โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดบทบาท "คณิตศาสตร์" สมัยรัชกาลที่ 3 เฟื่องฟูพร้อมการค้า-ใช้แก้ปัญหาในราชอาณาจักร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ก.ค. 2564 เวลา 12.19 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 12.00 น.
ภาพถ่ายเก่า “ศาลาลูกขุนใน” บริเวณพระราชฐานชั้นนอก สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 สถานที่ประชุมขุนนางฝ่ายบริหารซึ่งเรียกรวมกันว่า “ลูกขุน ณ ศาลา” (ภาพจากหนังสือสถาปัตยกรรมพระบรมมหาราชวัง เล่ม 1, 2531)

ราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ 3 เริ่มมีระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราและมีการทำสนธิสัญญาการค้าฉบับแรกกับประเทศอังกฤษ กิจการของราชสำนักหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเลข เช่น การกำหนดอัตราภาษี, ค่าธรรมเนียม และการติดตามหนี้สิน ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยผู้มีความรู้ทางคณิตศาสตร์เข้ามาจัดการ

คณิตศาสตร์จึงมีบทบาทมากในรัชกาลที่ 3 โดยทรงมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของ “ลูกขุน ณ ศาลา”

ลูกขุน ณ ศาลา คือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน 5 ท่าน ได้แก่ 1. พระยาพิพัฒโกษา 2. พระยาราชภักดี 3. พระยาสุรเสนา 4. พระยามหาอำมาตย์ 5. พระยาราชสุภาวดี (ท่านที่ 1-4 สังกัดกรมท่า ท่านที่ 5 สังกัดกรมพระคลังมหาสมบัติ) ขุนนางทั้ง 5 ทำหน้าที่บริหารการเงินและกำลังคน โดยลักษณะงานดังกล่าว จึงมีผู้เชี่ยวชาญวิชาคณิตศาสตร์ในคณะทำงาน

รายละเอียดในเรื่องนี้ จริยา นวลนิรันดร์ ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ในบทความชื่อ “เลขเป็นโทโบราณว่า หรือสุดยอดวิชาที่ไม่ปรารถนาให้โลกรู้” (ศิลปวัฒนธรรม, มีนาคม 2555)

ในปี 2371 ขุนนางประจำกรมท่าได้แก่ หลวงเสฏฐี, หลวงแก้วอายัด, ขุนอักษรสมบัติ ได้รับมอบหมายจากลูกขุน ณ ศาลา ให้คำนวณส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมเรือกำปั่น ระหว่างพระราชวังหลวง หน่วยงานหนึ่งที่ตัวอักษรลางเลือน กับเจ้าพนักงาน ตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาเบอร์นีที่ทำขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนว่า เก็บตามความกว้างของปากเรือ ถ้าบรรทุกสินค้า คิดวาละ 1,700 บาท (21 ชั่ง 5 ตำลึง) และถ้าเป็นเรือเปล่า วาละ 1,500 บาท (18 ชั่ง 15 ตำลึง) เรือกำปั่นมีปากเรือกว้าง 5 วาขึ้นไป แม้แต่เศษความกว้างของเรือก็ต้องคิดเป็นเงินด้วย ลูกขุน ณ ศาลาจัดสรรรายได้ดังนี้

…พระราชวังหลวง (กำปั่น) วาหนึ่ง 13 ชั่ง 15 ตำลึง ศอกหนึ่ง 3 ชั่ง 8 ตำลึง 3 บาท คืบหนึ่ง 1 ชั่ง 14 ตำลึง 1 บาท 2 สลึง นิวหนึ่ง 2 ตำลึง 3 บาท 1 สลึง 1 เฟื้อง 533 เบี้ย

— (กำปั่น) วาหนึ่ง 6 ชั่ง 5 ตำลึง…

เจ้าพนักงาน (กำปั่น) วาหนึ่ง 1 ชั่ง 5 ตำลึง

พระราชวังหลวง (กำปั่น) วาหนึ่ง 12 ชั่ง 2 ตำลึง 1 บาท

— (กำปั่น) วาหนึ่ง 5 ชั่ง 10 ตำลึง…

เจ้าพนักงาน (กำปั่น) วาหนึ่ง 1 ชั่ง 2 ตำลึง 2 บาท…” [บัญชีค่าทำเนียบพิกัดกำปั่น ในจดหมายเหตุ รัชกาลที่ 3 เล่ม 4]

ผู้เขียน (จริยา นวลนิรันดร์) ยังอธิบายหลักฐานข้างต้นว่า “ปรากฏแต่เพียงตัวเลขแสดงตามลำดับแถมยังมีเศษย่อยที่น่าจะเสียทั้งเวลาในการคำนวณและเวลานับเงิน  ปัญหาอาจอยู่ที่มาตราเงินของไทยไม่ได้มาตรฐานสากล และอาจคิดเลยไปว่าคนโบราณไม่เก่งคำนวณ หรือไม่ก็ใส่ตัวเลขไปตามนโยบายแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่า เป็นการคิดที่มีระบบน่าสนใจ

