โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“พระเจ้าตาก” รวบรวมกำลังกู้กรุงฯ เผยโฉม “โจรสลัด” แห่งชายฝั่งทะเลตะวันออก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ก.ย 2566 เวลา 04.27 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2566 เวลา 04.35 น.

ในยุคการค้าทางทะเลช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่19 (พุทธศตวรรษที่24) สิ่งที่เติบโตในขอบเขตสากลคู่ขนานและตรงข้ามไปกับพ่อค้าก็คือโจรสลัด” (Pirate) มีทั้งโจรดีมีอุดมการณ์ที่ปล้นคนรวยช่วยคนจนโจรกบฏต่อต้านอำนาจรัฐส่วนกลางโจรผู้ร้ายที่ก่ออาชญากรรมเพื่อความมั่งคั่งส่วนตัวการกระทำอันเป็นโจรสลัด” (Piracy) นั้นถือเป็นข้อหาร้ายแรงสำหรับยุคที่ผู้คนยังเดินทางไกลกันด้วยเรือเดินสมุทร

และด้วยเหตุที่มีข้อจำกัดประสิทธิภาพของเรือในยุคก่อนหน้าการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมากมักต้องแล่นเลียบชายฝั่งไปในระยะที่มั่นใจได้ว่า หากคลื่นลมแรงหรือพลัดไปชนหินโสโครกจนเรือแตกลง จะได้มีผู้รอดชีวิต โดยปกติก็จะกำหนดไว้ที่ระยะราว2 กิโลเมตรจากชายฝั่ง เมื่อถึงสถานที่อันเป็นบริเวณสำคัญ(Landmark) ก็อาจแวะจอดพักเทียบท่า หาเสบียงอาหารและความสุขสำราญ

นับแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่17 (พุทธศตวรรษที่22) ที่ราชวงศ์บ้านพลูหลวงของอยุธยา ได้หันมาเน้นการค้าทางฝั่งตะวันออก ที่มีจีน ญี่ปุ่น ริวกิว และเกาหลี เป็นคู่ค้าสำคัญ ก็ทำให้บ้านเมืองในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกบังเกิดความเจริญรุ่งเรืองตามมา เพราะมีจุดที่เรือสำเภาที่แล่นผ่านไปมาสามารถแวะพักได้

ประกอบกับเป็นหัวเมืองห่างไกลที่ไม่ค่อยถูกควบคุมจากอยุธยามากนัก เป็นเหตุให้บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกมักเป็นที่ตั้งของชุมชนที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ผ่านการจัดตั้งจากรัฐส่วนกลาง ผู้คนมากหน้าหลายตาหลายชาติพันธุ์มาพบปะ และรวมตัวกันในพื้นที่ในรูปแบบที่เรียกว่าซ่อง หรือ“ส้อง” คำภาษาจีนที่กลายมาเป็นคำนิยามแพร่หลายในท้องถิ่น อธิบายถึงการรวมตัวกันของกลุ่มที่มีแนวคิดและเป้าหมายเดียวกัน

ในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 พระเจ้าตาก” กับพวกได้ฝ่าวงล้อมของพม่า เดินทัพมายังดินแดนเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อรวบรวมผู้คน เสบียงอาหาร ยุทโธปกรณ์ ตลอดจนทุนทรัพย์และงบประมาณ ก่อนกลับมากู้กรุงศรีอยุธยาจากพม่า ตลอดระยะเวลาที่เดินทัพออกจากอยุธยามา พระเจ้าตากรบกับพม่าเพียง3 ครั้ง คือ ที่บ้านโพสาวหาญ(อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ที่บ้านพรานนก(อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) และพม่าที่ยกมาจากปากน้ำเจ้าโล้บริเวณท่ากระดาน ใกล้สำนักหนองน้ำ(บริเวณบ่อนางสิบสอง ตั้งอยู่บ้านหินดาษ ตำบลดงน้อย อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปัจจุบัน)

ที่เหลือนอกนั้น การรบอีก7 ครั้ง เป็นการรบกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ตั้งแต่ขุนหมื่นทนาย ที่บ้านดง(แขวงนครนายก) นายกล่ำ หรือนายกลม ที่บ้านนาเกลือ หลวงพลแสนหาญ ขุนจ่าเมือง ที่มาปล้นค่ายที่วัดลุ่ม(วัดลุ่มมหาชัยชุมพล อำเภอเมืองฯ จังหวัดระยอง) นายทองอยู่นกเล็ก ที่บางปลาสร้อย(ชลบุรี) ขุนรามหมื่นซ่อง ที่บ้านประแส พระยาจันทบุรี จีนเจียม นายสำเภาที่ทุ่งใหญ่(ตราด) เป็นต้น

