“โฮมโปร” ขยายต่อไม่รอเศรษฐกิจฟื้นมุ่งเป้า “แสนล้าน” ภายในปี 2030
“โฮมโปร” ไม่เบรกลงทุนเคาะงบปี 68 กว่า 6-8 พันล้านบาท ขยาย 12 สาขาโฮมโปร-เมกาโฮม-ไฮบริด เน้นกระจายต่างจังหวัดศักยภาพยึดหัวหาดเหนือ ตะวันออก อีสาน สวนกระแสเศรษฐกิจซึม กำลังซื้อหด กรุยทางชิงรายได้ “แสนล้าน” ภายในปี 2030
นายรักพงศ์ อรุณวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยว่า ในปี 2024 ที่ผ่านมาโฮมโปรทำรายได้รวมกว่า 72,576.52 ล้านบาทจากยอดขายที่นับว่า“ทรงตัว” แต่ขณะเดียวกันมี GP ดีขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่ลดลง ส่งผลให้กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 6,503.55 ล้านบาท
สำหรับปี 2025 ภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะที่ “เหนื่อย” จากปัจจัยลบทั้งกำลังซื้อที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังสูงรวมทั้งปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายสหรัฐซึ่งอาจจะกระทบเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ โฮมโปร ได้วางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตระยะสั้นและระยะยาว 5 เสาหลักประกอบด้วย
1. ขยายสาขา และโมเดลธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง
บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ 12 แห่ง ครอบคลุมทั้งโฮมโปร เมกาโฮม และโมเดลไฮบริด โดยเน้นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มลูกค้าเจ้าของบ้าน ไปจนถึงกลุ่มช่างทั่วประเทศ
รวมทั้งขยายคลังสินค้าอัตโนมัติซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในแง่ของความเร็วในการส่งสินค้าให้ลูกค้า ลดความผิดพลาด ลดความสูญเสีย และในระยะยาวสามารถลดคนได้ถึง 30%และรองรับการกระจายสินค้าได้ถึง170 สาขาในอีก5 ปี
2. พัฒนาแพลตฟอร์ม Omni-Channel
โฮมโปรมีช่องทางการขายที่หลากหลายและเชื่อมต่ออย่างสะดวก ทั้งเว็บไซต์ สาขา มาร์เก็ตเพลสและบริการจัดส่ง รวมถึงขยายช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ผ่าน Live Streaming และการช้อปปิ้งแบบเรียลไทม์
นอกจากนี้โฮมโปรจะขยายไลน์สินค้าใหม่กว่า 10,000 รายการบนแพลตฟอร์ม Market Place รวมทั้งพัฒนาสินค้า Private Brand ที่มีคุณภาพภาพ ดีไซน์ดี ราคาสมเหตุสมผลกว่า 35-40 แบรนด์มากกว่า25,000 ไอเท็มเพื่อเพิ่ม GP และ margin จากสัดส่วนปัจจุบัน 21% ขยับเป็น22%ในปีนี้และในระยะกลางขยับขึ้นเป็น 25% ในอีก3 ปีข้างหน้า
3. การตลาดแบบ Personalized Marketing & พัฒนาและขยายการให้บริการ เพื่อสร้างกำลังซื้อหรือความสนใจในการซื้อ
โดยนำ Big Data มาเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อพัฒนาโปรโมชั่นและแคมเปญที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำและสร้างรอยัลตี้ต่อแบรนด์ปัจจุบันมีเมมเบอร์กว่า 7 ล้าน
“เราอยากให้ลูกค้าอยู่กับเราทุกช่วง นอกจากมีสินค้าสำหรับบริการแล้วเรายังมีบริการซ่อมแซมซึ่งไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นสินค้าที่ซื้อจากโฮมโปรเท่านั้นเพราะเรามองว่าหากลูกค้าประทับใจในบริการในอนาคตลูกค้าก็มีโอกาสที่จะมาซื้อสินค้ากับเรา”
นอกจากนี้ยังมีบริการโฮมเซอร์วิสต่างๆ เช่น บริการปรับปรุงและซ่อมแซมบ้านแบบครบวงจร ด้วยทีมช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณ มากกว่า 2,600 ทีมทั่วประเทศซึ่ง เป็นส่วนที่ทำให้ลูกค้าเกิดรอยัลตี้และเชื่อมั่นว่าโฮมโปรสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งในแง่ของสินค้าและบริการ
4 . บริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
