โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มิตร ชัยบัญชา’ จากเด็กวัดสู่พระเอกขวัญใจมหาชน ย้อนตำนานพระเอกตลอดกาลผ่าน ‘มนต์รักนักพากย์’

The MATTER

อัพเดต 12 ต.ค. 2566 เวลา 11.02 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2566 เวลา 11.00 น. • Entertainment

“ผมเป็นนักพากย์ขายยา ผมพากย์เสียงคุณทุกวันเลยครับ”

หากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสัก 50-60 ปี ระหว่าง 2506-2516 เป็นช่วงที่คงไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักนักแสดงชายมาดดี ใบหน้าคมเข้ม รูปร่างสูงใหญ่ที่ชื่อ ‘มิตร ชัยบัญชา’ ท่ามกลางยุคสมัยที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวไกลเหมือนอย่างวันนี้ การมีผลงานภาพยนตร์ไม่ต่ำกว่าปีละ 30 เรื่อง หรือราวๆ เดือนละ 3 เรื่อง ได้เชื้อเชิญทุกสายตาให้จับจ้องมายังความบันเทิงในรูปแบบภาพยนตร์นี้ และเมื่อพูดถึงภาพยนตร์ ใบหน้าแรกๆ ที่คนในยุคนั้นคิดถึงก็คือมิตร ชัยบัญชา พระเอกที่หากจะนิยามว่าเป็นสัญลักษณ์ของวงการหนังไทยยุคเฟื่องฟูก็ดูจะไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวไหน มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ขอเพียงในเรื่องมีมิตร ชัยบัญชาปรากฏตัว ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศก็พร้อมตบเท้าซื้อตั๋วเข้าไปดูต่อให้ฉากที่เขาเล่นจะมีไม่ถึง 5 นาทีก็ตาม สิ่งนี้ตอกย้ำความเป็นที่นิยมระดับปรากฏการณ์ที่ส่งให้ชื่อของมิตรกลายเป็นตำนานค้างฟ้าข้ามยุคสมัย

อย่างไรก็ดี ขวบปีที่ผันผ่านค่อยๆ ลบเลือนภาพตำนานของพระเอกยุค 70 ไปทีละน้อย และอันที่จริงก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเด็กรุ่นใหม่จะไม่รู้สึกผูกพันคลั่งไคล้นักแสดงรุ่นคุณปู่ที่เขาและเธอไม่เคยดูผลงานกับตาของตัวเองด้วยซ้ำ แต่แล้วการมาถึงของภาพยนตร์ที่เป็นดั่งจดหมายรักถึงหนังไทยในอดีตอย่าง มนต์รักนักพากย์ ก็ได้ช่วยชุบชีวิตมิตร ชัยบัญชาให้กลับมาโลดแล่นบนหน้าจออีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ เขาไม่ได้ลั่นไกปืนบนผืนผ้าใบในโรงภาพยนตร์ แต่แสดงฝีมือสู่สายตาประชาชนบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง

“แค่มีชื่อมิตร ฉายเมื่อไหร่ก็โรงแตกเมื่อนั้น”

คือคำที่นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับภาพยนตร์มนต์รักนักพากย์กล่าวถึงพระเอกที่ยืนอย่างสง่างามอยู่ใจกลางความทรงจำวัยเด็กของเจ้าตัว และเมื่อได้รับโอกาสจากเน็ตฟลิกซ์ เขาก็ไม่ลังเลที่จะรวบรวมเรื่องราวในวันนั้น มาเนรมิตเป็นผลงานที่เป็นทั้งตำราประวัติศาสตร์และภาพเคลื่อนไหวที่ให้ความบันเทิง เพราะอย่างน้อยที่สุด การเดินทางของแก๊งนักพากย์หนังช่วงปี 2513 นำโดยหัวหน้ามานิตย์(ศุกลวัฒน์ คณารศ) ไอ้เก่า (จิรายุ ละอองมณี) ลุงหมาน (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) และเรืองแข (หนึ่งธิดา โสภณ) คงช่วยให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจว่า มรดกที่มิตร ชัยบัญชาฝากไว้แก่วงการภาพยนตร์ไทยนั้นยิ่งใหญ่และสำคัญเพียงใด

