โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปกรณี Diddy กับการทำร้ายร่างกายและบังคับขืนใจอดีตแฟนสาว ที่ถึงแม้หลักฐานจะมัดตัว แต่อาจไม่สามารถเอาผิดได้ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย

Mirror Thailand

อัพเดต 05 มิ.ย. 2567 เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2567 เวลา 09.17 น.
ภาพไฮไลต์

*บทความนี้กล่าวถึงความรุนแรง การทำร้ายร่างกาย และการข่มขืน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฌอน คอมส์ (Sean Combs) หรือ ‘Diddy’ แร็ปเปอร์วัย 54 ออกมาขอโทษผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวยอมรับว่าเขาทำร้ายร่างกายแฟนสาวอย่าง เคสซี เวนทูรา (Cassie Ventura) ในปี 2016 จริง หลังจากให้การปฏิเสธมาตลอดหลายปี แต่ล่าสุดต้องยอมจำนนต่อหลักฐานที่มัดตัวเขาชนิดดิ้นไม่หลุด

เมื่อสื่อ CNN เปิดเผยภาพความรุนแรงจากกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งภายในโรงแรม InterContinental ในเมืองเซนจูรี ซิตี้ ลอสแอนเจลิส เป็นเหตุการณ์ของวันที่ 5 มีนาคม ปี 2016 ที่แสดงให้เห็นชัดว่าแร็ปเปอร์-โปรดิวเซอร์ ชาวอเมริกัน ลงมือตบตี ฉุดกระชากลากถู พร้อมกับเหวี่ยงอดีตแฟนสาว เคสซี เวนทูรา ลงไปกองกับพื้น และเตะเธอหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งการกระทำทั้งหมดตรงกับคำให้การของเวนทูราก่อนหน้านี้

ในการสารภาพผ่านอินสตาแกรม Diddy ยอมรับผ่านคลิปว่าการกระทำของเขาเป็นเรื่องให้อภัยไม่ได้เลย และเขาพร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น “ผมรู้สึกทุเรศตัวเองตอนที่ทำ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่” Diddy กล่าว “มันทำให้ผมต้องขอความช่วยเหลือ ผมต้องไปเข้ารับการบำบัด ผมร้องขอความเมตตาจากพระเจ้า ผมเสียใจจริงๆ และไม่ได้ขอให้ให้อภัยในสิ่งที่ผมทำ แต่ผมก็ให้สัญญาว่าผมจะเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน”

ก่อนหน้านี้ แร็ปเปอร์-โปรดิวเซอร์ ควบตำแหน่งนักธุรกิจค่ายเพลงวัย 54 ปฏิเสธข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายนางแบบและนักร้องสาว เคสซี เวนทูรา มาโดยตลอด หลังเวนทูราตัดสินใจออกมาฟ้องร้องกรณีนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

ซึ่งหลังจาก Diddy ออกมาขอโทษต่อการกระทำของเขาผ่านโซเชียลฯ ทนายความที่ดูแลเคสของเวนทูรากลับมองว่าการขอโทษของแร็ปเปอร์คนดังไม่ได้มีความจริงใจเลยสักนิดเดียว เหมือนเป็นการสารภาพ ‘เพื่อตัวเอง’ มากกว่าเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจต่อเหยื่อหลายต่อหลายรายที่เขาเคยทำร้าย เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่ผู้หญิงหลายคนพร้อมใจกันกล้าเปิดปากบอกเล่าเรื่องของตัวเอง เขาเองก็ยังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แถม Diddy ยังเคยบอกด้วยว่าผู้หญิงพวกนั้นก็แค่อยากเรียกร้องค่าเสียหายจากเขา การออกมาขอโทษของ Diddy จึงเป็นแค่การที่เขาถูกบีบคั้นจากสังคมเท่านั้น

“คำปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขาถูกพิสูจน์แล้วจากหลักฐานว่าทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องจริง และจะไม่มีใครเชื่อคำพูดที่ไม่จริงใจพวกนั้นหรอกค่ะ” เมเรอดิธ ไฟร์ท็อก (Meredith Firetog) ทนายความผู้ดูแลเคสของอดีตแฟนสาว เคสซี เวนทูรา กล่าวในสเตทเมนต์ของเธอ

ด้านศาลรัฐลอสแอนเจลิส ก็ได้กล่าวถึงกรณีนี้ในแถลงการณ์ว่าพวกเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปรากฏในคลิปกล้องวงจรปิดนั้นมันทั้งรบกวนจิตใจ และเป็นอะไรที่ยากต่อการทำใจดูได้ แต่เนื่องด้วยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2016 พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าจับกุม Diddy ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดได้เนื่องจากเงื่อนไขทางข้อกฎหมายที่ว่าข้อกล่าวหานี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านมานานหลายปีแล้วแต่

