โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยุทธศักดิ์ เสนอสูตร “ 3R : Rebrand-Reboot-Reform ” หยุดวิกฤตนักท่องเที่ยวจีน

Khaosod

อัพเดต 16 พ.ค. 2568 เวลา 05.08 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2568 เวลา 13.53 น.

ยุทธศักดิ์ เสนอสูตร “3R : Rebrand-Reboot-Reform” หยุดวิกฤตคืนความมั่นใจนักท่องเที่ยวจีน ภายใต้แนวคิด ประเทศไทยดินแดนแห่งรอยยิ้ม ต้องมีคุณภาพและความปลอดภัย

นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญการตกลงอย่างอิสระ ( Freefall ) มีการลดลงรวดเร็วของนักท่องเที่ยวจีน ดังนั้นต้อง Stop the Freefall หยุดวิกฤตท่องเที่ยวไทย ดึงนักท่องเที่ยวกลับมา ถือโอกาสนี้ปรับโครงสร้างท่องเที่ยวนักท่องเที่ยว ไปสู่กลุ่มคุณภาพเพิ่มขึ้น ผ่าน “3R : Rebrand – Reboot – Reform”

ภายใต้แนวคิด “Thailand: Land of Smiles defined by Quality, Trusted for Safety” หรือ “ประเทศไทย ดินแดนแห่งรอยยิ้มที่มั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัย”

*Rebrand : มุ่งปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้ประเทศไทย เน้นประสบการณ์ “สนุก” (Sanuk) ที่ครอบคลุมวัฒนธรรม วิถีชีวิต ดนตรี กีฬา อาหาร และธรรมชาติ เพื่อสร้างการจดจำในเวทีโลก โดยใช้คอนเทนต์สร้างสรรค์ ทัวร์เสมือนจริง อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อระดับโลกในการสื่อสาร

*Reboot : เน้นฟื้นรายได้และปริมาณนักท่องเที่ยว ด้วยการขยายตลาดคุณภาพ เช่น MICE, กลุ่มสุขภาพ-ธุรกิจ (Health & Wellness / Bleisure) และเพิ่มเที่ยวบินให้เพียงพอ พร้อมทั้งผลักดันโปรโมชั่นกับสายการบินให้ราคาตั๋วไม่สูงเกินไป ดึงทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวหน้าใหม่และผู้ที่เคยมาให้กลับมาอีกครั้ง

*Reform : ปฏิรูปอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ยกระดับความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน และบริการให้ได้มาตรฐานโลก พร้อมส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม และยั่งยืนในทุกมิติ

ต้องทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศแห่งรอยยิ้มของคุณภาพและความปลอดภัย ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงสร้างภาพลักษณ์ใหม่ แต่ต้องเน้นสร้างมั่นใจ ความรู้สึกปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงปัจจัยที่เอื้อต่อการเดินทางอย่างสะดวกและปลอดภัย (Ease & Safe of Traveling)

อาทิ ด้านคุณภาพการบริการ รถแท็กซี่ ต้องพัฒนาระบบเตือนอุบัติเหตุ/อุบัติภัย มีหลากหลายภาษา ชูซอฟต์พาวเวอร์และเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) เป็นจุดขายใหม่ สร้างภาพจำใหม่ โดยให้สะท้อนถึงความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเป็นส่วนตัว ลบภาพเดิม และแบบแผนเดิมๆ ทิ้งไป

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนเคยเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ม.ค.- 11 พ.ค. 2568 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเพียง 1.76 ล้านคน ลดลงถึง 31.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 หากย้อนไปปี 2562 มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวไทยกว่า 10.8 ล้านคน สัดส่วน 27% ของต่างชาติทั้งหมด เฉลี่ยเดือนละ 900,000 คน วันละ 30,000 คน

จากสถิติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 11 พ.ค. 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยรวม 12.9 ล้านคน ลดลง 1% จากปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจากเอเชีย ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักกว่า 60% กลับลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง นักท่องเที่ยวจีนเฉลี่ยในเดือนเมษายนมีเพียง 10,574 คนต่อวัน เทียบกับ 30,000 คนต่อวันในปี 2562 ก่อนโควิด-19

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้เผชิญวิกฤตหลายครั้งแต่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเหมือนช่วงหลังโควิด-19 ถือเป็นการฟื้นตัวที่รวดเร็วในอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีตลาดหลักคือจีน เพื่อนบ้านอาเซียนเป็นแรงขับเคลื่อนการฟื้นตัว การหดหายไปของจีน สัดส่วนตลาดจีนเหลือเพียง 14% ของจำนวนนักท่องเที่ยว เทียบกับสัดส่วน 27% เมื่อปี 2562

