วันหยุด แต่(ทำงาน)ไม่ได้หยุด ปัญหานี้ใครผิด ? | โน้ต ศรัณย์ คุ้งบรรพต - Exclusive Writer
หลายปีที่ผ่านมา ผมว่าเกิน 10 ปีด้วยซ้ำที่คำว่า Work-Life Balance กลายมาเป็นคำคลาสสิกที่ฟังดูดี แต่ยังไม่มีความหมายสำหรับใครหลาย ๆ คน ที่ยังหาจุดสมดุลนั้นไม่เจอ เพราะมันยังฟังดูห่างไกลเหลือเกิน ในขณะที่วัยรุ่นยุคนี้กำลังร้องบอกองค์กรแล้วว่า
เราไม่อยากทำงานหนักแบบรุ่นพ่อรุ่นแม่
หรือ ลุงป้าน้าอาอีกต่อไป
ขณะเดียวกันเทคโนโลยีทางการทำงานที่เกิดขึ้นมาใหม่ ๆ ที่คิดกันว่าจะมาช่วยคนทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น กลับกลายเป็นว่าทำให้คนออฟฟิศทำงานหนักขึ้นอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อสะดวก ง่าย เรียลไทม์ ความคาดหวังที่ทุกอย่างจะรวดเร็วทันใจและทันที แบบที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมงจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เลยน่าสงสัยเหมือนกันครับว่า สรุปแล้วเทคโนโลยีให้นี้มันช่วยคนทำงานจริงหรือเปล่า ? หรือช่วยใครกันแน่ เพราะไป ๆ มา ๆ ก็ยังนั่งทำงานกันหลังอาน แถมหนักขึ้นด้วย และความคาดหวัง "ความทันที" นี้นี่แหละ มันทำให้คนต้องทำงานไม่หยุด และความที่รู้ว่า "มันทำได้" สะดวกรวดเร็วความคาดหวังที่คิดว่าทุกอย่างจะต้องได้อย่างง่ายดาย มันก็บังเกิด
ทีนี้เห็นหรือยังครับว่า เมื่อความคาดหวังบังเกิดย่อมกลายมาเป็นคำสั่ง และจากคำสั่งก็กลายมาเป็นแรงงานที่ทำงานไม่หยุดไม่หย่อน คนทำงานก็ Burnout และสุดท้ายก็เกลียดงานในหลาย ๆ เคสที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมา (แต่ขออนุญาตไม่เหมารวม เพราะมนุษย์ซาดิสม์ที่รักการทำงานหนักมาก ๆ และกินงานเป็นอาหารก็มี)
ทีนี้ทำอย่างไรดีครับ คนทำงานก็ต้องทำกันไป หลังขดหลังแข็ง ข้าวปลาไม่ได้กิน วันหยุดไม่ได้หยุด ที่ซ้ำร้าย คือวันหยุดยาว ที่แทนที่จะได้พักผ่อนยาว ๆ กลายเป็นวันที่ต้องมานั่งสางงาน เคลียร์งานที่ค้างแบบดินพอกหางหมู
ย้อนแย้งดีครับ
หยุดงาน เพื่อ มาทำงาน
บางคนไปเที่ยวกับครอบครัว ต้องเอาคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วย่องออกมาจากครอบครัว เพื่อปลีกตัวมาทำงาน
พอเราถามหาทางแก้ วิธีการจัดการ โดยส่วนตัวผมคิดว่าถ้าจะไปรื้อถอนสิ่งที่มันฝังราก และความคาดหวังของบรรดาผู้บริหาร หรือบางวัฒนธรรมองค์กร คงเป็นไปได้ยากแล้วครับ เพราะการที่เขาลงทุนในเทคโนโลยีและลงทุนจ้างคนเข้ามาดูแล ถูกมองว่าเป็นการลงทุนและคาดหวังผลลัพธ์ไปแล้ว
คำถามคือ เราจะรักษาใจ หรือสร้างความสมดุลให้ตัวเองได้อย่างไร ในโลกที่มันไม่สมดุลอีกต่อไป
อย่างแรก ถามตัวเองก่อนเลยครับ ว่าจริง ๆ แล้วเราต้องทำงานหนักขนาดนี้จริง หรือจริง ๆ เราเองที่มโนไปเองว่าต้องทำ ๆ ๆ ๆ จนกว่าเลือดจะไหลออกตา
คำถามนี้ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ เพราะบางทีคนเราก็กดดันตัวเองจนเกินไป และสร้างความคาดหวังบางอย่างที่ทำให้ตัวเองได้รับแรงกดดันมากขึ้นไปอีก แบบซ้ำเติมตัวเอง และบางคนอาจจะต้องสำรวจตัวเองเหมือนกันครับ ว่าจริง ๆ มันเป็นเพราะระหว่างวันทำงาน เรา Work Smart หรือเปล่า หรือเราเองก็ไม่ได้ทำงานเต็มที่หรือเปล่า เราใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง เพราะบางรายก็หมดเวลาไปเยอะกับการเม้าท์กับเพื่อร่วมงาน เดินไปซื้อกาแฟ และสิงร่างอยู่ในโรงอาหาร