โดยเหตุที่พระเจ้าตากเมื่อออกจากค่ายวัดพิชัยที่อยุธยามานั้น อยุธยายังมิได้เสียแก่พม่า ต่อเมื่อมาถึงระยองแล้ว ซึ่งใช้เวลากว่า17 วัน อยุธยาถึงได้เสียแก่พม่า จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เหล่าขุนหมื่นทนายบ้านตลอดจนผู้มีชื่อในท้องถิ่นที่รบกับพระเจ้าตากนั้น อาจเป็นผู้ที่ยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์บ้านพลูหลวง และสถานภาพของพระเจ้าตากกับพวกเวลานั้นคือ กบฏที่หนีหน้าที่ปกป้องกรุงศรีอยุธยามา บ้างก็ว่าเป็นพวกที่ยอมเข้ากับพม่า ตั้งตัวเป็นปรปักษ์ต่ออยุธยาและพระเจ้าตาก

แต่มีข้อมูลหลายอย่างน่าเชื่อว่า คนเหล่านี้มิได้เป็นฝ่ายที่ยังจงรักภักดีต่อราชสำนักอยุธยาหลายคนมิใช่ขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งจากอยุธยาเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งยังไม่ใช่พวกยอมอ่อนน้อมต่อพม่าเช่นกัน(ยกเว้นกรณี“หลวงบางละมุง” ที่มีข้อมูลชัดว่า ยอมอ่อนน้อมต่อพม่า แต่ก็ได้เปลี่ยนข้างมาสนับสนุนพระเจ้าตาก) และพระเจ้าตากเอง(จากที่จะได้เห็นในเวลาต่อมา) ก็มาหัวเมืองตะวันออกเพื่อรวบรวมกำลังกลับไปกู้กรุงจริง ๆ การณ์จึงเป็นตรงกันข้าม

และมีปมปริศนาที่ชวนสงสัยในประเด็นที่ว่า กลุ่มต่อต้านพระเจ้าตากในหัวเมืองตะวันออกเหล่านี้ เป็นใคร มาจากไหน? ถ้าไม่ใช่กลุ่มคนที่มีอาชีพทางการปล้นสะดมทางทะเล (Piracy) หรือโจรสลัด (Pirate) ที่เกิดขึ้นทั่วไปตามแนวชายฝั่งทะเลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คริสต์ศตวรรษที่18 (พุทธศตวรรษที่23)

“โจรสลัด” กับโลกยุคการค้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งานศึกษาของ โรเบิร์ต เจ. แอนโทนี(Robert J. Antony) ได้ชี้ให้เห็นว่า คำว่า“โจรสลัด” (Pirate) และ“การกระทำอันเป็นโจรสลัด” (Piracy) เป็นคำศัพท์ในมโนทัศน์ของชาวยุโรปในยุคล่าอาณานิคมปลายคริสต์ศตวรรษที่19(พุทธศตวรรษที่24)ก่อนหน้านั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีคำพื้นเมืองอื่น ๆ สำหรับใช้นิยามเรียกกลุ่มคนที่ทำงานปล้นเรือสินค้า ตลอดจนการลักขโมยทรัพย์สิ่งของ สัตว์เลี้ยง(เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ฯลฯ) ที่มาในขบวนพ่อค้า

คนเหล่านี้มักได้รับการนับหน้าถือตาในสังคม ไม่ได้เป็นผู้ร้ายในสายตาชาวพื้นเมือง เพราะวัฒนธรรมของย่านนี้ที่มักถือเอาความสามารถในการใช้กำลังความรุนแรงเป็นที่มาของอำนาจบารมี

ตัวอย่างอันรุ่งโรจน์ของวีรบุรุษโจรสลัด ได้แก่“เจิ้งเฉิงกง” อดีตแม่ทัพราชวงศ์หมิง ผู้ต่อต้านราชวงศ์ชิง ยึดป้อมเมืองที่เกาะฟอร์โมซา(ไต้หวัน) ไปจากฮอลันดา ตั้งเป็นศูนย์กลางบัญชาการปล้นสะดมอยู่ตามชายฝั่งทะเลเอเชียตะวันออก หรือกลุ่มสมาพันธ์โจรสลัดกวางตุ้ง ภายใต้การนำของเจิ้งอี้ซาว ภรรยาหม้ายของเจิ้งอี้ ผู้ก่อตั้งสมาพันธ์ กับจางเป๋า เด็กหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน และเป็นทั้งบุตรบุญธรรมของเจิ้งอี้และสามีลับ ๆ ของเจิ้งอี้ซาว