“ถึงแม้ว่าในวันนี้ ด้วยเงื่อนไขของข้อกฎหมายจะไม่สามารถเอาผิดการกระทำของ Diddy ตามที่เขาได้กระทำในคลิปนั้นได้ แต่เราอยากบอกใครก็ตามที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น หรือสามารถเป็นพยานมาให้การต่อเราได้เพื่อเอาผิดเขา และสนับสนุนหน่วยงานซึ่งดูแลเหยื่ออย่าง Bureau of Victims Services” ศาลรัฐลอสแอนเจลิส กล่าว เช่นเดียวกับรีแอ็กชันของสำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ที่หลังจากคลิปอื้อฉาวถูกเปิดเผย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการสืบสวนกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด

Diddy และเวนทูรา คบหากันมาตั้งแต่ปี 2007 จนถึงราวปี 2018 โดยเหตุการณ์การทำร้ายร่างกายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคลิป เป็นช่วงเวลาระหว่างทั้งคู่กำลังเดินทางเพื่อไปเปิดตัวหนังรอบพรีเมียร์เรื่อง A Perfect Match ในปี 2016 ที่ลอสแอนเจลิส ตามคำให้การของเวนทูรา บอกว่าเธอถูก Diddy ทำร้ายร่างกายระหว่างพักอยู่ที่โรงแรม InterContinental และเธอมีความพยายามที่จะหลบหนีออกจากโรงแรม แต่ Diddy เกิดควบคุมอารมณ์ไม่ได้ จนนำมาสู่เหตุการณ์ชุลมุน และตามมาด้วยการทำร้ายร่างกายเธอ ซึ่งครั้งนั้นเขาต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับโรงแรมไปถึง $50,000 เลยทีเดียว

ต่อมาในปี 2018 เวนทูราวัย 19 ผู้เคยเซ็นสัญญาเป็นหนึ่งในศิลปินภายใต้สังกัดของ Diddy วัย 37 ร้องเรียนว่าเธอถูกเขาข่มขืน และเป็นเวลาหลายปีที่ถูกเขาทำร้ายร่างกายอย่างต่อเนื่อง แต่เธอกลับไม่สามารถพูดอะไรได้เลย เพราะ ‘อิทธิพล’ ของ Diddy ในอุตสาหกรรมดนตรี ณ ขณะนั้นช่างมากมายเหลือเกิน บวกกับความเข้าใจของสังคมที่มองว่าพวกเขาคือคู่รักที่ทำธุรกิจร่วมกัน นั่นยิ่งทำให้เวนทูรายิ่งปริปากบอกเรื่องที่เธอถูกทำร้ายกับใครไม่ได้ จนกระทั่งทั้งคู่แยกทางกัน ซึ่งภายหลัง เวนทูราได้เปิดเผยว่า นอกจากเขาจำทำร้ายร่างกายแล้ว เธอยังถูกเขาบังคับให้มีเซ็กซ์กับผู้ชายมากหน้าหลายตาตลอดเวลาที่ทั้งคู่คบกันอีกด้วย

ไม่ได้มีเพียงแค่กรณีของเคสซี เวนทูรา เท่านั้น เรื่องราวความฉาวของ Diddy เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เมื่อแร็ปเปอร์คนดังได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาว่าเขากระทำความผิดทางเพศต่อผู้หญิงอย่างน้อยๆ 5 เคส โดยร่วมกันข่มขืน รุมโทรม และค้าประเวณี หนึ่งในนั้นคือกรณีเมื่อปี 2003 ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูก ฮาร์วี ปิแอร์ (Harve Pierre) ประธานบริษัท Bad Boy Records ของ Diddy พาขึ้นเรื่องบินเจ็ตส่วนตัวจากดีทรอยต์ ไปนิวยอร์ก ที่ซึ่งทั้ง Diddy ปิแอร์ และผู้ชายนิรนามอีก 3 คนรอเธออยู่แล้ว โดยพวกเขาได้ลงมือข่มขืนเธอในขณะนั้นที่เธออายุเพียง 17 ปี

เท่านั้นไม่พอ Diddy ยังถูกตำรวจ ค้นบ้านพักส่วนตัวในไมอามี และลอสแอนเจลิส เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง เพื่อสืบสวนข้อกล่าวหาค้าประเวณี กระทำความรุนแรงในครอบครัว ฉ้อโกง รวมถึงยาเสพติดด้วย ซึ่งแน่นอนว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดถูกเจ้าตัวรวมถึงทนายความของเขาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และการสืบสวนจึงยังคงต้องดำเนินต่อไป ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายกับจำนวนหลักฐานที่ยังไม่มากพอจนยังไม่สามารถเอาผิด Diddy ได้ และนั่นทำให้เขายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในคลิปก็อาจเป็นตัวช่วยยืนยันความจริง และเป็นตัวจุดชนวนให้ใครอีกหลายคนที่เคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงของเขา กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมได้บ้างไม่มากก็น้อย

อ้างอิง

https://edition.cnn.com/2024/05/17/entertainment/sean-combs-cassie-ventura/index.html

https://www.glamourmagazine.co.uk/article/p-diddy-allegations-timeline

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...