โฮมโปรให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งวัตถุดิบ บริหารต้นทุนสินค้า และปรับกลยุทธ์ด้านราคาให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และนโยบายเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อธุรกิจ
5. ดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (ESG)
และให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด โดยมีโครงการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าร์เซลล์) ในสาขาต่างๆ พร้อมลดคาร์บอนฟุตพรินต์และขยะพลาสติก นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนโมเดล "แลกเก่าเพื่อโลกใหม่" เพื่อพัฒนาเป็นสินค้ารักษ์โลก ลดของเสีย และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“แม้เศรษฐกิจจะยังดูเหนื่อย ยอดขายต่อบิลลดลง 5% เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อตระกร้าอยู่ที่3,000บาท สะท้อนกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลงชัดเจน แม้แต่คนกรุงเทพที่ปกติแล้วจะมีกำลังซื้อสูงก็ใช้จ่ายน้อยลงในการซื้อต่อตะกร้า
แต่เรายังมีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพราะธุรกิจของโฮมโปรเป็นธุรกิจระยะยาวเมื่อของใช้ในบ้านหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียก็จำเป็นต้องเปลี่ยนดังนั้นการขยายสาขาในวันนี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ในอนาคต
ในปีนี้เราจะเปิดโฮมโปร 7 สาขาและ เมกาโฮม 5 สาขา และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราได้ขยายโมเดลใหม่ “ไฮบริด” เป็นการเปิดโฮมโปรและเมกาโฮมคู่กันบนโลเคชั่นเดียวกัน ข้อดีคือใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก ทำยอดขายได้ค่อนข้างดีและเป็นที่รู้จักของลูกค้าได้เร็วขึ้น”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า ในปี 2025 นี้บริษัทวางงบลงทุนราวๆ 6-8 พันล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนคลังสินค้ากว่า 1 พันล้าน และการขยายสาขา 12 สาขาทั้งการปรับสาขาเดิมเป็นไฮบริด 6-8 สาขาใช้งบลงทุน 500-600 ล้านบาทต่อสาขาและและเปิดสาขาใหม่บนโลเคชั่นใหม่ 4 -5 สาขา โดยทั้ง โฮมโปรและเมกาโฮม ใช้งบลงทุนเท่ากันประมาณ 400-500 ล้านบาท นอกจากนี้ยังใช้ลงทุนคลังสินค้าอัตโนมัติ อีก 1 พันล้านบาท
“โฮมโปรจับตลาดกลางบน เน้นกลุ่มเจ้าของบ้าน พื้นประมาณ 7-8พันตรม.ปัจจุบันมีมาร์จิ้นราวๆ 30% ขณะที่ เมกาโฮมจับกลุ่มช่างและผู้รับเหมา พื้นที่1.3-1.5 หมื่นตรม. มีมาร์จิ้น25% ส่วนไฮบริดปัจจุบันมีมาร์จิ้น 27-28% การขยายสาขาแบบไฮบริดค่อนข้างดีในภาวะที่ต้องระมัดระวังในการใช้เงินเพราะใช้งบลงทุนน้อยกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าสามารถรองรับทั้งลูกค้าบ้านและลูกค้าช่างทำให้เราได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
ในปีนี้เราจะขยายทั่วประเทศแบ่งเป็นกทม3-4สาขา ส่วนที่เหลือจะเป็นขยายต่างจังหวัดกระจายทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคอีสาน 8-9 สาขา”
ทั้งนี้ตามแผน 5 ปีโฮมโปรตั้งเป้าสร้างรายได้ “แสนล้านบาท” ภายในปี 2029-2030 ในส่วนของปี 2025 นี้ ตั้งเป้ารายได้ 7.5-7.6 หมื่นล้านบาทรวมเติบโต 4-5% ตั้งเป้ายอดขายสาขาเดิมโต 2-3% ขณะที่โฮมเซอร์วิสตั้งเป้าเติบโต 10% จากการเพิ่มบริการใหม่ๆและขยายขอบเขตการบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศไม่ใช่แค่หัวเมือง
อย่างไรก็ดีด้วยสถานการณ์โลกปัจจุบันที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น โฮมโปรจะให้น้ำหนักในการขยายธุรกิจในประเทศไทย ขณะที่ต่างประเทศยังไม่แผนเปิดตลาดใหม่ๆหรือขยายสาขาใหม่ในประเทศที่ลงทุนไปแล้ว แม้ว่า 7 สาขาใน “มาเลเซีย” จะเริ่มทำกำไรแล้วก็ตาม