โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แค่เขียนเสือให้วัวกลัว/ชกคาดเชือก วงค์ ตาวัน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 ก.ย 2565 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2565 เวลา 04.00 น.

ชกคาดเชือก

วงค์ ตาวัน

แค่เขียนเสือให้วัวกลัว

กระแสข่าวการปฏิวัติรัฐประหาร กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อบุคคลระดับรัฐมนตรีในรัฐบาล ออกมาพูดถึงการเคลื่อนไหวของม็อบต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหมือนเป็นการพูดเตือนด้วยความห่วงใยสถานการณ์ แต่หลายฝ่ายก็ตีความว่าเป็นการข่มขู่มากกว่า

โดยรัฐมนตรีดังกล่าวพูดทำนองว่า ไม่อยากให้มีการชุมนุมเคลื่อนไหว เพราะอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ ซึ่งไม่เป็นเรื่องดี ตอนนี้ก็ใกล้จะมีเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีการเคลื่อนไหวอะไร ต้องระวังจะไม่มีการเลือกตั้งก็ได้

แปลง่ายๆ ว่า อย่านัดชุมนุมอะไรเลย เดี๋ยวมีความรุนแรง ก็จะมีการรัฐประหาร

แถมยังเอาการเลือกตั้งมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเบรกกระแสม็อบ ทำนองว่า ถ้าอยากเลือกตั้ง ก็จงอย่าได้มีม็อบเพื่อต่อต้านประยุทธ์

คำถามคือ การปฏิวัติรัฐประหารในขณะนี้เป็นไปได้หรือไม่

แม้จะมีหลายคนมองว่า ประเทศไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ การรัฐประหารก็เกิดได้เสมอๆ และเกิดบ่อยครั้งในประเทศนี้

แต่ถ้าจับตามองกองทัพในยุคนี้ โดยเฉพาะกองทัพบกหน่วยกำลังหลักที่ต้องใช้ หากจะก่อรัฐประหาร

จะพบว่ายุค พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ หรือบิ๊กบี้ เป็นผู้นำกองทัพบก มีลักษณะโดดเด่นชัดเจนคือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่สนใจการเมือง ไม่สนใจจะเข้าสู่อำนาจการเมือง เป็นประเภทนายทหารอาชีพอยู่ในกรมกองของแท้

พล.อ.ณรงค์พันธ์ เป็น ผบ.ทบ.ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 และจะอยู่ต่อไปอีก 1 ปี เกษียณ 30 กันยายน 2566

2 ปีที่ผ่านมาของบิ๊กบี้ ไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองเลย ไม่เคยออกมาแสดงการปกป้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลย

จนมีข่าวสะพัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง ผบ.ทบ.ในการโยกย้ายประจำปี 2565 แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะ พล.อ.ณรงค์พันธ์ไม่มีจุดบกพร่องใดๆ

มีอย่างเดียวคือ ไม่เคยออกมาทะเลาะกับผู้คนเพื่อปกป้องรัฐบาลประยุทธ์

หากตรวจสอบกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพแล้ว จะได้คำตอบใกล้เคียงกันคือ ยุคของบิ๊กบี้ เป็นเรื่องยากมากที่จะเคลื่อนไหวอะไรเพื่อรับใช้การเมือง รับใช้รัฐบาล

ยิ่งจะรัฐประหารเพื่อปกป้องทางการเมือง ยิ่งเป็นไปไม่ได้

ข้อสำคัญ พล.อ.ณรงค์พันธ์ไม่ใช่นายทหารที่ปรารถนาจะเข้าสู่อำนาจทางการเมืองใดๆ เป็นประเภทครบเกษียณเมื่อไรก็จบแค่นั้น ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องปกป้องรัฐบาล เพื่อจะได้เป็นตัวเลือกในทางการเมืองคนต่อไป อะไรประเภทนั้น

เมื่อตรวจสอบได้เช่นนี้ ก็พอจะตีความได้ว่า กระแสข่าวรัฐประหาร เป็นเพียงการจงใจจะนำมาใช้ เพื่อปรามม็อบต่อต้านประยุทธ์

เป็นแค่เขียนเสือให้วัวกลัว ปรากฏว่าวัวไม่กลัว เพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้จริง!!

อันที่จริงในช่วงเดือนกันยายนนี้ เพิ่งมีการพูดจาทบทวนถึงเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการฉุดประเทศชาติ ฉุดประชาธิปไตยให้ถอยหลัง โดยการรัฐประหารของบิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อ 16 ปีก่อน ถือว่าเป็นภาคแรก

ต่อมาก็มีภาค 2 เป็นภาคต่อเนื่อง ที่ลงมือโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ก็เข้าสู่อำนาจทางการเมือง ต่อเนื่องมา 8 ปีแล้ว

มีการอธิบายให้เห็นพิษภัยของการรัฐประหารทั้ง 19 กันยายน 2549 แล้วต่อด้วยรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ว่าทำให้บ้านเมืองถดถอยสร้างความเสียหายอย่างมาก