ทั้งสองคุมกองเรือใหญ่ถึง6 กอง มีพลพรรคโจรสลัดอยู่ในสังกัดกว่า40,000-60,000 คน ปลายคริสต์ศตวรรษที่18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่19 ตั้งแต่ยุคเจิ้งอี้จนถึงเจิ้งอี้ซาวและจางเป๋า ถือเป็นยุครุ่งเรืองของโจรสลัดจีนและญี่ปุ่น ในขณะที่โจรสลัดตามชายฝั่งอื่น ๆ เริ่มถูกปราบปรามโดยนาวิกโยธินของอังกฤษ ฮอลันดา และชาติพันธมิตร ซึ่งต้องการจัดระเบียบน่านน้ำให้เป็นเขตปลอดภัยแก่พ่อค้าและนักเดินทาง

โจรสลัดที่พัฒนามาจากนักเลงท้องถิ่น เหล่านี้ บ่อยครั้งเป็นกลุ่มที่ได้รับการอุปถัมภ์เลี้ยงดูปูเสื่อโดยชนชั้นนำ หลายคนได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษผู้มีความกล้าหาญและเสียสละ“การปล้นสะดม” ถือเป็นวิถีชีวิตอันแนบสนิทกับสงคราม การมีข้าทาสบริวาร และการค้า มันคือช่องทางหนึ่งในการเพิ่มอำนาจบารมีของเหล่านักรบและชนชั้นนำท้องถิ่น

นอกจากนี้ การปล้นเรือยังทำให้คนในชุมชนมีโอกาสทำงานนอกเขตการปกครองของส่วนกลาง และทำการค้านอกแบบแผนของการค้าทั่วไป เป็นหนทางหนึ่งของไพร่สามัญชนและกบฏสังคมในการหลุดพ้นจากระบบเจ้าขุนมูลนาย ดำรงชีพอย่างอิสระ และสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

ในขอบเขตโลกสากลของคริสต์ศตวรรษที่18 (พุทธศตวรรษที่23) อันถือเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของการโจรกรรมทางทะเล กล่าวได้ว่า“โจรสลัด” ก็คือพ่อค้าประเภทหนึ่ง ซึ่งหาสินค้าโดยวิธีการปล้น ไม่ได้ผลิตหรือการแลกเปลี่ยนมาโดยปกติ จนมีผู้กล่าวว่าในโลกการค้าของช่วงคริสต์ศตวรรษที่16-18 นั้น“พ่อค้า” กับ“โจรสลัด” อาจอยู่ในตัวคนคนเดียวกัน กล่าวคือ เมื่ออยู่บนฝั่งบนผืนแผ่นดิน เป็นพ่อค้า แต่เมื่อลอยเรืออยู่ในท้องทะเล พ่อค้าคนนั้นก็พร้อมจะปล้นยึดสินค้าจากเรือที่พบ เป็นหนทางเพิ่มพูนสินค้าและอัตรากำไร โดยมีความเสี่ยงอยู่ที่อันตรายจากการต่อสู้ที่อาจพิการหรือเสียชีวิต

แต่คนเหล่านี้ก็พร้อมเสี่ยงแบบไม่คิดชีวิตอย่างนั้นอยู่แล้ว อีกทั้งโลกการค้าก่อนปลายคริสต์ศตวรรษที่19 (พุทธศตวรรษที่24) ยังมี“ตลาด” อยู่หลายแห่งทั้งในท้องถิ่นและดินแดนห่างไกลจากชุมชน ที่สามารถรับซื้อสินค้าโดยไม่สนใจที่มาของสินค้าเหล่านั้น ซึ่งจัดว่าได้กำไรงาม“โจรสลัด” จึงเป็นส่วนหนึ่งของโลกการค้าทางทะเลในชายฝั่งทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากบันทึกของพ่อค้าและนักเดินเรือ จะพบว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยโจรสลัด มีทั้งโจรสลัดที่เป็นชาวจีน ชาวญี่ปุ่นที่เป็นโรนิน(ซามูไรไร้นาย) ชาวเวียดนาม เขมร มลายู ชวา เผ่าดายัคและซูลู หรืออย่างพ่อค้าและนักผจญภัยชาวยุโรป เช่น โปรตุเกส และสเปน ก็มีข้อมูลว่าประพฤติเป็นโจรสลัดในบางครั้ง เมื่อพบเรือศัตรูคู่แข่งขันหรือเรือชาติอื่น ๆ เมื่อมีโอกาสเหมาะ เพราะในน่านน้ำห่างไกลเป็นเขตปลอดอำนาจรัฐและกฎหมายบ้านเมือง

