อทองได้ทั้งบาทและดอลลาร์ เพราะราคาบวก-ลบเพียง 1-2% เท่านั้น แต่ข้อดีคือสามารถซื้อตรงไม่ต้องผ่านกองทุน สำคัญคือการซื้อทองควรเป็นเงินเย็น ซึ่งบางคนมีดอลลาร์ในพอร์ตอยู่แล้วก็สามารถซื้อเป็นดอลลาร์ ส่วนคนที่ถือเงินบาทไม่จำเป็นต้องไปแลกเป็นดอลลาร์มาซื้อ
และนักลงทุนสามารถซื้อได้ทั้งทอง 99% และทอง 96.5% เพราะผลตอบแทนเท่าๆ กัน ขึ้นอยู่กับเงินต้นที่อยากซื้อเท่าไหร่ แต่หากต้องการความคุ้มค่า ทอง 99% ควรซื้อไซส์ 1 กก. ราคาประมาณ 3.6 ล้านบาท เพราะทอง 99% น้ำหนักยิ่งน้อยหรือ 100 กรัมมีค่าพรีเมียมประมาณ 8 เท่าจากไซส์ใหญ่เนื่องจากผลิตยาก แต่ข้อดีคือสามารถขายที่ไหนก็ได้ในโลกได้ในราคาตลาด แต่ทองไทย 96.5% ส่วนมากซื้อร้านไหนขายร้านนั้น และนำไปขายต่างประเทศไม่ได้
YLG เองนำเข้าทอง 99% มาหลอมเป็นทอง 96.5% แล้วขายออกไป เมื่อรับซื้อทอง 96.5% คืนจากผู้ซื้อรายย่อยต้องนำมาหลอมเป็นทอง 99% เช่นกัน”
[caption id="attachment_171390" align="aligncenter" width="1000"]
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)[/caption]
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า ในภาวะดีมานด์สูง ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างมากขึ้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาซื้อทองออนไลน์เยอะขึ้น เข้าร้านทองน้อยลง ขณะที่ทางเลือกในการซื้อก็มีมากขึ้น ดังนั้นร้านทองต้องปรับตัวให้เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ทำให้สะดวกในการซื้อขาย การจ่ายเงิน และรับของ
ในส่วนของ“YLG” ยังเติบโตตามตลาดและกระแสของทองได้ดี พร้อมกับการขยายพันธมิตรในการซื้อขายและส่งมอบทองคำ กรุงไทย Dime แม้แต่การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายกับไทยพาณิชย์ ขณะที่ทองคำแท่งยังคงต้องโฟกัส เพราะปัจจุบันธุรกิจร้านทองทุกร้านต้องหาสินค้าเพิ่ม ทุกแพลตฟอร์มต้องเติมของ
“ทองของ YLG ในช่องทางออนไลน์เป็นสินค้าประเภททองแท่งและการ์ดทองเป็นหลัก ลูกค้าหลักเป็นนักลงทุนไซส์ใหญ่ แต่ระยะหลัง YLG เปิดแพลตฟอร์ม GET GOLD By YLG เจาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อยลงมา เพราะตอนนี้ทองน้ำหนัก 1 บาทราคาไปไกลมากแล้ว เราจึงทำไซส์ย่อยลงมาขั้นต่ำ 1 กรัมเพื่อให้คนเข้าถึงมากขึ้น ลูกค้าสามารถเลือกมารับที่สำนักงานหรือส่งไปรษณีย์ผ่านระบบประกันได้ แต่ถ้าน้ำหนักทอง 5 บาทขึ้นไปต้องมารับเอง
ข้อดีคือสำหรับคนที่มีงบน้อยสามารถซื้อในปริมาณน้อยและขายได้เลยไม่ต้องรอสะสม และเป็นโมเดลที่เรากำลังจะเปิดกับ Dime ในช่วงปลายปี เพราะตอนนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ซื้อทองผ่านออนไลน์แล้วส่งไปรษณีย์เท่านั้น แต่ซื้อของที่ราคาแพงหลักล้านบาทผ่านอีคอมเมิร์ซเป็นเรื่องปกติ เพราะคนมีความอดทนน้อยลง รอไม่ได้ เน้นสะดวก YLG เองพยายามมองหาโอกาสเข้าไปในเซกเมนต์ที่ลูกค้าอยากได้ เร็วๆ นี้เราจะออกเวอร์ชัน USD ให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อเป็นบาทหรือ USD ได้ทั้ง 96.5% หรือ 99% ด้วย”