โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

CBDC โจทย์ใหม่ธนาคารกลางทั่วโลก ลดต้นทุนธุรกิจแสนล้านดอลลาร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ย. 2564 เวลา 07.49 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 01.48 น.

“สกุลเงินดิจิทัล” ที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือเรียกว่า CBDC (central bank digital currency) กำลังเป็นที่สนใจของธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำลังพัฒนา “บาทดิจิทัล” ที่จะมีการนำออกมาให้ประชาชนและภาคธุรกิจทดสอบการใช้งานในช่วงกลางปี 2022

โดย CBDC พัฒนาอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้มีความปลอดภัยของข้อมูลและการทำธุรกรรมที่มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมที่ลดลงมหาศาล

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า “เจ. พี. มอร์แกน” บริษัทด้านการเงินและการลงทุนระดับโลก ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ “โอลิเวอร์ ไวแมน” เปิดเผยผลวิจัยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า การพัฒนาเครือข่ายสกุลเงินดิจิทัล “ซีบีดีซี” จะช่วยประหยัดต้นทุนการทำธุรกรรมให้กับภาคธุรกิจทั่วโลกได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี

รายงานดังกล่าววิเคราะห์ถึงผลกระทบเชิงบวกในการพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงซีบีดีซีของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ที่ซีบีดีซีจะเข้าไปช่วยให้การทำธุรกรรมระหว่างประเทศสะดวกรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายลดลง

เนื่องจากปัจจุบันธนาคารในประเทศต่าง ๆ ต้องอาศัยธนาคารตัวแทนต่างประเทศ หรือตัวกลางอื่น ๆ ในการทำธุรกรรมโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีค่าธรรมเนียมสูงและใช้เวลานาน เนื่องจากมีการข้ามเขตเวลา

รายงานประเมินว่า ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องสูญเสียต้นทุนค่าธรรมเนียมราว 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี จากการทำธุรกรรมระหว่างประเทศรวม 23.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี แต่การพัฒนาเครือข่ายซีบีดีซีระหว่างประเทศจะช่วยลดขั้นตอนตัวกลาง ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมลดลง และเป็นผลดีต่อต้นทุนธุรกิจทั่วโลก

รายงานของ เจ. พี. มอร์แกนยังชี้ว่า“ภูมิภาคอาเซียน” จะเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากเครือข่ายเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ 7% ของการค้าโลก ทั้งเป็นที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติหลายพันแห่ง

แต่การทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน กลับต้องเผชิญกับต้นทุนมหาศาล จากสกุลเงินของประเทศสมาชิกถึง 10 สกุลเงิน ซึ่งการโอนเงินไปยังหลายประเทศมีค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง เช่น ลาว และกัมพูชา ที่มีค่าใช้จ่ายในการโอนเงินระหว่างประเทศเฉลี่ยเกือบ 12% ขณะที่เมียนมาก็สูงกว่า 10% ตามข้อมูลของธนาคารโลก

รายงานยกตัวอย่างการโอนเงิน 100,000 บาท (ราว 2,950 ดอลลาร์สหรัฐ) จากไทยไปยังอินโดนีเซีย มีค่าธรรมเนียมสูงถึง 40 ดอลลาร์สหรัฐ โดยยังไม่รวมค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยน

ซึ่งหากมีการพัฒนาเครือข่ายซีบีดีซี จะสามารถลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามพรมแดนลงได้ถึง 35 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยประหยัดเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ เครือข่ายซีบีดีซียังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ด้วยระบบ “ระเบียงเครือข่าย” (corridor network) ที่รองรับการทำธุรกรรมด้วยซีบีดีซีหลายสกุลเงิน และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป

โดยเฉพาะขั้นตอนการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเป็น “ดอลลาร์สหรัฐ” ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสกุลเงินปลายทาง ซึ่งมีค่าธรรมเนียมและต้องใช้เวลาในการดำเนินการ แต่ระเบียงเครือข่ายดังกล่าวจะช่วยเปลี่ยนสกุลเงินต้นทางเป็นสกุลเงินปลายทางในรูปแบบดิจิทัลได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐก่อน

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาซีบีดีซีตามสกุลเงินประจำชาติ ที่โดดเด่นคือ “จีน” ที่กำลังอยู่ในช่วงการทดสอบ “หยวนดิจิทัล” ซึ่งตั้งเป้าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการก่อนมหกรรมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว เดือน ก.พ. 2022 ขณะที่ธนาคารกลางของญี่ปุ่นก็เริ่มทดสอบ “เยนดิจิทัล” ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนการสร้างระเบียงเครือข่ายซีเอ็มบีซีก็เริ่มมีการทดสอบแล้ว ด้วยความร่วมมือของธนาคารกลางหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และแอฟริกาใต้ ที่ร่วมมือทดสอบโครงการเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดนด้วยซีบีดีซีหลายสกุลเงิน หรือ “เอ็มซีบีดีซี” (mCBDC) เช่นเดียวกันกับ จีน ฮ่องกง ไทย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่กำลังดำเนินการทดสอบร่วมกันอีกโครงการ

“นาวีน มัลเลลา” หัวหน้าฝ่ายระบบคอยน์ของโอนิกซ์ (Onyx) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลของ เจ. พี. มอร์แกน ระบุว่า “เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีสกุลเงินเป็นจำนวนมาก และมีระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่แตกต่างหลากหลาย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เครือข่ายเอ็มซีบีดีซีจะเริ่มเติบโตในเอเชียก่อน”

อย่างไรก็ตาม มัลเลลาเน้นย้ำว่า ข้อตกลงระหว่างธนาคารกลางมีความสำคัญมาก ทั้งเรื่องการเข้าถึงเครือข่าย การแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางธุรกรรม รวมถึงกรอบการกำกับดูแลร่วมกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานซีบีดีซีให้กับภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไปได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...