ถัดมา ถ้าเช็กข้อแรกแล้วไม่ใช่ เราทำงานเต็มที่มาก ๆ ในเวลางาน เราก็ Work Smart แล้ว แต่ก็ยังไม่วายต้องหอบงานกลับมาทำบ้าน ทำงานวันหยุด เราลองเช็กต่อไปครับ ว่างานที่ล้นจนท่วมนี้ เป็นงานที่ด่วนและสำคัญไหม ต้องวันนี้เท่านั้นไหม หรือจริง ๆ มันสามารถบริหารจัดการได้แบบที่เราไม่ต้องถึงกับขายวิญญาณให้งาน ถ้ามันไม่ได้ด่วน และคอขาดบาดตายเราก็เก็บไว้ก่อน หรือไม่ส่งมอบกระจายให้ทีมงานแทนได้หรือไม่
ต่อมาอีก แล้วถ้ามันสำคัญ คอขาดบาดตายและด่วนมาก แล้วเราต้องทำจริง ๆ ขนาดที่ต้องใช้วันหยุด สิ่งที่ต้องเช็กต่อคือ มันเกิดขึ้นแบบนี้บ่อยไหม เกิดขึ้นกับใครบ้าง เกิดจากใคร มีตรงไหนบ้างไหมที่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้เพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแต่เราหรือคนที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ทำ เช่น การอมงานของทีมงานบางคน ที่จริง ๆ รับงานมานานแล้ว แต่ไม่ยอมสั่งงานต่อ หลุดเรื่องการสื่อสารต่อมายังคนทำงาน หรือเรากำลังขาดคนทำงานอย่างหนัก ช่วงหนึ่งเลยจำเป็นต้องโหมงานหนัก ลองทำความเข้าใจกับปัญหาเหล่านั้นและแก้ปัญหาร่วมกันกับทีมดู
แต่ถ้าลองถามตัวเองตามลำดับที่เล่าไปแล้วนั้น แล้วยังพบว่ามันไม่ดีขึ้นเลย มันยังหนักอย่างต่อเนื่อง และคุณพบว่ามันเริ่มเรื้อรัง จนคุณเริ่มเห็นอาการบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณ เช่น ความเจ็บป่วยทางกาย ความเครียด ปัญหาที่คุณไม่มีเวลาให้คนที่คุณรัก หรือไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลยนอกจากงาน อันนี้ผมแนะนำแบบนี้ครับ
พูดคุยกับหัวหน้าโดยตรงของคุณเลย ว่า "ไม่ไหว" และเราได้ลองสำรวจหาทางแก้มาแล้ว ทั้งระดับตัวเองและทีมงานเพื่อให้เรา Work Smart ขึ้นแต่มันยังไม่เวิร์ก เพื่อให้เขาเข้าใจว่า วันนี้มันคือปัญหาจริง ๆ แล้ว และมันยังไม่ได้ถูกแก้ ทั้ง ๆ ที่คุณได้พยายามแล้ว เผื่อว่าเขามีมุมมองอย่างอื่นที่คุณเองอาจจะมองพลาดไป และคุณยังไม่รู้เรื่องราว Behind the Scene หรือบางทีมันอาจจะสะท้อนสไตล์การทำงานบางอย่างของคุณให้คุณเห็นก็เป็นได้
ถ้าแจ้งหัวหน้างานแล้ว มันยังไม่มีอะไรดีขึ้น เราต้องมาถามตัวเองอีกรอบแล้วว่า เราเหมาะไหม ไหวไหม และคุ้มไหมในทุก ๆ แง่มุม เพราะจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ปัญหาเรื่องวันหยุดหรอกครับ "วันหยุดที่ไม่ได้หยุด" มันคืออาการของการบริหารจัดการเวลาไม่ได้ เพียงแต่คุณเท่านั้นแหละ ที่ต้องมาสำรวจหาว่า จริง ๆ แล้วมันเกิดจากอะไร เพราะถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ คุณเองนี่แหละที่จะล้มตายไปเองด้วยอาการ Burnout และไม่มีใคร Win เลย ทั้งคุณเอง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และองค์กร
ในมุมองค์กรเองก็ต้องคอยสำรวจเช่นกันครับ ว่าวัฒนธรรมการทำงานแบบนี้มันลุกลามไปขนาดไหน และสิ่งที่ต้องรู้คือด้วยกระแสในตลาดแรงงานแล้ว Workforce ใน Generation นี้ น้อยคนมากครับที่ต้องการจะทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ถ้าองค์กรยังคงต้องการดำเนินการต่อไปด้วย "คน" ก็ต้องคิดหนัก ๆ แล้วครับ ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร
เพราะคน เหนื่อยได้ ป่วยได้ และ ตายเป็น
และแทบทุกธุรกิจยังต้องอาศัยคน