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของมนต์รักนักพากย์*

เด็กวัด นักมวย และนักบิน**

เพราะพ่อกับแม่แยกทางกัน ชื่อแรกเกิดของมิตร ชัยบัญชาจึงเป็นบุญทิ้ง ระวีแสง ชีวิตในวัยเด็กของบุญทิ้งเรียกได้ว่าผ่านประสบการณ์มาโชกโชนไม่ต่างจากการผจญภัยในภาพยนตร์ที่เด็กน้อยจะได้เล่นเมื่อเติบใหญ่ เขาเริ่มจากการเป็นเด็กวัดผู้ต้องติดสอยห้อยตามสามเณรแช่ม ระวีแสง น้องชายของพ่อที่ต่อมาบวชเป็นพระภิกษุที่วัดสนามพราหมณ์ จังหวัดเพชรบุรี ทำให้บุญทิ้งถูกเลี้ยงดูและขัดเกลาด้วยข้าวก้นบาตรและพุทธศาสนา

ต่อมาเมื่ออายุประมาณ 9 ขวบ ผู้เป็นแม่ได้รับบุญทิ้งมาอยู่ด้วยกันที่ย่านนางเลิ้ง และบุญทิ้ง ระวีแสงก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสุพิศ พุ่มเหม ซึ่งเป็นนามสกุลของพ่อบุญธรรมผู้เป็นสามีของคุณน้า

งานอดิเรกที่มิตรโปรดปรานในตอนนั้นคือการชกมวย โดยเขาสามารถคว้าเหรียญทองมวยนักเรียนได้ถึง 2 ครั้ง ทั้งในปี 2492 และ 2494 จึงคาดกันว่า ทักษะนี้น่าจะติดตัวเขามาจนถึงวันที่ต้องแสดงบทบู๊ในภาพยนตร์หลายสิบเรื่อง

แต่กระนั้น จริงๆ แล้วการเป็นนักแสดงไม่เคยอยู่ในสายตาของมิตร เพราะเป้าหมายหนึ่งเดียวที่เขาคิดฝันคือการเป็นนักบิน ในวัย 20 ปี เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนพระนครวิทยาลัย เพื่อมาเข้าโรงเรียนจ่าอากาศ และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ สุดท้ายเขาก็ได้รับบรรจุเป็นครูฝึกที่กองพันต่อสู้อากาศยาน กรมอากาศโยธิน กองทัพอากาศดอนเมือง และได้เปลี่ยนชื่อเป็นจ่าอากาศโท พิเชษฐ์ พุ่มเหม หรือที่เพื่อนเรียกสั้นๆ ว่า ‘จ่าเชษฐ์’**

**แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าเส้นทางของมิตร ชัยบัญชาไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นจ่าฯ ด้วยหน้าตาอันหล่อเหลา ส่วนสูง 185 เซนติเมตร ไปจนถึงอุปนิสัยที่ใจกว้าง เข้ากับคนง่าย ท้ายที่สุดจ่าอากาศโทจึงได้รับการทาบทามให้เข้าสู่สงการภาพยนตร์ และกลายบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีนักแสดงคนใดทำได้มาก่อน

มิตร ชัยบัญชา ประกบ เพชรา เชาวราษฎร์

หลายคนอาจคิดว่า ก้าวย่างในฐานะนักแสดงของมิตรคงโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทว่าเปล่าเลย กว่าที่เขาจะได้รับงานแสดงครั้งแรกนั้นต้องฝ่าฟันอุปสรรคนับครั้งไม่ถ้วน เขาเคยจำใจปฏิเสธหนังเนื่องจากติดภารกิจทางราชการในวันที่ต้องเข้าพบผู้สร้าง เคยถูกทีมงานตำหนิรูปร่างหน้าตา ทั้งจมูก โหนกแก้ม และความสูงที่สร้างความยุ่งยากในการหานางเอกมาประกบคู่ด้วย แต่จนแล้วจนรอด ปี 2501 ราวกับว่าคราวนี้บุญขอคืนดีกับมิตร ชัยบัญชา เพราะประทีป โกมลภิส ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องชาติเสือ ที่เดิมทีได้วางตัวพระเอกไว้ก่อนแล้ว ดันต้องการเปลี่ยนมาใช้ดาราหน้าใหม่แทน ซึ่งทุกฝ่ายเองต่างพึงพอใจในความสามารถของจ่าเชษฐ์ จึงพร้อมใจส่งบทพระเอกให้เขาเป็นครั้งแรก และได้มอบชื่อในวงการที่กลายเป็นตำนานอย่างมิตร ชัยบัญชาให้กับเขา**

