K-Fresh เจน 2 เปิดมุมมองใหม่ 'มะพร้าวน้ำหอมไทย' ส่งออกไปโกย 700 ล้าน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : สุวัฑ แซงลาด
กะเทาะแนวคิด ‘ณัฐศักดิ์ มนัสรังษี’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เฟรช จำกัด (K-Fresh) ทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 ผู้ผลิตและส่งออกมะพร้าวน้ำหอมรายใหญ่ของไทย เจ้าของแบรนด์ Coco Thumb นวัตกรรมมะพร้าวน้ำหอมดื่มง่ายไม่ง้อมีด ส่งออกต่างประเทศ 30 ล้านลูก มูลค่าราว 700 ล้านบาทต่อปี
จากเด็กหนุ่มที่เรียนจบด้านโฆษณา แต่ต้องชิฟต์ตัวเองมาดูแลธุรกิจสินค้าเกษตรต่อจากครอบครัว และเขาคือผู้เชื่อว่าลูกค้าจะยอมจ่ายเพื่อนวัตกรรม ถ้าหากธุรกิจสามารถสร้างนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหา หรือมีโซลูชั่นใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ ที่ตรงนั้นจะมีเงินอยู่เสมอ นอกจากนี้ เขายังมีมุมมองเรื่องการรับมือกับภาษีสหรัฐ และแชร์ไอเดียเรื่องการต่อยอดสินค้าเกษตรส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างน่าสนใจ
และต่อไปนี้คือวิสัยทัศน์จากทายาทผู้ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมมูลค่า 700 ล้านบาท
ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า K-Fresh เป็นบริษัทผู้ผลิตและผู้ส่งออกมะพร้าวน้ำหอม 100% ไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก จากแหล่งที่ปลูกได้ดีที่สุดแค่ 4 จังหวัดในประเทศไทยก็ คือจังหวัดสมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, นครปฐม และราชบุรี ที่มีจุดเด่นและได้รับการยอมรับเรื่องความหวานหอมที่แตกต่างจากมะพร้าวอื่นทั่วโลก มะพร้าวน้ำหอมประเทศไทย
ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการศึกษาการเปิดมะพร้าวมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2008 ที่มีการคิดสินค้าภายใต้แบรนด์ Coco Thumb มีการคิดค้นตัวเจาะหลายแบบเลย ทั้งแบบที่มีมีด ทั้งแบบที่มีเครื่องเปิดมะพร้าวได้ทั้งลูก แต่ในที่สุดต้องหาทางทำให้มะพร้าวดื่มได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลาในต้นทุนที่ถูกที่สุด จนพัฒนามาเป็นนวัตกรรมที่เป็นตัวมาร์กบนเปลือกมะพร้าว เพียงแค่ดึงสลัก กดปุ่ม และใส่หลอด ก็สามารถดื่มมะพร้าวน้ำหอมสด ๆ จากลูกได้ทันที โดยไม่ต้องใช้มีดในการเปิดให้ยุ่งยาก
โดยปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกสินค้าจะแบ่งเป็น Coco Thumb ประมาณ 70 ส่วนอีก 30% จะเป็นตัวมะพร้าวผลสดทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการ Joint Venture กับ SAPPE ในนาม บริษัท ออล โคโค กรุ๊ป จำกัด ภายใต้แบรนด์ All Coco ที่มีสินค้าอย่างสินค้ามะพร้าวน้ำหอมแปรรูป เช่น น้ำมะพร้าวบรรจุขวดด้วยกระบวนการ High Pressure พุดดิ้งมะพร้ำวน้ำหอม, Snowball หรือมะพร้าวน้ำหอมที่ปอกเปลือกแข็งออก, ไอศกรีมมะพร้ำวน้ำหอม ซอฟต์ไอศกรีมมะพร้ำวน้ำหอม, น้ำมะพร้ำวเกล็ดหิมะ และผลิต OEM ให้กับแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก
Coco Thumb มีราคาสูงกว่ามะพร้าวทั่วไปเกือบเท่าตัว อะไรที่ทำให้คนยังซื้อซ้ำ?
