'พรรณิการ์' ลั่น เป็นติ่ง 'จิตร ภูมิศักดิ์' ผู้เกิด 3 ครั้ง - น่าเศร้าปัญหาเหลื่อมล้ำยังอยู่
‘พรรณิการ์’ ลั่น เป็นติ่ง ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ ผู้เกิด 3 ครั้ง – น่าเศร้าปัญหาเหลื่อมล้ำยังอยู่
เนื่องในวาระครบรอบ 71 ปี เหตุการณ์โยนบก และ 94 ปี ชาตกาลของ ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ ปัญญาชนคนสำคัญ อดีตนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เป็นกวี คีตกร และนักคิดทางการเมืองในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งถูกนิสิตกลุ่มหนึ่ง ‘โยนบก’ ลงจากเวทีหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 28 ตุลาคม 2496 ทั้งยังถูกคณาจารย์ลงโทษพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี เพียงเพราะนำเสนอหนังสือ 23 ตุลาฯ หนังสือประจำปีของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ นั้น
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เวลา 16.00 น. ที่ลานจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, คณะกรรมการนิสิตนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และคณะกรรมการนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จัดงานรำลึก “94 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ : ฤๅเป็นการสิ้นสุดของ ‘ยุคแสวงหา’เพื่อรำลึกถึงนักเขียนคิดนักเขียน และปราชญ์แห่งยุคแสวงหา”
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงาน มีการจัดนิทรรศการ ‘ประวัติชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์’ บอกเล่าชีวิต และรายละเอียดของเหตุการณ์โยนบก เมื่อ 28 ตุลาคม พ.ศ.2496 ซึ่งครบรอบ 71 ปีในวันนี้
พร้อมทั้งวางหุ่นจำลองเพื่อย้ำเตือนถึงเหตุการณ์ดังกล่าว มีการทำโพลแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ ‘เด็กจุฬา เป็น Ignorant ?’ รวมไปถึงบอร์ดให้แสดงความคิดเห็น ‘เราเรียนรู้อะไรจากจิตร’
เวลา 17.30 น. มีการเสวนาในหัวข้อ ‘ฤๅเป็นการสิ้นสุดของยุคแสวงหา’ โดย ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ จากคณะก้าวหน้า
ในตอนหนึ่ง น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า ตนเป็นแฟนพันธุ์แท้ จิตร ภูมิศักดิ์ เพราะเป็นแฟนวรรณกรรม ดีใจและภูมิใจที่คนจุฬาฯ ยุคนี้ ตระหนักถึงความสำคัญของจิตร ในฐานะราษฎรบัณฑิต และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
“รู้จักจิตร ครั้งแรกตอน ม.ปลาย เพราะชอบ ‘ลิลิตพระลอ’ มาก เนื้อหามันสั้นนิดเดียว แต่เราไปตามหาอ่านต่อ แล้วไปพบบทวิจารณ์ลิลิตพระลอ ของจิตร ซึ่ง ณ วันนั้นไม่ได้รู้จักจิตร แต่พบว่าคนๆ นี้มีบทวิจารณ์ที่น่าสนใจ แหวกขนบไปไกลถึงเรื่องชนชั้นศักดินา เราในฐานะเด็ก ม.ปลาย ในตอนนั้นก็ตกใจมาก
หลายคนบอกว่า การเป็นนักกวีและนักปฏิวัติ ใช้จิตวิญญาณเดียวกัน ช่อ ปวารณาตัวว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ จิตร ภูมิศักดิ์” น.ส.พรรณิการ์กล่าว
น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ตอนแรกเจอคำถามจากผู้จัดแล้วช็อก เพราะเกิดไม่ทันจึงไม่รู้บริบทของจุฬาฯ ในยุคนั้น แต่ความจริงมาพบว่าคุณปู่ของตน แทบจะเป็นรุ่นเดียวกันกับ จิตร ในขณะที่ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย
“คุณปู่ เป็นคนบ้านนอก ลูกหลานชาว จ.ชัยภูมิ ต้องเรียนไปทำงานไป ต้องถีบตัวเอง จบมาเป็นปลัดอำเภอ เป็นยุคแรกๆ ที่จุฬาฯ มีทั้งลูกหลานขุนนาง ลูกชาวบ้าน บ้านนอกคอกนา
ส่วนตัวมองว่า ‘เช เกวารา’ กับ ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ แทบจะเกิดและตายในปีเดียวกัน เป็นยุคที่การปฏิวัติ เบ่งบานทั่วโลก คนแสวงหาการปลดแอก เพื่อความเท่าเทียมอยู่ทุกมุมโลก เราถึงจินตนาการสังคมของ ‘อาภรณ์แผ่นดิน’ ผู้ที่มีคุณภาพสูงสุดในประเทศ ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้สัมผัส ‘กระแสหัวก้าวหน้า’ ในยุคโลกาภิวัฒน์นั้น บวกกับ การมีคนหลายจากหลายชนชั้นมาเรียนร่วมกันในคลาส