ความโด่งดังของมิตร ชัยบัญชาค่อยๆ เพิ่มพูน กระทั่งในปี 2505 คู่พระนางขวัญใจมหาชนก็ถือกำเนิด มิตร ชัยบัญชาโคจรมาเจอกับนางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งอย่างเพชรา เชาวราษฎร์* ใน บันทึกรักของพิมพ์ฉวี* หนังเรื่องนี้เป็นที่นิยมในวงกว้างจนผู้สร้างจับทั้งคู่มาร่วมจอกันอีก และไม่ว่าจะร่วมจอกันกี่ครั้งก็จะได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามทุกครั้งไป ส่งให้ในเวลาเพียง 8 ปี มิตรกับเพชราเล่นหนังคู่กันไปมากกว่า170 เรื่อง ครองตำแหน่งคู่ดาราแม่เหล็กของประเทศไปโดยปริยาย

รถเร่ขายยา กับ มิตร ชัยบัญชาถือผ้า ถือปืน ใส่หน้ากาก

ช่วงปี 2506 มิตร ชัยบัญชามีรายได้ต่อเดือนสูงกว่า 4 แสนบาท ซึ่งถ้าเทียบเป็นค่าเงินในปัจจุบันอาจจะอยู่ที่ประมาณ 10-20 ล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียว และหากถามว่า จำนวนเงินที่มากขนาดนี้มาจากไหน คำตอบคือใน 1 ปี มิตร ชัยบัญชาจะปรากฏตัวในหนังไทยประมาณ 35-40 เรื่อง ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าครึ่งของภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในแต่ละปี และปัจจัยหนึ่งซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อความนิยมของมิตรคงหนีไม่พ้นรถเร่ขายยาและรถเร่ล้อมผ้า**

*ภาพยนตร์มนต์รักนักพากย์* เลือกจับภาพไปยังความเป็นไปของทีมรถเร่ขายยา หนึ่งในฟันเฟืองเล็กๆ ที่สร้างแรงกระเพื่อมไม่น้อยต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในยุคนั้น โดยรถเร่ขายยาคือพาหนะที่จะขนหยูกแบกยาไปขายยังพื้นที่ต่างๆ ทว่าอะไรล่ะที่จะดึงความสนใจให้ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่มารวมตัวกันและจับจ่ายซื้อยาเหล่านั้น แน่นอนว่าความบันเทิงซึ่งทุกคนนิยมชมชอบตรงกันก็คือหนังกลางแปลง

ปลายทางของทีมรถเร่ส่วนมาก ได้แก่ ลานวัดหรือแปลงขนาดกว้าง พวกเขาจะจัดฉายหนังตรงกลางลานเพื่อให้ทุกคนมาเสพสมความบันเทิงร่วมกัน และด้วยความที่เทคโนโลยีภาพยนตร์ในยุคนั้นยังไม่สามารถบันทึกเสียงลงไปกับภาพได้ ทำให้ทีมรถเร่จำเป็นต้องพากย์เสียงตัวละครและเอฟเฟ็กต์ทั้งหมดแบบสดๆ ก่อนเริ่มพากย์ก็ขายยาก่อน พากย์ไปครึ่งเรื่องก็พักโฆษณาสินค้าอีกครั้ง และเมื่อหนังจบก็จะขายอย่างเต็มที่เป็นการปิดท้าย ทางฝั่งรถเร่ล้อมผ้าก็ใช้หลักการคล้ายๆ กัน นั่นคือพเนจรไปยังท้องที่ต่างๆ เพียงแต่เปลี่ยนจากขายยามาเป็นเก็บค่าเข้าชม ซึ่งคนที่ไม่ซื้อตั๋วก็จะมองไม่เห็นจอเพราะมีผ้าล้อมพื้นที่อยู่นั่นเอง

