โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ก.ยุติธรรม จับมือ UNDP-UNGCNT จัดประชุมระดับชาติ ต้านทุจริต-ยกระดับสิทธิแรงงาน

Khaosod

อัพเดต 15 ธ.ค. 2567 เวลา 03.15 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2567 เวลา 03.15 น.
ก.ยุติธรรม จับมือ UNDP-UNGCNT จัดประชุมระดับชาติ ต้านทุจริต-ยกระดับสิทธิแรงงาน

กระทรวงยุติธรรม จับมือ UNDP และ UNGCNT จัดประชุมระดับชาติ หัวข้อ "การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ปราศจากการคอร์รัปชัน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน"

วันที่ 15 ธ.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. เวลา 08.30 – 12.30 น. ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) และสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็คแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand: UNGCNT) จัดการประชุมระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 8 หัวข้อ "การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ปราศจากการคอร์รัปชัน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน"

โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม ร่วมกับ คุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย และ ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร เลขาธิการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย

โดยมี น.ส.ดวงดาว เกียรติพิศาลสกุล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้ชี้แจงความเป็นมาและวัตถุประสงค์การประชุม และมีคณะเจ้าหน้าที่กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อำนวยความสะดวกตลอดการประชุม

โดยการประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการต่อต้านการทุจริต และสิทธิแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และความคิดเห็นระหว่างภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงาน และการทุจริตในห่วงโซ่อุปทาน

รมว.ยุติธรรม กล่าวขอบคุณองค์กรพันธมิตรที่ร่วมกันจัดการประชุม หัวข้อ "การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ปราศจากการคอร์รัปชัน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน" ได้จัดขึ้นในห้วงเวลาที่มีความเหมาะสม เนื่องจากวันที่ 9 ธ.ค. เป็นวันต่อต้านการทุจริตสากล อีกทั้งหัวข้อการประชุมซึ่งเน้นย้ำความสำคัญของการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นในมิติแรงงาน ยังมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่ออนาคตของคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะในประเทศไทย

จากรายงานสถานการณ์ด้านแรงงาน ไตรมาส 3/2567 ก.ค.-ก.ย. 2567 มีประชากรวัยแรงงานอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวนประมาณ 59.24 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มี 40.48 ล้านคน เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงาน ส่วนอีก 18.75 ล้านคน ซึ่งเป็นคนชรา/คนที่ไม่สามารถทำงานได้ เรียนหนังสือ ทำงานบ้าน และอื่นๆ

รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า ส่วนผู้อยู่ในกำลังแรงงาน จำนวน 40.48 ล้านคน เป็นแรงงานในระบบประกันสังคม ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 33 จำนวน 12.10 ล้านคน และเป็นแรงงานนอกระบบที่สมัครจ่ายค่าประกันสังคม มาตรา 39 จำนวน 1.72 ล้านคน มาตรา 40 จำนวน 11 ล้านคน รวมจำนวนผู้ประกันตน จำนวน 24.82 ล้านคน ดังนั้น มีผู้อยู่ในกำลังแรงงานอยู่นอกระบบประกันตน จำนวน 15.66 ล้านคน

นอกจากนั้น ปัจจุบันประเทศไทยยังมีแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนไว้ อยู่จำนวนประมาณ 3.3 ล้านคน แต่ยังมีกลุ่มที่อยู่ใต้ดินอีกประมานรวมกับที่ขึ้นทะเบียนไว้ ประมาณ 5 ล้านคน การพูดถึง การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ปราศจากการคอร์รัปชัน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน จะมีความหมายถึงแรงงานทุกระบบ ซึ่งประเทศไทยถ้านำนิยามสากลมาใช้ เราจะมีผู้ว่างงานเพียง 4.14 แสนคน ถือว่าน้อยมาก

ส่วนตัวเห็นว่า เพราะมีแรงงานนอกระบบและอาชีพอิสระจำนวนมาก รวมถึงมีสัดส่วนธุรกิจนอกระบบจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลที่ต้องเข้าไปดูแล และยากต่อการคุ้มครองสิทธิแรงงาน

