โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยุคทองของ “เงินดอลลาร์สหรัฐ” ใกล้สิ้นสุดลง?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 มิ.ย. 2568 เวลา 15.00 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2568 เวลา 08.00 น.

เปิดมุมมอง ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กับคำเตือนว่า “ยุคทองของ 'เงินดอลลาร์สหรัฐ' อาจใกล้จบลง” พร้อมเบื้องหลังและสัญญาณที่หลายคนมองข้าม

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2586 The Harvard Gazette เว็บไซต์ข่าวทางการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยหนังสือเล่มใหม่ของศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ (Kenneth Rogoff) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และผู้ดำรงตำแหน่ง Maurits C. Boas Chair of International Economics เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่มีบทบาททั้งในวงวิชาการและการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ โดยประเด็นหลักที่พูดถึง คือ "ยุคของเงิน 'ดอลลาร์สหรัฐ' อาจกำลังจะจบลง" ซึ่งวิเคราะห์ผ่านมุมมองการเติบโตของเงินดอลลาร์ ประสบการณ์ส่วนตัว และการคาดการณ์อนาคต

ในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ “Our Dollar, Your Problem: An Insider’s View of Seven Turbulent Decades of Global Finance, and the Road Ahead” ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ได้ย้อนมองถึงเส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่ของเงินดอลลาร์ในระบบการค้าโลก และฐานะเงินทุนสำรองหลักของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ โดยให้ความเห็นว่า "ตอนนี้สถานะอันสูงส่งนั้นเริ่มเสื่อมถอย"

ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า “สิ่งที่ผมเสนอคือ เงินดอลลาร์กำลังจะถูกลดความสำคัญลงเล็กน้อย แม้ยังคงเป็นอันดับหนึ่งในโลกการเงิน แต่จะไม่ พิเศษเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว”

หนังสือเล่มนี้เขียนเสร็จก่อนการเลือกตั้งในปี 2567 โดยศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ได้นำประสบการณ์ส่วนตัวของเขามาสอดแทรกเข้ากับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของสหรัฐ และบทบาทของเงินดอลลาร์ที่สามารถเอาชนะผู้ท้าชิงจากนานาประเทศได้ตลอดหลายทศวรรษ ในช่วงวัยรุ่น เขาเป็นนักหมากรุกมืออาชีพที่เดินทางไปแข่งขันในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ ทำให้ได้สัมผัสชีวิตเบื้องหลังม่านเหล็กอย่างใกล้ชิด ต่อมาในปี 1991 เขาได้ทำหน้าที่เป็นนักวิชาการเยือนที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเฟื่องฟูก่อนเข้าสู่ภาวะถดถอย และในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการถือกำเนิดเงินยูโรในฐานะสกุลเงินร่วมของยุโรป

ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่บันทึกความทรงจำ แต่มีเกร็ดจากประสบการณ์ที่เขาเคยมีกับผู้นำโลก นักนโยบาย อดีตนักเรียน และนักหมากรุกแทรกอยู่

ในบทความของเว็บไซต์ข่าวทางการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีการถาม-ตอบประเด็นคำถามที่หลากหลายกับ ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ดังนี้

  • คำถาม : หนังสือเล่มนี้ออกวางขายได้จังหวะมาก โดยเฉพาะหลังจากเกิดการเทขายพันธบัตรสหรัฐ และเงินดอลลาร์อ่อนค่า หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้กลับมาทบทวนสถานะของดอลลาร์และคาดการณ์อนาคต?

ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ จากการวิจัยของผม ผมคิดว่าเงินดอลลาร์ถึงจุดสูงสุดในบทบาทระดับโลกในปี 2015 และกำลังค่อย ๆ เสื่อมถอย แต่ผมก็คิดว่าแนวโน้มนี้อาจเร่งตัวขึ้นได้ โดยผมเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งผมเพิ่งตีพิมพ์บทความที่แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยมักจะกลับเข้าสู่แนวโน้มระยะยาวเสมอเมื่อเวลาผ่านไป

อีกประเด็นคือ ผมกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังสูญเสียความเป็นอิสระ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เขียนบทความเกี่ยวกับความสำคัญของการมีธนาคารกลางอิสระตั้งแต่เกือบ 45 ปีที่แล้ว และนั่นอาจเป็นงานที่โด่งดังที่สุดของผม แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมเริ่มเห็นวาทกรรมจากทั้งฝ่ายซ้ายและขวา ที่พยายามจะลดบทบาทความเป็นอิสระของธนาคารกลางลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ถ้ามีวิกฤตใหม่ เช่น ในช่วงสงคราม ธนาคารกลางมักถูกควบคุมโดยรัฐบาล

  • คำถาม : แล้วแรงกดดันจากต่างประเทศล่ะ?

ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า สหรัฐเคยใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นทางเลือกแทนการแทรกแซงทางทหาร ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงความสูญเสียทั้งในด้านชีวิตมนุษย์และงบประมาณของรัฐ อย่างไรก็ตามความเป็นผู้นำของเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลกยังทำให้สหรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินทั่วโลกในระดับที่ไม่มีประเทศใดเทียบได้ พร้อมเปรียบเปรยว่า หากเข้าไปในสำนักงาน CIA ในปัจจุบัน จะไม่เห็นสายลับแบบเจมส์ บอนด์ แต่จะเห็นเจ้าหน้าที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แทน

ขณะที่ประเทศในเอเชียหลายแห่งเริ่มอยากลดบทบาทของเงินดอลลาร์ลง โดยเฉพาะจีน ซึ่งสังเกตเห็นบทเรียนจากกรณีที่สหรัฐคว่ำบาตรรัสเซียหลังรุกรานยูเครน จีนเองก็มีแผนกับไต้หวันอยู่แล้วเช่นกัน

  • คำถาม: สำหรับชาวอเมริกันทั่วไป สถานะของเงินดอลลาร์ในเวทีโลกอาจไม่ใช่สิ่งที่รู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน ช่วยยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนได้หรือไม่ว่า ความเป็นเงินสกุลหลักของโลกส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างไร?

ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ตอบประเด็นนี้ว่า ผลประโยชน์อย่างหนึ่งที่ชาวอเมริกันได้รับจากสถานะของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก คือ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ตัวอย่างเช่น แม้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ 6% อาจดูสูงสำหรับผู้กู้ แต่หากไม่มีสถานะเช่นนี้ ดอกเบี้ยอาจแตะระดับ 7% ซึ่งย่อมสร้างภาระมากกว่า และสำหรับรัฐบาลกลางที่มีภาระหนี้สาธารณะสูงถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์ การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพียง 1% จะหมายถึงต้นทุนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอีกถึง 360,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ในช่วงวิกฤตการณ์สำคัญ เช่น การระบาดของโควิด-19 หรือวิกฤตการเงินปี 2008 รัฐบาลสหรัฐสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่องโดยมีแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เช่น สหราชอาณาจักรหรือฝรั่งเศส หากสหรัฐสูญเสียสถานะพิเศษนี้ ย่อมส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคและระดับประชาชนทั่วไป

  • คำถาม: ชื่อหนังสือมาจากไหน?

ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ตอบว่า ในอดีต เงินดอลลาร์สหรัฐเคยมีสถานะเทียบเท่าทองคำ หากประเทศใดถือเงินดอลลาร์ในปริมาณมหาศาล ก็สามารถนำไปแลกทองคำจากรัฐบาลสหรัฐได้โดยตรง อย่างไรก็ตามในปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ประกาศยุติระบบดังกล่าว และยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ

เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้นำหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลสหรัฐจึงส่งรัฐมนตรีคลัง จอห์น คอนเนลลี เดินทางไปชี้แจงที่กรุงโรม โดยผู้นำบางประเทศตั้งคำถามว่า “เราควรทำอย่างไรในเมื่อเลิกผูกค่าเงินกับทองคำแล้ว ตอนนี้คุณสามารถพิมพ์เงินได้ตามต้องการ ส่วนเราก็จำเป็นต้องยอมรับมัน” คอนเนลลีจึงตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “Well, it’s our dollar, but it’s your problem” “นั่นเป็นเงินของเรา แต่เป็นปัญหาของคุณ”

  • คำถาม: คำพูดของคอนเนลลีให้อะไรกับคุณบ้างในวันนี้?

คำกล่าวของคอนเนลลีสะท้อนถึงทัศนคติที่ผู้นำต่างประเทศมองว่าสหรัฐมักแสดงความโอหังและไม่ใส่ใจต่อผลกระทบที่นโยบายของตนมีต่อประเทศอื่น ๆ ศาสตราจารย์โรโกฟฟ์มองว่า สหรัฐควรตระหนักถึงบทบาทของตนในระบบเศรษฐกิจโลกและแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้

ชื่อหนังสือ “Our Dollar, Your Problem” ยังมีนัยประชดประชัน เพราะหลังจากที่สหรัฐยกเลิกการผูกเงินดอลลาร์กับทองคำ ราคาสินค้าและเงินเฟ้อก็ไม่มีจุดยึดที่แน่นอนอีกต่อไป ประธานาธิบดีนิกสันในขณะนั้นได้กดดันประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Arthur Burns) ให้เร่งพิมพ์เงิน ซึ่งคล้ายกับพฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่กดดันประธานเฟดคนปัจจุบัน (Jerome Powell) เพียงแต่ว่าในยุคนิกสัน เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นลับหลังในทำเนียบขาว ขณะที่ปัจจุบันเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชน ผลที่ตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ

  • คำถาม: ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่าอาจขึ้นมาเป็นผู้ท้าทายอำนาจนำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ในหนังสือเล่มนี้ คุณกลับเลือกเริ่มต้นด้วยกรณีของสหภาพโซเวียตในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งอาจดูเป็นตัวอย่างที่ไม่คาดคิดสำหรับผู้อ่านในยุคหลังสงครามเย็น เหตุใดจึงตัดสินใจเริ่มต้นเรื่องด้วยกรณีนี้?

ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ อธิบายว่า แม้ในทศวรรษ 1980 จะเริ่มเห็นชัดเจนว่าสหภาพโซเวียตไม่อาจแซงหน้าสหรัฐได้ แต่ในช่วงทศวรรษ 1960–1970 ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เช่นนั้น เขาย้อนเล่าถึงสมัยเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเยล ซึ่งได้รับการสอนจากอาจารย์และอ่านตำราของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่างพอล ซามูเอลสัน ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจโซเวียตจะสามารถไล่ทันสหรัฐในอนาคตอันใกล้ แม้แต่อังกัส แมดดิสัน นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจผู้ทรงอิทธิพล ก็ยังประเมินว่าโซเวียตมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ทั้งที่นักวิชาการเหล่านั้นไม่ได้มีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด

ในเวลาต่อมา ไม่มีใครคาดว่าญี่ปุ่นจะสะดุด หรือยุโรปจะเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเงินดอลลาร์จะก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือระบบการเงินโลกถึงเพียงนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่หนังสือของเขาย้ำให้เห็นตลอดทั้งเล่ม

  • คำถาม: แล้วประสบการณ์ตอนเป็นนักหมากรุกเยาวชนมีผลต่อมุมมองอย่างไร?

ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า แม้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยลจะกล่าวว่าเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตกำลังเจริญรุ่งเรือง แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมกลับทำให้เกิดความสงสัย ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในยูโกสลาเวีย และเคยเดินทางไปเยี่ยมบ้านของเพื่อนนักหมากรุกในประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งหมากรุกถือเป็นกีฬาที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง นักหมากรุกเหล่านี้ได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนทั่วไป และมีที่พักที่ถือว่าค่อนข้างดีในบริบทของประเทศนั้น แต่เมื่อได้เห็นด้วยตนเองกลับพบว่า บ้านเหล่านั้นเป็นเพียงตึกปูนซีเมนต์ที่เรียบเฉย ไร้ชีวิตชีวา และขาดระบบน้ำประปาที่ทันสมัยเมื่อเทียบกับมาตรฐานของสหรัฐ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมตั้งคำถามต่อสิ่งที่เคยเรียนรู้ในชั้นเรียน

  • คำถาม: เขียนในหนังสือว่า ยุคทองของดอลลาร์ยังไม่จบ แต่เข้าสู่ “วัยกลางคนตอนปลาย” ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม หลังจากเกิดสงครามการค้ารอบใหม่ในสมัยทรัมป์?

ศาสตราจารย์โรโกฟฟ์กล่าวว่า ปัจจุบันเงินดอลลาร์เริ่มแสดงสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยอธิบายว่า สำหรับนักวิชาการ เป้าหมายไม่ใช่การเขียนสิ่งที่ถูกต้องในวันพรุ่งนี้ แต่คือการนำเสนอแนวคิดที่อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้าจะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง

เขายกตัวอย่างว่า เคยเผชิญประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว เมื่อร่วมกับคาร์เมน ไรน์ฮาร์ต นำเสนอผลการศึกษาช่วงปี 2009 ซึ่งระบุว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตการเงินมักจะช้าและเปราะบางกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามนั้น หรือในปี 2020 ที่เขาชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่งต่อมาก็ปรากฏชัดเจน

ในหนังสือเล่มใหม่นี้ เขานำเสนอแนวคิดนอกกระแสหลายประเด็น ทั้งในเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และบทบาทของเงินดอลลาร์ในเวทีโลก แม้เขาจะไม่เชื่อว่าสถานะของดอลลาร์จะล่มสลายในทันที แต่เขามองว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้กระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ของหลายประเทศ ซึ่งเคยคืบหน้าอย่างช้า ๆ กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อ้างอิง : news.harvard.edu

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...