ระวัง เพจปลอม “หลอกขายทุเรียน” ระบาดในหน้าร้อน ไล่ปิดไปแล้ว 500 เพจ
เปิด 4 กลลวงมิจฉาชีพที่พบมากขึ้นปี 2567 เพจ “หลอกขายทุเรียน” มาแรงรับหน้าร้อน โดยปิดไปแล้ว 500 เพจ แต่ให้ระวังผุดขึ้นใหม่ โดย ปี 2567 การแจ้งความคดีหลอกลวงออนไลน์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 20,000 คดี เพิ่มจากปี 2566
ในการสัมมนาหัวข้อ “บทบาทธปท. ในการรับมือภัยการเงิน” ที่จัดภายในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 24 Money Expo 2024 เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2567 โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายภิญโญ ตรีเพชราภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และ พล.ต.ต. ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี
คดีหลอกลวงออนไลน์ รวม 3 ปี
เสียหายกว่า 6.9 หมื่นล้านบาท
โดยระบุว่า ปัจจุบันภัยการเงิน โดยเฉพาะภัยการเงินผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากโดย ตั้งแต่ 1 มี.ค. 2565-12 พ.ค. 2567 พบว่ามีคดีแจ้งความออนไลน์สะสม 518,130 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 69,467 ล้านบาท หรือ เฉลี่ยปีละ 30,000 ล้านบาท
โดย 10 กลลวงออนไลน์ที่พบมากที่สุด ได้แก่
- หลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการแบบไม่เป็นขบวนการ
- หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน
- หลอกให้กู้เงิน
- หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์
- ข่มขู่ทางโทรศัพท์ (call center)
- หลอกเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน
- หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล
- หลอกให้ติดตั้งโปรแกรมเพื่อควบคุมระบบ
- หลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการเป็นขบวนการ
- หลอกเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล
สำหรับในปี 2567 การแจ้งความคดีหลอกลวงออนไลน์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 20,000 คดี จากปี 2566 ที่เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 17,000 – 18,000 คดี
โดย 4 กลลวงที่พบมากขึ้นในปี 2567 ได้แก่
- เพจ หลอกขายทุเรียน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่เป็นเทศกาลทุเรียน โดยพบว่ามีเพจหลอกขายทุเรียนประมาณ 500 เพจซึ่งได้สั่งปิดเพจไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามต้องระวังมิจฉาชีพเปิดเพจใหม่มาหลอกลวงเรื่อยๆ
- การหลอกให้ลงแอปรีโมท เป็นการหลอกติดตั้งแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือเพื่อให้สามารถควบคุมโทรศัพท์ของเหยื่อได้ ซึ่งในกรณีนี้ประชาชนควรตั้งรหัสผ่านในแอปพลิเคชั่นต่างๆ โดยเฉพาะ Mobile Banking ที่ไม่เหมือนกันเพื่อให้มิจฉาชีพไม่สามารถเข้าแอปพลิเคชั่นได้
- แอบอ้างเป็นบริษัทขนส่งเอกชน จากเดิมที่แอบอ้างเป็นไปรษณีย์ไทยหลอกลวงประชาชน
- หลอกขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊ค เนื่องจากประชนชาชนกลุ่มอายุ 40-50 ปี ซื้อของผ่านเฟซบุ๊คค่อนข้างมากเพราะเป็นสินค้าที่ราคาถูก
พบมิจฉาชีพใช้ AI
สวมรอยเป็นคนดังหลอกลงทุน
ไทยเป็นประเทศที่มีสถิติภัยการเงินออนไลน์สูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจาก อินเดีย และ ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งสาเหตุนอกจากจะมาจากการที่คนไทยอาจจะโดนหลอกง่ายแล้วยังมาจากเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยที่พัฒนาไปไกลกว่าหลายประเทศ โดยไทยเป็นประเทศแรกที่มีระบบการโอนเงินผ่านคิวอาร์โค้ด (พร้อมเพย์) ซึ่งในเดือนมี.ค. 2567 มีการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์กว่า 63 ล้านธุรกรรม
ทั้งนี้ปัจจุบันพบการหลอกลงทุนที่ใช้เทคโนโลยี AI ทำเป็นวีดิโอเลียนแบบหน้าและเสียงของคนมีชื่อเสียงเพื่อทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินไปลงทุนมากขึ้น
5 วิธีต้องทำ
ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
- ไม่กดลิ้งที่แนบมากับ SMS ปัจจุบันสถาบันการเงินทุกแห่งไม่มีนโยบายการส่งข้อความแนบลิ้งก์ให้ลูกค้า ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าได้ติดต่อคอลเซ็นเตอร์ของสถาบันการเงินเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมไปก่อน
- การโทรขอข้อมูลหรือการติดต่อจากสถาบันการเงินหากไม่แน่ใจว่าใช่สถาบันการเงินจริงหรือไม่ให้งดรับสายและติดต่อกลับสถาบันการเงินอีกครั้ง
- หมั่นอัปเดต Mobile Banking ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่อยู่เสมอ
- ต้องติดตามข่าวสารเพื่อให้เท่าทันทันเทคนิคการหลอกใหม่ๆ และระวังไม่ให้โดนหลอกเปิดบัญชีม้า
- ถ้าโดนหลอกต้องมีสติและรีบติดต่อสถาบันการเงินหรือสายด่วนศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โทร 1441ตลอด 24 ชั่วโมง
ชม LIVE สัมมนาหัวข้อ “บทบาทธปท. ในการรับมือภัยการเงิน” : https://www.facebook.com/moneyandbanking/videos/425579810266629