K-Fresh ขายสินค้าที่เป็นฟังก์ชันนอล ฟูดส์ และเน้นขาย Branding เมื่อเทียบกับมะพร้าวทั่วไปที่ลูกค้าซื้อมาทาน กว่าจะทานได้ต้องใช้มีดอีโต้มาเฉาะเปลือกออกไปก่อน เพียงแค่ดึงสลัก กดปุ่มลง ก็สามารถดื่มได้ทันที จึงทำให้สินค้ามีความต้องการจากลูกค้า เพราะการขายอาหารฟังก์ชั่นที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าสามารถเปิดมะพร้าวได้ง่ายทุกที่ ทุกเวลา
ขณะเดียวกัน ยังพบว่าคอนเทนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากลูกค้าของแบรนด์ตัวจริง หรือ User-generated content ยังเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันจะเกิด Word of mouth หรือ การตลาดแบบปากต่อปาก คนจะรับรู้ได้ว่าสินค้าของเราดีอย่างไร
“ที่ผ่านมาเราพบว่า รีวิวที่ดีที่สุดไม่ใช่การจ้าง Influencer มารีวิวของให้ แต่คือเพื่อนสนิทเรา เพื่อนที่อยู่รอบตัวเรา ที่คอยบอกว่าอันไหนดีหรือไม่ดี เมื่อคนอื่นเห็นก็อยากไปลองต่อ จึงเกิดการพูดปากต่อปากขึ้น มันก็เลยทำให้สินค้าของเราขายได้ ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเรามีการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านลูกต่อปี แล้วก็ขายอยู่ประมาณ 500-700 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแต่ละช่วงซีซั่นมีความต้องการมากน้อยต่างกัน”
ผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐ
ณัฐศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้มีปัจจัยที่ยังพอคอนโทรลได้กับคอนโทรลไม่ได้ ในเมื่อเกิดกรณีที่เขาขึ้นภาษีมาแล้ว อย่าง K-Fresh ที่ต้องส่งอเมริกาค่อนข้างเยอะ ช่วงนี้จึงต้องมองหาช่องทางตลาดใหม่ ๆ เพื่อที่จะเสริมพอร์ตการส่งออก อาทิ โซนตะวันออกกลาง, ยุโรป, อาเซียน รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการขายภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญภาครัฐยังจำเป็นต้องสามารถที่จะเจรจาเรื่องภาษีไม่ให้มันสูงเกินไปหรือว่าให้มันสอดรับกับเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งเรื่องสินค้ามะพร้าวของเรา ถ้าสมมุติว่าประเทศอื่นเขาส่งออกโดยไม่ต้องเสียภาษีมะพร้าวมันก็จะมีความยากมากขึ้น เพราะมันก็จะแพงกว่าในเมื่อมันเป็นสินค้าเกษตรที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ ๆ กัน
“เราอาจต้องเน้นเรื่องการทำ Niche product โดยมุ่งความสนใจไปที่เป้าหมายเฉพาะกลุ่ม หรือเน้นไปที่การทำสินค้าแปรรูปมากขึ้น แล้วก็ส่งแบบกระจายไปเจาะตลาดประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อเมริกามากขึ้น ครับแต่ว่าถ้าพูดจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้ทำได้เยอะสักเท่าไหร่ เพราะว่าอเมริกาเป็นพอร์ตส่งออกที่ใหญ่ที่สุด
นอกจากนี้ เรายังต้องหาสินค้าที่ผู้บริโภคเขายอมจ่ายให้เรามากขึ้น หรือการพัฒนาและทำสินค้าที่เพิ่มมูลค่าได้อีก อาจต้องดูว่า Coco Thumb จะมีความว้าวอะไรใหม่ ๆ และจะสามารถพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นไหนได้อีก เพราะผู้บริโภคเขาจะยอมจ่ายเพื่อนวัตกรรม และถ้าเรามีนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาให้เขา หรือเราสามารถหา Solution ใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ ตรงนั้นจะมีเงินอยู่เสมอ” ทายาทเจน 2 K-Fresh กล่าว
ตั้งเป้าปีนี้โต 40%