ทั้งการฉายหนังของรถเร่ขายยาและรถเร่ล้อมผ้า ไม่มีหนังของใครที่จะซื้อใจคนจากทุกท้องที่ได้มากไปกว่าหนังของมิตร ซึ่งหนังของมิตรในยุคนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ นั่นคือ มิตรถือผ้าเช็ดหน้า มิตรถือปืน และมิตรใส่หน้ากาก โดยมิตรถือผ้าเช็ดหน้าจะเป็นหนังรักดราม่า น้ำตาแตก ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเพศหญิง ขณะที่มิตรถือปืนก็ได้แก่หนังบู๊ล้างผลาญทุกประเภท จำพวกระเบิดภูเขาเผากระท่อมที่ผู้ชายชื่นชอบ และสุดท้าย หนังมิตรใส่หน้ากากอันหมายถึงหนังตระกูลอินทรีแดง ซูเปอร์ฮีโร่สัญชาติไทยที่ช่วยให้มิตรเป็นที่นิยมในกลุ่มเด็กๆ ผู้ชื่นชอบตัวละครพระเอกสวมหน้ากากพิทักษ์ความยุติธรรม เท่ากับว่าดาราคนนี้มีหนังให้ครบทุกกลุ่มผู้ชม ดูได้ทุกเพศวัย จึงไม่แปลกที่เขาจะได้รับความนิยมและไม่มีใครไม่รู้จัก

ชื่อมิตรเพราะรักเพื่อน

อย่างที่ได้เล่าไปว่าประทีป โกมลภิส ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องชาติเสือ คือผู้ที่มอบชื่อมิตร ชัยบัญชาให้กับดาราดังแห่งสยามประเทศ ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือสาเหตุของชื่อดังกล่าว

ประทีบเริ่มขั้นตอนการหาชื่อใหม่ให้จ่าเชษฐ์ โดยถามไปว่า “ในชีวิต สิ่งใดสำคัญที่สุด”

“เพื่อนครับ” มิตรตอบ ก่อนที่ผู้กำกับอย่างประทีปจะปิดด้วยประโยคที่ว่า

“เพื่อนคือมิตร เมื่อรักเพื่อนก็เก็บเพื่อนไว้กับตัว งั้นดี ให้ใช้ชื่อใหม่ว่า ‘มิตร’ ก็แล้วกัน”

ส่วนนามสกุล ‘ชัยบัญชา’ มาจากความภาคภูมิใจที่มิตรได้รับเลือกให้เป็นผู้อัญเชิญธงชัยเฉลิมพลในพิธีสวนสนามวันปิยมหาราชเป็นประจำทุกปี**

ชื่อของมิตรสะท้อนได้อย่างดีถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่เขามีต่อพวกพ้อง โดยนนทรีย์ นิมิบุตร* ผู้กำกับมนต์รักนักพากย์*ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“หนังบางเรื่องที่เพื่อนสร้างแล้วไม่มีคุณมิตรอยู่ในนั้น พอคุณมิตรรู้ว่าไปไม่รอดแน่ มิตรก็เดินเข้าไป ถ่ายหนังให้ 2 วัน หนังเรื่องนั้นก็มีชื่อมิตร ชัยบัญชาขึ้นมาทันที ทั้งที่ไม่ได้มีบทบาท นี่คือความรักที่อยากช่วยเพื่อน”

และความรักที่มิตรมีต่อญาติมิตรก็ไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่คนที่เขารู้จักมักจี่ ทว่าส่งต่อไปถึงแฟนหนังจากทั่วทุกภูมิภาค สังเกตได้จากการที่มิตร ชัยบัญชาจะอ่านจดหมายที่แฟนหนังส่งมาวันละหลายร้อยฉบับ ก่อนจะพูดตอบจดหมายเพื่อให้ผู้ช่วยเขียนตามแล้วส่งกลับไป หรือในภาพยนตร์มนต์รักนักพากย์เอง ก็มีฉากหนึ่งซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นคนอัธยาศัยดีของมิตรได้อย่างเด่นชัด