หลักการคำนวณคือ วาละ 1,700 บาท แบ่งตามอัตราส่วน 11 : 5 : 1  ที่น่าสังเกตคือ เรือเปล่าที่คิดวาละ 1,500 บาทนั้น แทนที่จะทอนลงอย่างง่าย ๆ เป็น 10 : 4 : 1 แต่กลับตั้งตัวเลขเดิมแต่ละตัวแล้วคูณ 1,500 หารด้วย 17  ได้ส่วนแบ่งเป็น 970.5 : 441.1 : 88.2 ปัดเศษเป็น 970 : 440 : 90 แล้วจึงทอนเป็นชั่ง ตำลึง บาทตามลำดับ 

หลักการคิดเลขนี้ สืบค้นได้จากตำราคณิตศาสตร์ของไทยซึ่งมีโจทย์ใกล้เคียงกัน โจทย์ดังกล่าวระบุวิธี ‘ไตรนิกรคูณทรัพย์ บวกเป็นพยุหรหาร’ ซึ่งก็คือ นำเลข 3 ตัวนี้มาคูณทีละตัวด้วยตัวเลขใหม่ แล้วหารด้วยผลรวมของ 3 ตัวนั้น คณิตศาสตร์ของไทยจึงมีสูตรเฉพาะ อีกทั้งเศษย่อยของเงินก็ไม่น่าจะสร้างปัญหาเช่นกัน เพราะเจ้าพนักงานได้ผ่านการฝึกคิดเลขจนคล่องแล้ว อาทิ 

นพพัน เป็นแบบฝึกหัดคูณและหารเลข 9 หลักด้วยเลข 2 หลัก หันสมุด เป็นแบบฝึกหัดคูณและหารเลข 9 หลักด้วยเลขหลักเดียว นพพวง เป็นแบบฝึกหัดคูณเลข 9 หลักด้วยเลข 9 หลัก และโคศัพท์ เป็นแบบฝึกหัดหารเลขโดยใช้เลขตัวเดียวเรียงกันหลายหลักเป็นตัวตั้งแล้วหารกับเลขที่ทำให้หารได้ลงตัวพอดี เป็นต้น”  

ลูกขุน ณ ศาลายังใช้คณิตศาสตร์แก้ปัญหาข้อพิพาทในราชอาณาจักร โดยเฉพาะคดีแพ่งที่ให้เจ้าพนักงานบังคับลูกหนี้ให้ชำระหนี้ให้ คดีแพ่งจึงเพิ่มมากขึ้นในรัชสมัยนี้ เฉพาะที่พระยามหาอำมาตย์ รับเรื่องไว้ในปี 2387 ก็มีเกือบ 100 เรื่อง ความรู้ในการคำนวณเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยสามารถยุติปัญหาระหว่างราษฎรด้วยกันได้ ด้วยเหตุนี้บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของลูกขุน ณ ศาลา จึงต้องมี “เสมียน” หรือบาทหลวงปาลเลกัวซ์เรียกว่า “อักษรเลข” ไว้รับใช้ใกล้ตัว

ผู้ทรงภูมิความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในเวลานั้น จึงเป็นดังคลังสมองช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่แผ่นดิน ส่วนความก้าวหน้าในทางราชการก็ไม่ได้ตีบตัน ลำพังชั้นยศ “อักษรสมบัติ” ก็ได้ขึ้นถึงชั้นพระในตำแหน่งปลัดกรม เช่น พระอักษรสมบัติ (ทับ) และพระอักษรสมบัติ (เปล่ง) เป็นต้น

แล้วตำราคณิตศาสตร์ไทยโบราณมีให้ผู้สนใจศึกษามากน้อยเพียงใด

ปัจจุบัน มีตำราคณิตศาสตร์จัดอยู่ในกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก หอสมุดแห่งชาติเป็นสมุดไทย จำนวน 85 เล่ม ส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างอนุรักษ์ ผู้เขียน (จริยา) ได้อ่านสำเนา 3 เล่ม คือ ตำราเลขกรณฑ์, ตำราเลขโคศัพท์ และตำราโจทย์เลขเบ็ดเตล็ด

ตำราเลขกรณฑ์ เป็นเลขยกกำลังและถอดรากใช้สำหรับจัดวางวัสดุลงบนพื้นที่ ตำราระบุว่ามีกรณฑ์ถึง 7 ระดับ แต่ใช้ศัพท์โบราณซึ่งอ่านไม่ค่อยเข้าใจ

ตำราเลขโคศัพท์ และตำราโจทย์เลขเบ็ดเตล็ด เป็นตำราเลขทั่วไป ศัพท์ไม่ยากพอจะเข้าใจได้บ้าง แต่ละเล่มมีโจทย์เลขประมาณ 200 เรื่อง มีหลายโจทย์ที่คัดลอกซ้ำกัน ทุกโจทย์อธิบายลำดับการทำด้วยกลอนแปด เรียงลำดับโจทย์จากง่ายไปยาก วิธีคำนวณมีตั้งแต่ระดับเลขพื้นฐาน ได้แก่ บวก ลบ คูณ หาร จนกระทั่งถึงสูตรสำหรับโจทย์ที่ยากขึ้น เช่น เลขหน้าไม้ และเลขกรณฑ์ เป็นต้น โจทย์เลขทั้งหมดแสดงวิธีคำนวณเป็นขั้นตอน โดยไม่เฉลยผลลัพธ์ซึ่งสะท้อนว่านิยมสอนกันแบบตัวต่อตัว และเน้นไปที่การฝึกทักษะให้ผู้เรียนมีพื้นฐานการคิดอย่างเป็นระบบ