สำหรับปี 2568 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตด้านยอดขายอยู่ที่ 40% ซึ่งอาจต้องมองหาสินค้าใหม่ ๆ ไปเจาะตลาดรองรับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น หรือหาผลไม้ชนิดอื่น ๆ เข้ามาเสริมพอร์ตมากขึ้น เนื่องด้วย distributor หรือตัวแทนในการจัดจำหน่ายของบริษัทเป็นผู้ค้าผลไม้อยู่แล้วในท้องตลาด อาจต้องหาสินค้าเกษตรไทยที่เป็นพืชแห่งอนาคตและสามารถตอบโจทย์ที่คล้าย ๆ กับมะพร้าวน้ำหอมให้ลูกค้าได้ เช่น เสาวรส หรือส้มโอ เพื่อนำมาส่งออกไป ซึ่งต้องมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ทั้งในแง่ของรสชาติที่แตกต่าง หรือการนำไปสกัดเย็นหรือแช่แข็งเพื่อยืดอายุการจัดเก็บไว้ในช่วงโลวซีซั่น และราคาต้องสามารถแข่งขันได้ด้วย
แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ทำเฟรนช์ฟรายจากถั่วเขียว
ณัฐศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ด้วยปัจจุบันโลกที่เปลี่ยนไป กำลังเข้าสู่สภาวะโลกเดือด โจทย์ของเกษตรกรตอนนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพราะถ้ายังปลูกพืชแบบเดิมมันอาจจะให้ผลผลิตน้อยลง ด้วยอากาศที่ร้อนขึ้น ซึ่งทาง K-Fresh มีสวนปลูกมะพร้าวอยู่แล้ว และการปลูกมะพร้าวยังพอมีพื้นที่ว่างเหลืออยู่เพราะมีรูปแบบการปลูกเป็น SINGLE-CROP (การปลูกพืชชนิดเดียวในที่ดินเดียวกันซ้ำ ๆ)
จึงมีการปลูกพืชที่มีวิธีการแบบใหม่ที่เรียกว่า Regenerative Agriculture หรือการเกษตรเชิงฟื้นฟูซึ่งเป็นการหาพืชคลุมดินช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้วยการเลือกถั่วเขียว เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายและช่วยบำรุงดินได้เป็นอย่างดี จากเดิมปกติถั่วเขียวมันเป็นได้แค่ถั่วงอกกับถั่วเขียวต้มน้ำตาล หรือวุ้นเส้น ซึ่งมูลค่าไม่ได้สูง แต่ถ้าเอาถั่วเขียวมาพัฒนาทำเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงในตลาดก็คือเฟรนช์ฟราย
“จากเดิมเฟรนช์ฟรายเป็นอาหารที่อร่อยแต่ว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์ แล้วเราก็มีแนวคิดเอาถั่วเขียวมาทำเป็นเฟรนช์ฟรายกรอบเพื่อที่จะสามารถขายได้ในตลาดที่มีดีมานด์แล้วก็ตอบโจทย์ลูกค้าได้ เพราะว่าถั่วเขียวเป็นพืชที่มีประโยชน์สูงมาก มีโปรตีน 6-7 กรัม เป็นอาหารกลูเตนฟรี ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ พืชตัวนี้จะมีความต้องการมากในต่างประเทศ กลุ่มคนแพ้ กลุ่มคนที่กินโปรตีนไม่ได้ก็สามารถกินเฟรนช์ฟรายถั่วเขียวตัวนี้ได้ด้วย
จึงนำมาสู่การพัฒนาเป็น เฟรนช์ฟรายถั่วเขียวในรูปแบบ ของ Snack (พร้อมทาน) ภายใต้ชื่อแบรนด์ Jack ‘s Story และตอนนี้เราเน้นจัดจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ก่อน เช่น TikTok Shop, Shopee และ Lazada แล้วก็มีการไปเปิดตลาดที่ประเทศสิงคโปร์ โดยกำลังจะส่งออกในเร็ว ๆ นี้” ณัฐศักดิ์ กล่าว
รับมือกับ Climate Change และศัตรูพืช
ในบางปีที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือเกิดภาวะร้อนแล้ง จะมีกลยุทธ์ในการรับมือ 2 แบบ คือ มีสวนปลูกมะพร้าวเองและสามารถควบคุมซัพพลายได้เองประมาณ 3,000 กว่าไร่ และมีเครือข่ายเกษตรกรที่ดูแลในเครือ เป็นเหมือนพาร์ตเนอร์ช่วยปลูก ช่วยตัดมะพร้าวส่งมาจำหน่ายที่เรา รวมกันแล้วหลายหมื่นไร่ ซึ่งที่ผ่านมา K-Fresh ได้สร้างเครือข่ายเกษตรกร เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาด หรือถ้าเกิดวิกฤตขึ้นจริงต้องขาดน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ส่วนศัตรูพืชที่ต้องเจอในปัจจุบัน จะมีหนอนหัวดำมะพร้าว กับด้วงมะพร้าว ซึ่งทาง K-Fresh แก้ปัญหาได้ในแบบออร์แกนิก คือการใช้ฟีโรโมนมาดักตัวด้วงกับหนอนให้ตกลงมาที่ถัง โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า รวมถึงการเลี้ยงแตนเบียนให้ไปไข่ที่ตัวหนอนหัวดำมะพร้าว ทำให้ไข่ไม่สามารถพัฒนาต่อเป็นด้วงได้
