หุ้น 7 ธนาคาร มุมมองโบรกหลังแจ้งผลงานไตรมาส 1/68
#หุ้นธนาคาร #ทันหุ้น – ภายหลังธนาคารพาณิชย์ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/68 ออกมาโบรกเกอร์มีการปรับเปลี่ยนคำแนะนำ และปรับเปลี่ยนราคาเหมาะสมของหุ้น โดยหุ้นที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกให้คำแนะนำ “ซื้อ” จะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ เช่น BBL, KTB และ KBANK ส่วนธนาคารอื่นๆโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีมุมมองเป็นกลางๆ
.
BBL
บล.เอเซียพลัสมองกลางต่องบไตรมาส 1/68 แม้กำไรดีกว่าคาด แต่ NPL ปรับขึ้น โดยการปรับขึ้นของระดับ NPL ยังไม่ได้ยากเกินบริหารจัดการ (ไตรมาส 3/67 เคยสูงถึง 3.9%) และเป็นไปใปในรูปแบบเดียวกับปีก่อน (ขึ้นไตรมาส 1-3 และกลับมาลงไตรมาส 4) ซึ่งกลุ่มลูกหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ ทาง BBL ไม่ได้มีการกลับสำรอง ทำให้ความจำเป็นในการตั้ง ECL ไม่ได้เพิ่มมากนัก แม้ NPL จะปรับขึ้นก็ตาม
คงประมาณการ หลังกำไรสุทธิไตรมาส 1/68 คิดเป็นสัดส่วน 28% ของประมาณการฝ่ายวิจัย(ไตรมาส 1/67 คิดเป็นสัดส่วน 23% ของกำไรสุทธิปี 2567) และ BB Consensus น่าจะพอรองรับแนวโน้ม NII ระยะถัดไป ซึ่งมีแรงกดดันจากโอกาสในการลดดอกเบี้ยของ กนง.
การปรับขึ้นของ NPL อาจส่งผลลบต่อราคาหุ้น แต่ในเชิง PBV ไม่แพงที่ 0.48 เท่า และคาด Div Yield ราว 5.8% ต่อปี ในมุม Valuation น่าสนใจ ประกอบกับมองว่าเงินปันผลต่อหุ้นประคองตัวได้ แม้กำลังเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงก็ตาม คงแนะนำ Outperform
.
KTB
บล.เอเซียพลัสระบุว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/68 คิดเป็นสัดส่วน 26% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี ฝ่ายวิจัยและ BB Consensus (ไตรมาส 1/67 คิดเป็นสัดส่วนราว 26%ของกำไรสุทธิปี 2567) แม้ทิศทาง NIM ข้างหน้าถูกกดดันจากโอกาสในการลดอกเบี้ยนโยบาย แต่อีกด้านของดอกเบี้ยขาลง
คาดสนับสนุนพอร์ตลงทุนของธนาคาร ดีต่อ NON - NII ช่วยลดแรงปะทะจาก NIM ด้วยระดับ Coverage Ratio ทรงตัวสูงราว 180% คาดทำให้ Credit cost ช่วงที่เหลือของปีอยู่ในการบริหารจัดการโดยรวม คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 4.5 หมื่นล้านบาก (+2% YoY)
ราคาปัจจุบันให้ DIV Yield ราว 7% ต่อปี น่าสนใจ ขณะที่นโยบายปันผลปัจจุบันที่ 49% ของกำไรสุทธิ ทำให้มองว่ามีโอกาสยกระดับนโยบายปันผลในอนาคต คงแนะนำ Outperform
.
KBANK
บล.เมย์แบงก์ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" แต่ปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 175 บาท (อิง P/BV ปี 68 ที่ 0.7 เท่า และ ROE 8.9%) จากเดิม 180 บาท หลังจากปรับลดประมาณการกำไรปี 68-69 ลง เนื่องจาก NIM และการเติบโตของสินเชื่อที่ลดลง บล.เมย์แบงก์ชอบ KBANK เนื่องจากแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นและต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ที่ลดลง คาดว่าธนาคารจะมีกำไรจากการลงทุน และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพื่อชดเชย NII ที่อ่อนแอในปีนี้ ทั้งนี้ จากการเติบโตของสินเชื่อที่ยังไม่ฟื้นตัว เราเชื่อว่า KBANK อาจมีการจ่ายปันผลพิเศษหรือซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่ม ROE โดยธนารยังคงเป้าหมาย ROE ที่ 10% ภายในปี 69 ความเสี่ยงสำคัญคือ NIM และคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจอ่อนแอกว่าคาด
.