“ผมพากย์เสียงของคุณทุกวันเลยครับ” มานิตย์ หัวหน้าทีมพากย์ขายยาบอกกับมิตร ชัยบัญชาในครั้งเดียวที่ทั้งคู่ได้พบกัน ก่อนที่พระเอกในหน้ากากอินทรีแดงจะตอบกลับทันควัน

“ขอบคุณมากครับ ผมดูดีได้เพราะเสียงของคุณ”

มิตรเป็นมากกว่านักแสดง

จำเลยรัก, อวสานอินทรีแดง, เก้ามหากาฬ, จ้าวนักเลง, สิงห์ล่าสิงห์, 5 พยัคฆ์ร้าย, อินทรีมหากาฬ, ดาวพระศุกร์, มือนาง, พนาสวรรค์, สววรค์เบี่ยง, ไทรโศก, พระอภัยมณี, ทรชนคนสวย, 7 พระกาฬ, พยัคฆ์ร้ายใต้สมุทร, ฟ้าเพียงดิน, เงิน เงิน เงิน, เพชรตัดเพชร, มนต์รักลูกทุ่ง ฯลฯ เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ท่ามกลางผลงานที่นับแทบไม่ถ้วนของมิตร ชัยบัญชา ทว่านอกเหนือจากผลงานการแสดงแล้ว เขายังมีบทบาทสำคัญต่อวงการภาพยนตร์ในด้านอื่นๆ ด้วย

ปี 2510 เมื่อมีทั้งชื่อเสียงและการเงินที่มั่นคง มิตรพยายามผลักดันคนในวงการหนังโดยก่อตั้งสหชัยภาพยนตร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ผลัดกันเข้ามาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังที่เขาเล่นเป็นพระเอก ซึ่งทุกเรื่องที่รับเล่น มิตรไม่เคยคิดค่าตัวแม้แต่บาทเดียว มากไปกว่านั้น ถ้าหากผู้สร้างแต่ละเจ้ามีปัญหาด้านเงินทุน เขาก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ และหลายครั้งก็สบทบทุนร่วมสร้างด้วย**

**ข้ามมาที่ปี 2513 ยุคที่ภาพยนตร์จากฮอลลีวูดเข้ามามีอิทธิพลในประเทศจนหนังไทยหลายเรื่องไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ มิตร ชัยบัญชาในวัย 36 ปี เห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจนำที่ดิน บ้าน และทรัพย์สินไปขายและจำนองธนาคาร เพื่อรวบรวมเงินมาซื้อที่ดินบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าในราคา 7 ล้านบาท หวังสร้างโรงภาพยนตร์มาตรฐานสำหรับจัดฉายหนังไทยโดยเฉพาะเพื่อเป็นเครื่องการันตีที่ช่วยให้ผู้สร้างวางใจได้ว่า อย่างน้อยที่สุดจะมีพื้นที่ให้กับหนังไทยโดยที่พวกเขาไม่ต้องไปแก่งแย่งต่อรองกับหนังต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

ในปีเดียวกันนี้เอง มิตร ชัยบัญชายังมีส่วนสำคัญต่อหนังอย่างมนต์รักลูกทุ่ง ที่ไม่เพียงรับบทนำ แต่ยังช่วยวางโครงเรื่องและเสนอให้จัดทำภาพยนตร์ออกมาในรูปแบบมิวสิคัลที่ใช้เพลงลูกทุ่ง จากเพลงประกอบทั้งหมด 14 เพลง มิตรร่วมร้องด้วย 2 เพลง และหลายเพลงจากวันนั้นก็ยังได้รับความนิยมจนวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงมนต์รักลูกทุ่ง สิบหมื่น น้ำลงนกร้อง ฯลฯ