ความท้าทายทายาทเจน 2
ณัฐศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในอดีตผู้บริหารรุ่นก่อนที่บุกเบิกทำธุรกิจขายมะพร้าว จะมีคู่แข่งน้อยอยู่ เพราะว่ามะพร้าวผลสดเป็นธุรกิจที่คนยังทำไม่มากอยู่ในยุคนั้น พอเวลาผ่านไปจึงมีคู่แข่งที่พยายามเข้ามาตัดราคาทำสินค้าคล้าย ๆ กับ K-Fresh มากขึ้น จึงต้องหากลยุทธ์การเติบโตและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจด้วยนวัตกรรม นั่นคือ Coco Thumb นวัตกรรมมะพร้าวน้ำหอมดื่มง่าย ไม่ต้องง้อมีด เป็นฮีโร่โปรดักต์มาเสริมพอร์ต
จนในที่สุดก็ทำให้สามารถแข่งขันได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีแบรนด์ที่ติดตลาด มีการทำโซเชียลมีเดีย มีคนมาช่วยรีวิวและโปโมตในทุกแพลตฟอร์มรวมกันแล้วหลายร้อยล้านวิว ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ต้องมีการพิสูจน์ว่าสินค้าเราขายได้ คู่ค้ารับไปแล้วกระบวนการเป็นอย่างไร สินค้าแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้หรือเปล่า เขาสามารถทำการตลาดต่อได้หรือไม่ ต้องมีการซัพพอร์ตอะไรที่ลูกค้าขอมา เพราะแต่ละประเทศมีความชอบต่างกัน
ส่วนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน ในฐานะผู้บริหารเจน 2 ต้องแสดงให้เห็นว่าเราจะไม่หยุดอยู่แค่จุดเดิม เพราะถ้าอยู่เฉย ๆ เท่ากับว่าเราถอยหลัง แล้วการที่พนักงานจะเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นขึ้นอยู่ที่ว่า
บริษัทจะมีการเติบโตขนาดไหนจากคนที่คิด Direction ถ้าเกิดเราสร้าง Hero Products ให้กับบริษัทได้ ลูกน้องก็จะเชื่อมั่นเพราะว่ามีรายได้มาให้บริษัทเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ลูกน้องมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ คือ KEY สำคัญ
เมื่อเรียนจบโฆษณา แต่ต้องมาทำธุรกิจสินค้าเกษตร
ณัฐศักดิ์ เล่าว่า เขาเป็นคนเรียนจบด้านโฆษณา แต่มาทำงานด้านการเกษตร อาจมองเผิน ๆ เป็นเรื่องตลก แต่เรื่องนี้มีประโยชน์มาก เพราะต้องหาทางทำให้สินค้าของตัวเองมีความโดดเด่นและขายได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรไทยจะประสบปัญหาปลูกได้ แต่ว่าขายกันไม่เป็น เขาจึงคิดว่าตัวเองมีความรู้เรื่องการโปรโมตสินค้า เพราะว่ามีการทำ Viral Content Marketing ทั้งใน TikTok, Facebook และ YouTube ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เขามีแล้ว จึงสามารถส่งเสริมให้กับ Content ในการทำตลาดให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี
โดย Transfer ตัวเองจากความสนใจที่ทำโฆษณามา แล้วมาดูว่าสินค้าเกษตรทำยังไงให้มีจุดโดดเด่น แล้วก็เข้าใจว่ามันต้องมีฟังก์ชั่นและต้องหาวิธีโปรโมตใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะว่าตอนที่จบโฆษณามา เขาจบมาด้วยการเรียนถึงด้านสื่อ TV
“ตอนเราเรียนโฆษณา เราต้องเรียนรู้ว่า TVC ทำยังไง ยิงแอด TV ยังไง ซึ่งตอนนั้นไม่มีออนไลน์เลย แต่พอเรียนจบมาโลกก็เปลี่ยน ทีวีตาย แต่ออนไลน์มา เราก็เลยต้องมาทำ Personal banding พูดถึงความรู้ธุรกิจ พูดถึงความรู้การตลาด
