ยุคทองของ “เงินดอลลาร์สหรัฐ” ใกล้สิ้นสุดลง?
เปิดมุมมอง ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กับคำเตือนว่า “ยุคทองของ 'เงินดอลลาร์สหรัฐ' อาจใกล้จบลง” พร้อมเบื้องหลังและสัญญาณที่หลายคนมองข้าม
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2586 The Harvard Gazette เว็บไซต์ข่าวทางการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยหนังสือเล่มใหม่ของศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ (Kenneth Rogoff) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และผู้ดำรงตำแหน่ง Maurits C. Boas Chair of International Economics เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่มีบทบาททั้งในวงวิชาการและการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ โดยประเด็นหลักที่พูดถึง คือ "ยุคของเงิน 'ดอลลาร์สหรัฐ' อาจกำลังจะจบลง" ซึ่งวิเคราะห์ผ่านมุมมองการเติบโตของเงินดอลลาร์ ประสบการณ์ส่วนตัว และการคาดการณ์อนาคต
ในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ “Our Dollar, Your Problem: An Insider’s View of Seven Turbulent Decades of Global Finance, and the Road Ahead” ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ได้ย้อนมองถึงเส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่ของเงินดอลลาร์ในระบบการค้าโลก และฐานะเงินทุนสำรองหลักของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ โดยให้ความเห็นว่า "ตอนนี้สถานะอันสูงส่งนั้นเริ่มเสื่อมถอย"
ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า “สิ่งที่ผมเสนอคือ เงินดอลลาร์กำลังจะถูกลดความสำคัญลงเล็กน้อย แม้ยังคงเป็นอันดับหนึ่งในโลกการเงิน แต่จะไม่ พิเศษเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว”
หนังสือเล่มนี้เขียนเสร็จก่อนการเลือกตั้งในปี 2567 โดยศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ได้นำประสบการณ์ส่วนตัวของเขามาสอดแทรกเข้ากับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของสหรัฐ และบทบาทของเงินดอลลาร์ที่สามารถเอาชนะผู้ท้าชิงจากนานาประเทศได้ตลอดหลายทศวรรษ ในช่วงวัยรุ่น เขาเป็นนักหมากรุกมืออาชีพที่เดินทางไปแข่งขันในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ ทำให้ได้สัมผัสชีวิตเบื้องหลังม่านเหล็กอย่างใกล้ชิด ต่อมาในปี 1991 เขาได้ทำหน้าที่เป็นนักวิชาการเยือนที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเฟื่องฟูก่อนเข้าสู่ภาวะถดถอย และในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการถือกำเนิดเงินยูโรในฐานะสกุลเงินร่วมของยุโรป
ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่บันทึกความทรงจำ แต่มีเกร็ดจากประสบการณ์ที่เขาเคยมีกับผู้นำโลก นักนโยบาย อดีตนักเรียน และนักหมากรุกแทรกอยู่
ในบทความของเว็บไซต์ข่าวทางการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีการถาม-ตอบประเด็นคำถามที่หลากหลายกับ ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ดังนี้
- คำถาม : หนังสือเล่มนี้ออกวางขายได้จังหวะมาก โดยเฉพาะหลังจากเกิดการเทขายพันธบัตรสหรัฐ และเงินดอลลาร์อ่อนค่า หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้กลับมาทบทวนสถานะของดอลลาร์และคาดการณ์อนาคต?
ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ จากการวิจัยของผม ผมคิดว่าเงินดอลลาร์ถึงจุดสูงสุดในบทบาทระดับโลกในปี 2015 และกำลังค่อย ๆ เสื่อมถอย แต่ผมก็คิดว่าแนวโน้มนี้อาจเร่งตัวขึ้นได้ โดยผมเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งผมเพิ่งตีพิมพ์บทความที่แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยมักจะกลับเข้าสู่แนวโน้มระยะยาวเสมอเมื่อเวลาผ่านไป
อีกประเด็นคือ ผมกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังสูญเสียความเป็นอิสระ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เขียนบทความเกี่ยวกับความสำคัญของการมีธนาคารกลางอิสระตั้งแต่เกือบ 45 ปีที่แล้ว และนั่นอาจเป็นงานที่โด่งดังที่สุดของผม แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมเริ่มเห็นวาทกรรมจากทั้งฝ่ายซ้ายและขวา ที่พยายามจะลดบทบาทความเป็นอิสระของธนาคารกลางลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ถ้ามีวิกฤตใหม่ เช่น ในช่วงสงคราม ธนาคารกลางมักถูกควบคุมโดยรัฐบาล
- คำถาม : แล้วแรงกดดันจากต่างประเทศล่ะ?
ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า สหรัฐเคยใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นทางเลือกแทนการแทรกแซงทางทหาร ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงความสูญเสียทั้งในด้านชีวิตมนุษย์และงบประมาณของรัฐ อย่างไรก็ตามความเป็นผู้นำของเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลกยังทำให้สหรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินทั่วโลกในระดับที่ไม่มีประเทศใดเทียบได้ พร้อมเปรียบเปรยว่า หากเข้าไปในสำนักงาน CIA ในปัจจุบัน จะไม่เห็นสายลับแบบเจมส์ บอนด์ แต่จะเห็นเจ้าหน้าที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แทน
ขณะที่ประเทศในเอเชียหลายแห่งเริ่มอยากลดบทบาทของเงินดอลลาร์ลง โดยเฉพาะจีน ซึ่งสังเกตเห็นบทเรียนจากกรณีที่สหรัฐคว่ำบาตรรัสเซียหลังรุกรานยูเครน จีนเองก็มีแผนกับไต้หวันอยู่แล้วเช่นกัน
- คำถาม: สำหรับชาวอเมริกันทั่วไป สถานะของเงินดอลลาร์ในเวทีโลกอาจไม่ใช่สิ่งที่รู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน ช่วยยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนได้หรือไม่ว่า ความเป็นเงินสกุลหลักของโลกส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างไร?
ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ตอบประเด็นนี้ว่า ผลประโยชน์อย่างหนึ่งที่ชาวอเมริกันได้รับจากสถานะของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก คือ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ตัวอย่างเช่น แม้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ 6% อาจดูสูงสำหรับผู้กู้ แต่หากไม่มีสถานะเช่นนี้ ดอกเบี้ยอาจแตะระดับ 7% ซึ่งย่อมสร้างภาระมากกว่า และสำหรับรัฐบาลกลางที่มีภาระหนี้สาธารณะสูงถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์ การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพียง 1% จะหมายถึงต้นทุนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอีกถึง 360,000 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ในช่วงวิกฤตการณ์สำคัญ เช่น การระบาดของโควิด-19 หรือวิกฤตการเงินปี 2008 รัฐบาลสหรัฐสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่องโดยมีแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เช่น สหราชอาณาจักรหรือฝรั่งเศส หากสหรัฐสูญเสียสถานะพิเศษนี้ ย่อมส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคและระดับประชาชนทั่วไป
- คำถาม: ชื่อหนังสือมาจากไหน?
ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ ตอบว่า ในอดีต เงินดอลลาร์สหรัฐเคยมีสถานะเทียบเท่าทองคำ หากประเทศใดถือเงินดอลลาร์ในปริมาณมหาศาล ก็สามารถนำไปแลกทองคำจากรัฐบาลสหรัฐได้โดยตรง อย่างไรก็ตามในปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ประกาศยุติระบบดังกล่าว และยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ
เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้นำหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลสหรัฐจึงส่งรัฐมนตรีคลัง จอห์น คอนเนลลี เดินทางไปชี้แจงที่กรุงโรม โดยผู้นำบางประเทศตั้งคำถามว่า “เราควรทำอย่างไรในเมื่อเลิกผูกค่าเงินกับทองคำแล้ว ตอนนี้คุณสามารถพิมพ์เงินได้ตามต้องการ ส่วนเราก็จำเป็นต้องยอมรับมัน” คอนเนลลีจึงตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “Well, it’s our dollar, but it’s your problem” “นั่นเป็นเงินของเรา แต่เป็นปัญหาของคุณ”
- คำถาม: คำพูดของคอนเนลลีให้อะไรกับคุณบ้างในวันนี้?
คำกล่าวของคอนเนลลีสะท้อนถึงทัศนคติที่ผู้นำต่างประเทศมองว่าสหรัฐมักแสดงความโอหังและไม่ใส่ใจต่อผลกระทบที่นโยบายของตนมีต่อประเทศอื่น ๆ ศาสตราจารย์โรโกฟฟ์มองว่า สหรัฐควรตระหนักถึงบทบาทของตนในระบบเศรษฐกิจโลกและแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้
ชื่อหนังสือ “Our Dollar, Your Problem” ยังมีนัยประชดประชัน เพราะหลังจากที่สหรัฐยกเลิกการผูกเงินดอลลาร์กับทองคำ ราคาสินค้าและเงินเฟ้อก็ไม่มีจุดยึดที่แน่นอนอีกต่อไป ประธานาธิบดีนิกสันในขณะนั้นได้กดดันประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Arthur Burns) ให้เร่งพิมพ์เงิน ซึ่งคล้ายกับพฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่กดดันประธานเฟดคนปัจจุบัน (Jerome Powell) เพียงแต่ว่าในยุคนิกสัน เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นลับหลังในทำเนียบขาว ขณะที่ปัจจุบันเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชน ผลที่ตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ
- คำถาม: ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่าอาจขึ้นมาเป็นผู้ท้าทายอำนาจนำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ในหนังสือเล่มนี้ คุณกลับเลือกเริ่มต้นด้วยกรณีของสหภาพโซเวียตในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งอาจดูเป็นตัวอย่างที่ไม่คาดคิดสำหรับผู้อ่านในยุคหลังสงครามเย็น เหตุใดจึงตัดสินใจเริ่มต้นเรื่องด้วยกรณีนี้?
ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ อธิบายว่า แม้ในทศวรรษ 1980 จะเริ่มเห็นชัดเจนว่าสหภาพโซเวียตไม่อาจแซงหน้าสหรัฐได้ แต่ในช่วงทศวรรษ 1960–1970 ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เช่นนั้น เขาย้อนเล่าถึงสมัยเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเยล ซึ่งได้รับการสอนจากอาจารย์และอ่านตำราของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่างพอล ซามูเอลสัน ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจโซเวียตจะสามารถไล่ทันสหรัฐในอนาคตอันใกล้ แม้แต่อังกัส แมดดิสัน นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจผู้ทรงอิทธิพล ก็ยังประเมินว่าโซเวียตมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ทั้งที่นักวิชาการเหล่านั้นไม่ได้มีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด
ในเวลาต่อมา ไม่มีใครคาดว่าญี่ปุ่นจะสะดุด หรือยุโรปจะเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเงินดอลลาร์จะก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือระบบการเงินโลกถึงเพียงนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่หนังสือของเขาย้ำให้เห็นตลอดทั้งเล่ม
- คำถาม: แล้วประสบการณ์ตอนเป็นนักหมากรุกเยาวชนมีผลต่อมุมมองอย่างไร?
ศาสตราจารย์เคนเน็ธ โรโกฟฟ์ กล่าวว่า แม้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยลจะกล่าวว่าเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตกำลังเจริญรุ่งเรือง แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมกลับทำให้เกิดความสงสัย ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในยูโกสลาเวีย และเคยเดินทางไปเยี่ยมบ้านของเพื่อนนักหมากรุกในประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งหมากรุกถือเป็นกีฬาที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง นักหมากรุกเหล่านี้ได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนทั่วไป และมีที่พักที่ถือว่าค่อนข้างดีในบริบทของประเทศนั้น แต่เมื่อได้เห็นด้วยตนเองกลับพบว่า บ้านเหล่านั้นเป็นเพียงตึกปูนซีเมนต์ที่เรียบเฉย ไร้ชีวิตชีวา และขาดระบบน้ำประปาที่ทันสมัยเมื่อเทียบกับมาตรฐานของสหรัฐ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมตั้งคำถามต่อสิ่งที่เคยเรียนรู้ในชั้นเรียน
- คำถาม: เขียนในหนังสือว่า ยุคทองของดอลลาร์ยังไม่จบ แต่เข้าสู่ “วัยกลางคนตอนปลาย” ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม หลังจากเกิดสงครามการค้ารอบใหม่ในสมัยทรัมป์?
ศาสตราจารย์โรโกฟฟ์กล่าวว่า ปัจจุบันเงินดอลลาร์เริ่มแสดงสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยอธิบายว่า สำหรับนักวิชาการ เป้าหมายไม่ใช่การเขียนสิ่งที่ถูกต้องในวันพรุ่งนี้ แต่คือการนำเสนอแนวคิดที่อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้าจะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง
เขายกตัวอย่างว่า เคยเผชิญประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว เมื่อร่วมกับคาร์เมน ไรน์ฮาร์ต นำเสนอผลการศึกษาช่วงปี 2009 ซึ่งระบุว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตการเงินมักจะช้าและเปราะบางกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามนั้น หรือในปี 2020 ที่เขาชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่งต่อมาก็ปรากฏชัดเจน
ในหนังสือเล่มใหม่นี้ เขานำเสนอแนวคิดนอกกระแสหลายประเด็น ทั้งในเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และบทบาทของเงินดอลลาร์ในเวทีโลก แม้เขาจะไม่เชื่อว่าสถานะของดอลลาร์จะล่มสลายในทันที แต่เขามองว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้กระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ของหลายประเทศ ซึ่งเคยคืบหน้าอย่างช้า ๆ กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อ้างอิง : news.harvard.edu