เรื่องราวของการกระทำอันมีลักษณะที่สามารถเทียบเคียงได้กับ“การกระทำอันเป็นโจรสลัด” ในประวัติศาสตร์อยุธยา มักพบว่าเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับขุนนางและแวดวงชนชั้นสูง เพราะขุนนางและชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถคุมกำลังคนได้ในภาวะปกติ

เช่น กรณีออกญาพิชิต(อับดุลรัซซัค) ขุนนางอยุธยาเชื้อสายเปอร์เซียในราชสำนักพระนารายณ์ ที่ปล้นสะดมเรือสินค้าของชาติคู่แข่ง อย่างเช่นฮอลันดา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงทราบและไต่สวนได้ความเป็นสัตย์ ก็ให้ลงพระราชอาญาประหารชีวิต เนื่องจากไม่ต้องการที่จะให้เกิดข้อครหาว่าทรงเลี้ยงโจรไว้ในความปกครอง อันจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ เพราะพระองค์ก็ทรงทำการค้า มีการส่งเรือสำเภาออกไปค้าขายต่างแดนเป็นประจำทุกปี

หรืออย่างกรณีเหตุการณ์ก่อนเกิดสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 มีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างอยุธยากับอังวะที่เมืองท่ามะริด เมื่อฝ่ายอยุธยาได้นำกำลังเข้ายึดเรือสินค้าของพม่า โดยอ้างว่าพม่าได้ทำผิดสัญญาการค้า โดยที่ราชสำนักพระเจ้าเอกทัศน์ก็ไม่ได้มีการไต่สวน

เรื่องนี้ส่งผลทำให้พระเจ้าอลองพญาทรงพระพิโรธมาก เพราะถือว่าอยุธยามิได้ให้เกียรติพระองค์ ซึ่งเพิ่งก่อตั้งราชวงศ์คองบองและกอบกู้อาณาจักรพม่าขึ้นมาใหม่ จึงประกาศสงครามกับอยุธยา นอกเหนือจากที่มีปณิธานที่จะเป็นจักรพรรดิราชแผ่บารมีเหมือนอย่างพระเจ้าบุเรงนอง เมื่อพระเจ้าอลองพญาสวรรคต พระเจ้ามังระ พระราชโอรสของพระองค์ก็ได้สืบสานปณิธานทำสงครามกับอยุธยาต่อมาจนชนะใน พ.ศ. 2310

พ.ศ. 2310 ในระหว่างที่พม่ากำลังกระชับวงล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น เจ้าศรีสังข์ พระโอรสของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์(กุ้ง) ก็ได้เสด็จหลบหนีไปเขมร และอาศัยอยู่กับชุมชนคนเข้ารีต(นับถือคริสต์) ที่หลบหนีมาก่อนหน้า เจ้าศรีสังข์ปรารถนาจะเดินทางต่อไปยุโรป แต่ได้รับคำเตือนจากบาทหลวงฝรั่งเศสท่านหนึ่งว่า

“หนทางที่จะเสด็จนั้นใกล้จริงแต่น่ากลัวอันตรายมาก เพราะมีพวกโจรสลัดทั้งญวนและแขกมลายู ได้ไล่จับเรือเจ้าศรีสังข์ คลื่นก็ใหญ่มาก”

เรื่องราวที่ปรากฏในพงศาวดารญวน กล่าวถึงการยึดเรือหรือปล้นสินค้าของสยามสมัยธนบุรี โดยกลุ่มสลัดชาวเวียดนาม พระเจ้าตากสินในขณะนั้นยังเพิ่งตั้งตัวตั้งกรุงธนบุรีขึ้นใหม่ ไม่ต้องการพิพาทกับเวียดนาม จึงใช้วิธีทางการทูตเจรจาขอคืนสินค้า ให้ทางการเวียดนามช่วยติดตามสินค้ากลับคืนมาให้แก่ชาวสยาม แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากทางการเวียดนามเองก็ประสบปัญหาการติดตามสินค้าจากการโจรกรรมทางทะเลอยู่เช่นกัน