TTB
บล.เมย์แบงก์ปรับลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" และปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 2.00 บาท (P/BV ปี 68 ที่ 0.82 เท่า และ ROE 9.5%) จากเดิม 2.10 บาท หลังปรับลดประมาณการกำไรปี 68-69 ลง 7% เพื่อสะท้อนการเติบโตสินเชื่อและ NIM ที่ลดลง บล.เมย์แบงก์ชอบ TTB ในแง่ของการมุ่งเน้นปรับปรุง ROE ให้เพิ่มขึ้น โดยกลยุทธ์การขยายสินเชื่อแบบเลือกสรรจะส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อดีขึ้นและความสามารถในการทำกำไรสูงขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรจะเติบโตช้าในระยะสั้นจากแรงกดดันของ NIM และการหดตัวของสินเชื่อ ปัจจัยบวกคือการซื้อหุ้นคืนเร็วกว่าคาด ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอลง ทั้งนี้ KBANK (ราคาล่าสุด 148.50 บาท, คำแนะนำ "ซื้อ", ราคาเป้าหมาย 180บาท) และ KKP (ราคาล่าสุด 55.75 บาท, คำแนะนำ "ซื้อ", ราคาเป้าหมาย 65 บาท) ยังคงเป็นหุ้นเด่นของบล.เมย์แบงก์สำหรับกลุ่มธนาคาร
.
KKP
บล.เอเซียพลัสมองว่าแม้ NPL เช่าซื้อเริ่มนิ่ง ตามการคุมเข้มสินเชื่อเช่าซื้อ แต่เห็นความเสี่ยงจาก NPL กลุ่ม SME ไหลตกชั้นเพิ่ม จึงคาด Credit Cost ข้างหน้า ไม่ได้ลดลงเร็ว
การลดลงของ Cost of fund จะหนุนทิศทาง NII ดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ดีปัจจัยบวกด้านรายได้ ถูกหักล้างด้วยมุมมอง Credit Cost ของฝ่ายวิจัยข้างต้น
ปรับลดกำไรสุทธิปี 2568 - 69 เฉลี่ย 11% จากการปรับลดสมมติฐานรายได้ ส่งผลให้ราคาเหมาะสมลดลงในอัตราเดียวกันมาที่ 51 บาท (เดิม 57 บาท)
กำไรทั้งปีมีโอกาสสูงที่จะลดลงต่อเป็นปีที่ 3 (ไตรมาส 1/68 กำไรลง 30% YoY) แต่ราคาหุ้นช่วง2 วันที่ผ่านมาหลังประกาศงบไตรมาส 1/68 ปรับฐาน 11% น่าจะสะท้อนไปแล้ว ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทนราว 8% ต่อปี ช่วยจำกัดขาลงของราคาหุ้น บล.เอเซียพลัสคงแนะนำ Neutral ซึ่งในกลุ่มธ.พ. เช่าซื้อ ชอบ TISCO มากกว่า เพราะมี ROE ราว 15% สูงกว่า KKP ที่ 8%
.
SCB
บล.เอเซียพลัสระบุว่าแม้ไตรมาส 1/68 สดใส แต่เส้นทางข้างหน้ามีแรงกดดัน (เป็นไปในภาพเดียวกันทั้งกลุ่มฯ) จาก NIM ตามวงจรดอกเบี้ยและคุณภาพสินทรัพย์ มีแรงกดดันเพิ่มเติมจากกลุ่มที่อิงกับภาคส่งออก ขณะที่สินเชื่อรายย่อย เห็นความเสี่ยงต่อเนื่องของสินเชื่อบ้าน และ AUTOX เพื่อสะท้อนภาพข้างต้น
ฝ่ายวิจัยปรับลดกำไรสุทธิปี 2568 - 69 เฉลี่ย 7% หลักๆ มาจากการปรับสมมติฐาน NIM มาที่ 3.6% (เดิม 3.8%) ทำให้กำไรสุทธิปี 2568 ทรงตัว YoY ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท และปี 2569 เท่ากับ 4.5 หมื่นล้านบาท โต 2% YoY
อิง GGM ให้ PBV ที่ 0.8 เท่า (ROE ที่ 9.5% จากเดิม 9.7%) ให้ FV ปี 2568 ที่ 125 บาท (เดิม 130 บาท) คงแนะนำ Neutral แม้ข้างหน้าท้าทาย แต่ DIV Yield ราว 9% ต่อปี ช่วยจำกัด Downside
.
TISCO
บล.เมย์แบงก์มองว่า TISCO เป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี ประกอบกับ ROE ที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) มีแนวโน้มกดดันการเติบโตของกำไร โดยบล.เมย์แบงก์คาดว่ากำไรสุทธิในปี 68 จะเติบโตเพียง 2% YoY ขณะที่การปล่อยสินเชื่อน่าจะชะลอลงเพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ทั้งนี้ บล.เมย์แบงก์คาดว่าอัตราผลตตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 8% เนื่องจาก TISCO ยังรักษานโยบายการจ่ายปันผลในระดับสูง จึงแนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมายที่ 105 บาท (คิดเป็น P/BV 1.9 เท่าและ ROE 16.7%) โดยบล.เมย์แบงก์ชอบ KKP (ราคาปัจจุบัน 55.50 บาท, แนะนำ "ซื้อ", ราคาเป้าหมาย 65.00 บาท) มากกว่า จากการเติบโตของ EPS และ ROE ที่สูงกว่า