มนต์รักลูกทุ่งฉายยืนระยะในโรงภาพยนตร์ได้นานถึงครึ่งปี กวาดรายได้ทั่วประเทศไปกว่า 13 ล้านบาท ตอกย้ำความสำเร็จของคู่พระนางมิตร-เพชรา ถึงขั้นที่หลายคนเข้าใจผิดว่า ‘เพชรา’ คือนามสกุลจริงๆ ของมิตร แต่ที่สำคัญที่สุดคือภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถจุดกระแสความนิยมจนเพลงลูกทุ่งกลับมาฮิตติดตลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งยังส่งให้มิตร ชัยบัญชากลายเป็นที่รักของทุกคนในวงการบันเทิงอย่างแท้จริง เขาอยู่ในจุดสูงสุดจนไม่มีใครคาดคิดว่า เจ้าตัวจะต้องลาจากโลกนี้ไปในปีเดียวกันนั้นเอง…

อยู่กับหนังไทยจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต

8 ตุลาคม 2513 มิตร ชัยบัญชาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องอินทรีทองด้วยเหตุผลด้านความสมจริง ประกอบกับความไม่พร้อมของเสื้อผ้านักแสดงแทน ทำให้มิตรตัดสินใจแสดงฉากสุดท้ายของเรื่องด้วยตัวเอง แต่เพราะความผิดพลาดทางเทคนิคที่คาดว่าเกิดจากแรงกระตุกของเฮลิคอปเตอร์ ผนวกกับการที่ตัวมิตรเองไม่ได้เหยียบบันไดเชือก ทำให้เขาต้องใช้เพียง 2 มือโหนตัวอยู่กับบันไดที่ความสูง 300 ฟุต ก่อนที่สุดท้ายจะตกลงมากระแทกพื้นเสียชีวิต**

**9 ตุลาคมปีเดียวกัน หนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับพาดหัวข่าวการตายของนักแสดงหนุ่มผู้เป็นที่รัก ความโศกเศร้าปกคลุมไปทั่วแคว้นแดนไทยเพราะไม่มีใครคาดคิดว่ามิตร ชัยบัญชาจะจากโลกนี้ไปในวัยเพียงแค่ 36 หลายคนถึงกับบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง

ศพของมิตร ชัยบัญชาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้งท่ามกลางความอาลัยของประชาชน และด้วยความที่หลายคนยังไม่เชื่อว่ามิตรตายจริงๆ หรือคนที่เชื่อก็อยากจะเห็นใบหน้าของนักแสดงชายคนนี้อีกสักครั้ง ผู้ที่ร่วมจัดพิธีจึงต้องทำถึงขนาดยกศพของมิตรขึ้นเพื่อให้สาธารณะชนได้เห็นร่างของมิตรเป็นครั้งสุดท้ายด้วยตาตัวเอง ซึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ก็ปรากฏในมนต์รักนักพากย์เช่นเดียวกัน

หลังจากครบ 100 วัน ก็มีการพระราชทานเพลิงศพ วันนั้นมีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมงานมากกว่า 3 แสนคน ถึงขนาดที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่านั่นคืองานศพของสามัญชนที่มีผู้ไปร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และถ้าประเมินกันตามความเป็นจริง ก็อาจจะไม่มีการจากไปของสามัญชนคนไหนที่จะยิ่งใหญ่และเป็นที่จดจำได้มากเท่ามิตร ชัยบัญชาอีกแล้ว

นี่คือเส้นทางของนักแสดงที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคนหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้ตัวจะจากไปก่อนเวลาอันควร ทว่าผลงานภาพยนตร์ มรดกที่ตกทอดอยู่ในอุตสาหกรรมหนังไทย ตลอดจนแรงบันดาลใจบนแผ่นฟิล์มจะคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราไปอีกยาวนานดังคำที่เพชรา เชาวราษฏร์ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

"เขาเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือคน เอาใจใส่คนอื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส คุยได้กับทุกคน ไม่มีมาด ไม่ถือตัว ตรงนี้แหละที่ทำให้เขายังเป็นพระเอกตลอดกาล ยังไม่ตายไปจากใจแฟนๆ จนถึงวันนี้”

อ้างอิงจาก

silpa-mag.com

about.netflix.com

fapot.or.th

fapot.or.th

youtube.com

Graphic Designer: Manita Boonyong
Proofreader: Runchana Siripraphasuk**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...