จีนถือเป็นแหล่งรายได้ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของไทย โดยสาเหตุที่นักท่องเที่ยวจีนหายไป เป็นปัญหาภาพลักษณ์ที่สั่งสมมานาน สอดคล้องกับผลสำรวจของ Dragon Trail International บริษัทด้านการท่องเที่ยวในประเทศจีนที่พบว่า คนจีนกังวลการเดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 28% ในปี 2565 เป็น 51% ในปี 2566 ทั้งภาพลักษณ์เชิงลบผ่านภาพยนตร์

อาทิ No More Bets ที่สื่อถึงวงจรฉ้อโกง การค้ามนุษย์ การค้าอวัยวะในตลาดมืด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ กรณีนักแสดงจีนที่หายไปบริเวณชายแดนไทย ตอกย้ำภาพดังกล่าว และข่าวร้ายที่นำเสนอผ่านสื่อโซเชียลในจีนอย่างต่อเนื่อง

ด้าน Tongcheng Travel ผู้ให้บริการทัวร์ท่องเที่ยวรายใหญ่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศจีน เผยว่าญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของชาวจีนตามด้วย มาเลเซีย สิงคโปร์เกาหลีใต้ ส่วนไทยหล่นมาอยู่อันดับที่ 5

สอดคล้องกับข้อมูลของทริปดอทคอม ธุรกิจบริการทัวร์ท่องเที่ยวออนไลน์ชื่อดังในจีนที่ออกมาระบุว่า ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวหรือตรุษจีนที่ผ่านมา ปริมาณการเดินทางเข้าและออกประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลเดียวกันในปี 2567 โดยญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับหนึ่งของคนจีนจากแผ่นดินใหญ่

ซึ่งการฟื้นตัวของอัตราเที่ยวบินจากจีนภาพรวมอยู่ที่ 79% แต่ไทยมีการฟื้นตัวเที่ยวบินขาออกจากจีนเพียง 58% เท่านั้น อยู่อันดับที่ 21 น้อยกว่าและเป็นรองจากลาว 137% มาเลเซีย 115% สิงคโปร 103% เวียดนาม 97% ส่วนญี่ปุ่นมีเที่ยวบินจากจีนเข้าไปกว่า 108% สอดคล้องกับยอดจองที่พักในญี่ปุ่นโตแรงถึง 300% ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่จีนไม่มาเที่ยวไทยแต่ไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ช่วงตกต่ำ มีนโยบายให้เที่ยวในประเทศ รวมถึงตั้งแต่ปี 2565 ค่าเงินเยนต่อเงินหยวนอ่อนค่าลงกว่า 25% ราคาสินค้าและบริการในญี่ปุ่น มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น แต่ไทยแม้ค่าเงินบาทต่อหยวนจะคงที่ แต่ต้นทุนการบริโภคในไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร ปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทำให้ความได้เปรียบด้านราคาในฐานะจุดหมายปลายทางที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงของไทยร่วงลง รวมถึงญี่ปุ่นถูกมองว่า เป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกมาเป็นเวลานาน แต่ไทยมีข่าวงบเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนลดลง

สอดคล้องกับข้อมูลดัชนี Travel & Tourism Development (TTDI) ที่ระบุว่า ความปลอดภัยของไทยล่าสุดปรับแย่ลงจากอันดับที่ 88 เป็นอันดับที่ 92 จาก 117 ประเทศ

“…ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มองไปข้างหน้า ไม่ยึดติดกับอดีตหรือความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา เพื่อก้าวต่อไปในการสร้างความหวัง สร้างคุณค่า สร้างความยั่งยืน สู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดย Stop the Freefall: Rebrand/Reboot/Restructure หยุดวิกฤติปัญหา สร้างภาพลักษณ์ใหม่ สนุก ปลอดภัย ใส่ใจคุณภาพนักท่องเที่ยว เสริมสร้างระบบนิเวศที่ดี เพื่อการท่องเที่ยวไทยที่แข่งขันได้และยั่งยืนต่อไป”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุทธศักดิ์ เสนอสูตร “ 3R : Rebrand-Reboot-Reform ” หยุดวิกฤตนักท่องเที่ยวจีน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...