ตำราเลขของไทยไม่ระบุปีที่ทำขึ้น แต่สันนิษฐานว่าถ้าจะพิมพ์ในรัชกาลที่ 3 เนื่องจาก เนื้อหาของโจทย์โจทย์เกือบทั้งหมดเป็นการคำนวณเงินตราซึ่งสอดคล้องกับการริเริ่มให้ส่งภาษีเป็นตัวเงิน ไม่ใช่สิ่งของหรือส่วยดังแต่ก่อน นอกจากนี้หน่วยเงินที่ใช้เป็น ชั่ง และตำลึง เป็นหน่วยเงินโบราณที่เลิกใช้เมื่อขึ้นรัชกาลที่ 4

ขอยกโจทย์เลขข้อหนึ่งจากตำราโจทย์เลขเบ็ดเตล็ด มาให้ดูกันว่ายก-ง่ายเพียงใด

“โจทย์ว่าพริกไท 105 หาบให้ จ้างระวางฝากสำเภาไป ขายถึงในเมืองจีนโน่นนา ค่าจ้างระวางหาบละ 3 บาท ไปขายขาดได้ 18 บาท ไม่มีเงินให้นายเพตรา ให้คิดค่าจ้างนั้นในพริกไท จะได้ส่วนของข้างละมากน้อย จะได้คอยฟังเหตุหายสงสัย ผู้รู้เลขเอกโททำไป ให้เข้าใจที่ในวิไสยี เฉลยตั้งส่วน 6/1 เป็น 7 ไปหารให้สำเร็จในทรัพย์ราศี ลบตั้ง 2 ถานส่วนคูณดี เท่านี้เป็นส่วนทั้ง 2 รา จึงคิดขายเป็นเงินค่าจ้าง พอครบทั้งพริกไทที่เสสา 90 หาบหารได้ลัภตรา เป็นค่าจ้างหาบหนึ่งเท่านี้แล 

นายสำเภาพินิจคิดขยัน เพื่อนผ่อนผันบัณฑิตคิดแก้ เอาเงินนั้นผ่อนผันไปซื้อแพร ผืนหนึ่งแน่เป็นเงิน 3 บาท มาขายถึงนี้ผืนละ 1 ตำลึง 1 บาท คิดจะให้ค่าพริกไทหวา จะได้เงินกำไรเท่าใดนา ทั้งสองราจะได้ประการใด บัณฑิตคิดควรกระบวนค่า เอาทรัพย์เดิมนั้นมาแก้ไข แพรนั้นพับหนึ่ง 6 ตำลึงไป ขายได้ 10 ตำลึงถึงนี่นา ทรัพย์เดิม 23 ชั่ง เศษ 12 ตำลึง 2 บาท ได้แพร 78 พับมา เศษ 6 ผืนพึงมี ขายได้พับละ 10 ตำลึงสิ้น จึงได้ทรัพย์ราศี 39 ชั่งยังเศษมี ท่านกวีพึงพิจารณา ถ้าค่าจ้างแพงเป็นหาบละ 6 บาท พริกไท 105 หาบ 112 หาบก็ดี ราคานอกเหมือนกันให้ตั้งส่วน 6/2 ได้ 8 หาร ทำทั้งนั้นก็เหมือนกัน”

นับว่าวิชาคณิตศาสตร์ของสยามในรัชกาลที่ 3 ก้าวหน้าไม่น้อย ซึ่งพระองค์ทรงจำแนว่า เป็นความรู้ที่ตามทันชาวอังกฤษ เพราะพระองค์ยังใช้ความรู้ด้านนี้อยู่ จึงอาจเป็นเหตุที่พระองค์ไม่โปรดให้จารึกวิชาคณิตศาสตร์ไว้ในวัดโพธิ์ เพราะเป็นสุดยอดวิชาที่มีบทบาทสูงในการบริหารงานแผ่นดิน ต้องการสงวนความรู้ด้านนี้ไว้ใช้ในหมู่ผู้ปกครอง จึงไม่โปรดฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญในลูกขุน ณ ศาลา จดจารึกความรู้ด้านนี้ไว้ในแผ่นศิลารอบวัดโพธ์แม้แต่แผ่นเดียว

 

ข้อมูลจาก

จริยา นวลนิรันดร์. “เลขเป็นโทโบราณว่า หรือสุดยอดวิชาที่ไม่ปรารถนาให้โลกรู้” ใน, ศิลปวัฒนธรรม, มีนาคม 2555.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มิถุนายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...