พ.ต.อ.ทวี กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ภายใต้หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม เพื่อนำไปสู่ความยุติธรรมอย่างแท้จริง

การจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน จึงถือเป็นกรอบนโยบายของรัฐบาลที่สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความร้บผิดชอบ และเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม

โดยแผนปฏิบัติการฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นหลัก 4 ประเด็น ได้แก่ 1.แรงงาน 2.ชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 3.นักปกป้องสิทธิมนุษยชน 4.การลงทุนระหว่างประเทศ และบริษัทข้ามชาติ

ทั้งนี้ ปัญหาการละเมิดนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นประเด็นสำคัญที่ควรเร่งแก้ไข โดยการผลักดันร่างกฎหมายป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Anti- Strategic Lawsuit Against Public Participation : Anti- SLAPP Law) ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยโดยเร็ว

นอกจากนั้น ควรนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการพัฒนามาตรการป้องกันการทุจริต เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม พิจารณายกเลิกกฎหมายที่เป็นโซ่ตรวน เป็นอุปสรรค หรือเป็นเงื่อนไขในการพัฒนา รวมถึงกฎหมายที่มีความล้าสมัย

ขยายผลการดำเนินงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้ครอบคลุมการคุ้มครองแรงงานในทุกมิติ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และควรต่อยอดการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนกับกลุ่ม SMEs ด้วย เนื่องจากมีจำนวนมากในประเทศไทย

โดยดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมการศึกษาให้กับแรงงานที่พบว่า ประมาณ 65% มีการศึกษาต่ำกว่าการศึกษาขั้นนพื้นฐาน ที่เป็นหน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายของรัฐที่ต้องให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาถึงขึ้นพื้นฐาน (มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ปวช.) การที่แรงงานไม่ได้รับการศึกษาถึงขั้นที่รัฐกำหนด อาจถือว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ ดังนั้น การให้การศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกละเมิด

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า สุดท้ายนี้ ตนขอให้ทุกคนมองว่ากระทรวงยุติธรรมเป็นของพวกเราทุกคน เป็นพื้นที่ที่จะสร้างความยุติธรรมให้กับคนทุกกลุ่มและทุกภาคส่วน ดังนั้น ขอให้ทุกท่านร่วมกันให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อจะได้รวบรวมและนำไปสู่การแก้ไข รวมถึงจะได้เป็นโอกาสในการผลักดันความเป็นธรรมให้กับแรงงานและภาคธุรกิจให้อยู่ร่วมกันได้ภายใต้หลักการเคารพสิทธิมนุษยชน

ร่วมกันขจัดปัญหาการทุจริตในมิติแรงงาน ทั้งในระบบ และนอกระบบ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และความเท่าเทียม ภายใต้หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรมเพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน

ด้าน คุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมประเทศไทย โดยกระทรวงยุติธรรม ที่ประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจก้บสิทธิมนุษยชนเป็นประเทศแรกในเอเชีย และมีบทบาทนำด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค

โดยเฉพาะการกำหนดให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทุกบริษัทต้องเปิดเผยผลกระทบการดำเนินงานในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 86% ได้ดำเนินการแล้ว

การเสริมสร้างความเข้มแข็งของมาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงพัฒนาการล่าสุดในการริเริ่มศึกษาแนวทางออกกฎหมาย เพื่อกำหนดมาตรการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านภาคบังคับ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ยังเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อหลักนิติธรรมของประเทศไทย ซึ่งเห็นได้จากค่าคะแนนของประเทศไทยในดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอรัปชั่นขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International Corruption Perceptions Index) และดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมของ World Justice Project (World Justice Project’s Rule of Law Index) ซึ่งยังปรากฏว่า มีปัญหาในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริต และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม

ในการนี้ UNDP ยินดีร่วมมือกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิทธิมนุษยชนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผ่านทางโครงการใหม่ที่มุ่งสนับสนุนสื่อและเยาวชนให้เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในทุกมิติต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ก.ยุติธรรม จับมือ UNDP-UNGCNT จัดประชุมระดับชาติ ต้านทุจริต-ยกระดับสิทธิแรงงาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...