“มันคงเป็นยุค ที่เปิดให้ได้พูดคุยกับคนต่างแบ๊กกราวด์ และมีความหัวก้าวหน้า ไม่ใช่สายลมแสงแดดเลย การเกิดขึ้นของนักศึกษาที่ลุกขึ้นมาสู้เรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง ไม่ได้ใสๆ ไม่อย่างนั้น คงไม่เกิดเป็นการป๊อบอัพใน 2500” น.ส.พรรณิการ์ระบุ
น.ส.พรรณิการ์กล่าวอีกว่า เราเห็นการเติบโตของจิตร จากเด็กที่ไปเรียนที่ จ.พระตระบอง จนมาต่อต้านเจ๊ก มองเรื่องการต่อต้านทางชนชั้น ตกผลึกมาเป็นหนังสือ ‘โฉมหน้าศักดินาไทย’
“มันชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่สุดในฐานะการต่อสู้ เรียกร้องเพื่อความเท่าเทียม ในแง่ universal เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘กรรมกรทั่วโลกจงสามัคคี’
เพราะสิ่งที่มนุษย์เผชิญเหมือนกันคือ ผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ก็จะกดขี่แรงงาน จนถึงปัจจุบันยังมีการต่อสู้เรื่องชนชั้นและความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์อย่างเสมอหน้า แม้วันนี้ไม่มี พ.ร.บ.ต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่การมี ม.112 ก็ยังเป็นเรื่องเดียวกันอยู่
“ในฐานะติ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ หลายคนไม่รู้ว่ามีการตั้งวงดนตรีในคุก ซึ่ง จิตร เล่นจะเข้ และจะเข้ของจิตร ก็ยังอยู่ในพิพิธภัณฑ์แรงงาน ที่มักกะสัน ห้องที่ชอบมากคือห้องของจิตร มีข้าวของของจิตร ที่ใช้ตอนอยู่ในคุก
การเป็นกวีและนักปฏิวัติ ใช้เอเลเมนท์เดียวกัน การปฏิวัติเป็นเรื่องศิลปะ และใช้อารมณ์ความรู้อย่างมาก ในคุกมีการแต่งเพลง เนื้อร้อง ทำนอง บทกวี ต้องยอมรับว่า ‘บทกวีของจิตร’ ยังใช้ในการปลุกเร้าความรู้สึกถึงความอยุติธรรม ที่คนต่างลุกขึ้นมาปลดแอก เพื่อให้เป็นสังคมที่เท่าเทียม จิตวิญญาณที่เข้าใจความเจ็บปวดของผู้อื่น ต่อให้เป็นชนชั้นกระดุมพี แต่เข้าใจชนชั้นแรงงาน จิตวิญญาณของจิตร ยิ่งถูกบ่มเพาะ เพราะเมื่อคุณอยู่ในคุก จะยิ่งรู้สึกถึงความเจ็บปวด” น.ส.พรรณิการ์กล่าว
น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า จิตร เกิด 3 ครั้ง ผลงานมาบูมในยุคแสวงหา ก่อน 14 ตุลาคม 2516 ที่เป็นกระแสต่อเนื่องจากยุคของจิตรเอง ซึ่งเขาพูดถึงการปฏิวัติ ความเท่าเทียม ชนชั้น จนระยะหลังเริ่มมีการเสาะหางานของจิตร
“แน่นอนว่า งานของจิตร มีพลัง ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องปลอบประโลม ปลุกระดม เป็นการเกิดครั้งที่ 2
ส่วนการเกิดครั้งที่ 3 ถ้าจำไม่ผิด คือช่วงม็อบหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องมาเป็นการต่อสู้ของกลุ่มราษฎร มีการจัดกิจกรรมรำลึกจิต ร ที่จุฬาฯ ปีนั้น ช่อ ก็มาเข้าร่วมด้วย เป็นที่ปีที่คนเยอะมาก และมีการขอโทษจากกรรมการนิสิต วิศวฯ จุฬาฯ ด้วย
เพราะเนื้อหาพูดถึงความเหลื่อมล้ำ คนที่กล้าพูด คิดต่าง มีความผิดถึงตาย ใช้กฎหมายในการเล่นงาน การเกิดของจิตรในแต่ละยุคสมัย มีค่าพอที่จะถูกหยิบมาสะท้อนความไม่เท่าเทียมในสังคม น่าเศร้าที่ปัจจุบันปัญหานั้นยังคงอยู่” น.ส.พรรณิการ์ชี้
ต่อมาเวลา 19.10 น. มีการมอบรางวัล ‘จิตร ภูมิศักดิ์ ประจำปี 2567’ ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง 4 ท่านในปีนี้ได้แก่ 1.ศ.พิเศษ ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา ด้านศิลปะเพื่อประชาชน 2.นายณัฐพล เมฆโสภณ (เป้ ประชาไท) ด้านสื่อเพื่อเสรีภาพ 3.รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ด้านขับเคลื่อนสังคม และ 4.น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ด้านสิทธิมนุษยชน
จากนั้น มีการแสดงดนตรีสด โดย นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘พรรณิการ์’ ลั่น เป็นติ่ง ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ ผู้เกิด 3 ครั้ง – น่าเศร้าปัญหาเหลื่อมล้ำยังอยู่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th