แล้วในแง่ของ Advertising ที่เรียนมาก็เอามาปรับใช้กับธุรกิจที่บ้านด้วย ทั้งการโปรโมตตัวเองและโปรโมต Product ในเวลาเดียวกัน จนสามารถสร้าง Brand Awareness และเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจของผมได้เช่นที่ผมทำ Content เกี่ยวกับมะพร้าวลง TikTok ได้โอกาสคอลแล็บส์ กับ TikToker ที่โด่งดังที่สุดอย่าง Win William เลยทำให้โปรดักต์เราได้รับการมองเห็นจาก TikTok ถือเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน อีกด้วย” ณัฐศักดิ์ กล่าว
สินค้าเกษตรไทย จะขายเมืองนอกได้ต้องมีสิ่งนี้
ณัฐศักดิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า สินค้าเกษตรจะขายได้ หรือไม่ได้ ต้องหาผู้ซื้อตัวจริงก่อน ด้วยการออก Exibition เช่น งานแสดงสินค้าอาหาร หรือ THAIFEX ที่มีกลุ่ม Distributor มาเดินชมตลอดแล้วอาจลองคุยหรือเจรจากับเขาดูว่าสินค้าที่เขาต้องการเป็นแบบไหน คือต้องรู้ก่อนว่าตลาดมีดีมานด์อะไรที่เป็นสินค้าจากของไทยบ้าง แล้วก็ดูว่าเราสามารถเสิร์ฟสินค้าที่เขาต้องการเหล่านั้นได้หรือไม่
แล้วจากนั้นต้องมาดูว่าต้นทุนเราสามารถสู้เพื่อนบ้านได้หรือเปล่า อาจต้องวางแผนว่าปลูกด้วยจำนวนมาก หรือให้ความสำคัญกับ Nich จำนวนน้อย ๆ แล้วเน้นทำคุณภาพให้สม่ำเสมอ แต่ถ้าเป็นสินค้าคอมมูนิตี้ที่สามารถทดแทนกันได้อาจต้องใช้แนวทางในการแปรรูป
ขณะเดียวกัน สำหรับเกษตรกรหลายท่านที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดเรื่องทุน อยากแชร์ไอเดียว่าสามารถไป OEM ตามโรงงานต่าง ๆ ที่แบบออกบูทตามงานแสดงสินค้าอาหารอยู่แล้วได้ รวมถึงสามารถไปร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อวิจัยและพัฒนาได้ด้วยเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมี AI ที่ช่วยวิเคราะห์การทำตลาดและการขายให้ง่ายขึ้น เพียงแค่เราใส่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หรือใส่ประเทศเป้าหมายเข้าไป มันจะช่วย Generative Design ออกมาให้เรา จากนั้นสามารถนำแนวทางไปปรับแก้ให้เหมาะกับประเทศนั้น ๆ ซึ่งนับเป็นข้อดีของยุคนี้ที่มีแค่สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็สามารถหาโอกาสใหม่ ๆ ได้ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนเยอะเหมือนสมัยก่อน
“โอกาสของสินค้าเกษตรไทยมีแน่นอน ถ้าเกิดของเราดีจริงแล้วได้รับการมองเห็น ซึ่งเข้าใจว่าเกษตรกรเนี่ยจะมี Pain point เรื่องไม่มีทุนกับไม่มี Know-how ในการหา Connection ไปต่างประเทศ แต่จริง ๆ แล้วมันสามารถทำได้ ถ้าเกิดเราสามารถพิสูจน์ได้ว่าของเราดีจริง สามารถแก้ปัญหาให้กับลูกค้าจริง และถ้าเรานำเสนองานของเราอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะเจอนักลงทุนในการผลิตสินค้าหรือ OEM เพื่อส่งออก ก็สามารถต่อยอดได้อย่างแน่นอน
เพียงแค่เราต้องมีของดีจริง ๆ ไว้ก่อน ซึ่งแรกสำคัญที่สุดคือ Product หากเราตั้งใจพัฒนา Product ให้ดีที่สุด แล้วถ้าเกิดมีเงินก้อนหนึ่งค่อยต่อยอดที่ RD คือ Research and Development เพื่อให้ Product ดีพอเพื่อไป Pitching แล้วก็สามารถขอทุนได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ควรทำสำหรับเกษตรกรที่มีนวัตกรรม” ณัฐศักดิ์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : K-Fresh เจน 2 เปิดมุมมองใหม่ ‘มะพร้าวน้ำหอมไทย’ ส่งออกไปโกย 700 ล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net