อีกทั้งข้ออ้างว่าเพื่อหยุดความขัดแย้งแตกแยกระหว่างสี ก็ชัดเจนว่าไม่ได้ออกมาหยุดความขัดแย้ง แต่ร่วมมือกับม็อบที่ก่อความขัดแย้ง เพื่อปูทางสู่การยึดอำนาจล้มรัฐบาลประชาธิปไตย

เป็นการช่วงชิงอำนาจจากนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ให้ไปสู่มือของเครือข่ายอนุรักษนิยมการเมืองล้าหลัง

แล้วผู้ก่อรัฐประหารนั่นเอง ที่ร่วมก่อความแตกแยกในบ้านเมืองต่อไป

กระแสต้านรัฐประหารเนื่องในวาระ 19 กันยายน 2549 กระหึ่มไปทั่ว ถือเป็นช่วงถดถอยของเครือข่ายขุนศึกขุนนาง

เป็นกระแสขาลงอย่างนี้ ถ้ายังเข็นรถถังออกมาล้มกระดานการเมืองอีก มีแต่จะเจอแรงต่อต้านจากประชาชนหนักหนาสาหัส

ไม่มีบรรยากาศถือดอกไม้ไปมอบให้คนขี่รถถังอีกเป็นแน่!!

ยิ่งเมื่อตรวจสอบได้ว่า กองทัพบกยุคบิ๊กบี้ เป็นยุคที่ไม่สนการเมือง ไม่ยุ่งการเมือง ไม่ปรารถนาจะเข้าสู่อำนาจการเมือง

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยออกมาพูดจาให้สัมภาษณ์ปะทะกับใครเพื่อดูแลปกป้องรัฐบาล แถมวันนี้ก็ยังกุมอำนาจกองทัพต่อไปอีก 1 ปี

จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยว่าสำหรับกระแสรัฐประหาร ไม่มีแม้แต่กลิ่นโชยออกมาด้วยซ้ำ

หากตรวจดูวงจรอำนาจการเมืองไทยจะพบว่า การรัฐประหารเพื่อล้มประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนักการเมืองเป็นรัฐบาลในระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร เริ่มมีเรื่องเหลวไหลการทุจริตคอร์รัปชั่นอื้อฉาว

เป็นช่วงขาลงของรัฐบาลนักการเมืองจากการเลือกตั้ง

พอได้จังหวะเหมาะเจาะ นั่นแหละจึงมีการรัฐประหาร ด้วยข้ออ้างว่าทหารต้องเข้ามาเป็นพระเอกเพื่อหยุดการโกงกิน หรือมุขล่าสุดของการรัฐประหารยุคบิ๊กบังและบิ๊กตู่คือ เพื่อหยุดสงครามกลางเมือง หยุดความแตกแยกระหว่างสี

ครั้นมามองดูรัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจ แล้วเข้ามาเป็นนายกฯ ในรัฐบาลทหาร คสช.

ตลอด 5 ปีของรัฐบาล คสช. ไม่สามารถบริหารประเทศให้เจริญงอกงามทางเศรษฐกิจได้เลย

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์และกลุ่มอำนาจ 3 ป. ก็ยังยึดครองอำนาจการเมืองต่อ หลังการเลือกตั้ง 2562 ด้วยกติการัฐธรรมนูญ ที่ให้ 250 ส.ว.มีอำนาจโหวตนายกฯ อยู่เหนือเสียงประชาชนที่ไปเลือกตั้ง

กว่า 3 ปีแล้ว ที่รัฐบาลประยุทธ์ในยุคที่สอง ไม่สามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจได้ ปัญหาปากท้องประชาชนยิ่งสาหัส

เป็นช่วงขาลงของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารและด้วยกลไก 250 ส.ว. มีแต่ดิ่งลงไปเรื่อยๆ

จึงไม่ใช่จังหวะที่ฝ่ายขุนศึกขุนนางจะพลิกสถานการณ์เข้ามาครองอำนาจด้วยการรัฐประหารแต่อย่างใด

กระแสของคนในสังคมโดยส่วนใหญ่วันนี้ จึงโหยหาพรรคการเมืองที่ประชาชนเคยไว้วางใจและเห็นผลงานมาแล้วว่า จะสามารถกอบกู้เศรษฐกิจได้อย่างทันตาเห็น

8 ปีของกลุ่มอำนาจทหาร เปรียบเป็นกราฟ ก็มีแต่ดิ่งลงไปเรื่อยๆ

อารมณ์ของประชาชนจึงมุ่งหารัฐบาลนักการเมืองที่เก่งกาจด้านกู้ปัญหาปากท้อง

มีแต่การพูดถึงเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ต้องไปเลือกแบบแลนด์สไลด์พรรคฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้ 250 ส.ว.มีฤทธิ์เดชอะไรได้

เมื่อฝ่ายขุนศึกขุนนางกำลังเป็นช่วงขาลง

จึงไม่ใช่สถานการณ์ที่เอื้ออำนวยให้เกิดรัฐประหารได้

ในเมื่อรัฐบาลที่มาจากนักการเมืองมาจากการเลือกตั้งจริงๆ ไม่ได้มีอำนาจมา 8 ปีแล้ว

จะหาข้ออ้างทุจริตโกงกินมาใช้เคลื่อนรถถังไม่ได้แน่นอน!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...