แต่โดยมากแล้ว เรื่องราวของโจรสลัดและการกระทำอันเป็นโจรสลัด มักไม่พบในเอกสารทางการอย่างพระราชพงศาวดาร เพราะเป็นเรื่องที่เกิดตามแนวชายฝั่งทะเล ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจในกรณีของสยามอยุธยา แต่พบร่องรอยอยู่บ้างในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าตาก เพราะทรงเดินทัพจากอยุธยามายังเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก ก่อนกลับมากู้กรุงศรีอยุธยาและสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ใน พ.ศ. 2310

การตามรอยพระเจ้าตากจึงทำให้ได้พบเรื่องราวของอีกกลุ่มคนซึ่งไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดารยุคของกษัตริย์พระองค์อื่นเท่าใดนัก จากนิยามข้างต้น ร่องรอยหนึ่งที่เราจะพบจากบันทึกหลักฐานไทยและเอกสารต่างชาติแวดล้อม จะพบคำศัพท์อันมีความหมายที่สามารถเทียบเคียงได้กับ“โจรสลัด” ก็คือ“นายซ่อง หรือที่เรียกรวมกันว่า“นายโจรนายซ่อง” และคำว่า“ปล้นสะดม” หรือ“ยึดเรือ” ก็มีความหมายเทียบเท่ากับ“การกระทำอันเป็นโจรสลัด” นั่นเอง

นอกจากนี้ ภาษาจีนยังมีคำว่า“พวกแคระนอกกฎหมาย” หรือ“วอเกา (Wokou) หรือ“วาโกะ” (Wako) สำหรับเรียกโจรสลัดญี่ปุ่นอย่างดูถูกเหยียดหยาม แต่ต่อมาได้กลายเป็นคำนิยามเรียกการกระทำอันเป็นโจรสลัดทั่วไป ไม่เว้นทั้งชาวจีน ชาวยุโรป ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เนื่องจากความหลากหลายของวิถีโจรสลัด บางกลุ่มมีอุดมการณ์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางการจีนจึงจำแนกกลุ่มโจรสลัดที่ต่อต้านราชวงศ์ชิงว่า“ไฮ้นี่ (Haini) หมายถึง“กบฏทะเล” หรือกบฏที่อยู่ตามชายฝั่งและท้องทะเล

ส่วนพวกที่เป็นโจรผู้ร้ายปล้นเพื่อความมั่งคั่ง ไม่ได้คิดสะสมทุนไปก่อกบฏต่อต้านราชวงศ์ ก็นิยามเรียกว่า“อี้เฟย (Eifei) หรือโจรสลัดป่าเถื่อน/อนารยชน หรือเรียกตรงว่า“หยางเต้า” (โจรทะเล) อันเป็นวิธีการจำแนกแยกแยะประเภทของโจรผู้ร้ายที่ก่อการอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลของราชสำนักต้าชิง

กลุ่มไฮ้นี่มักได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษ ต้าชิงจัดการโดยละมุนละม่อม ใช้การเจรจาและแยกสลายมวลชนหรือประชาชนที่ให้การสนับสนุน ส่วนพวกอี้เฟยหรือหยางเต้า ถือเป็นพวกชั้นต่ำที่ไม่จำเป็นต้องเจรจาประนีประนอมใด ๆ

เราจะพบต่อไปว่า พระเจ้าตากก็ใช้การจัดจำแนกประเภทตลอดจนวิธีการข้างต้นในการจัดการกับกลุ่มโจรสลัดในชายฝั่งทะเลตะวันออก คือกลุ่มนายทองอยู่นกเล็กที่บางปลาสร้อย และกลุ่มขุนรามหมื่นซ่องที่ชุมชนปากน้ำบ้านประแส เป็นต้น

อ่านต่อ :“นายซ่อง” ผู้มีอิทธิพลแห่งเมืองท่าตะวันออก โจทย์แรกที่ท้าทายพระเจ้าตาก!(คลิก)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก“พระเจ้าตากกับการปราบปรามโจรสลัดในชายฝั่งทะเลตะวันออก” เขียนโดย กำพล จำปาพันธ์ ในศิลปวัฒนธรรมฉบับสิงหาคม 2560[เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 กันยายน 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...