โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บริษัทผลิตสินค้าอุปโภคใหญ่ที่สุดในโลก ปลดพนักงานครั้งใหญ่ 7,000 คน พีแอนด์จีพร้อมปิดตัวบางแบรนด์ เลิกผลิตสินค้าบางกลุ่ม ลดต้นทุนนานถึง 2 ปี

BTimes

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 12.07 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล หรือพีแอนด์จี (P&G) ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตสินค้าอุปโภคสำหรับผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่เป็นจำนวน 7,000 คน หรือคิดเป็น 15% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดที่อยู่ใน สำนักงานใหญ่และสำนักงานอื่นๆ สำหรับการปลดพนักงานในครั้งนี้จะใช้เวลาภายใน 2 ปีจากนี้ไป ในเวลาเดียวกัน ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า พีแอนด์จีจะทำการทบทวนแบรนด์ที่อยู่ในเครือทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้ต้องยุติการผลิตสินค้าบางประเภท รวมถึงยกเลิกการทำแบรนด์บางยี่ห้อ การดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าอุปโภคภายใต้แบรนด์ต่างๆของพีแอนด์จี

สาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลงส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายเงินรวมถึงมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศซึ่งมีผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าอุปโภคเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมีผลกระทบต่อราคาขายที่หลีกเลี่ยงได้ยากจะต้องปรับขึ้นราคานั้นผู้ผลิตหลายรายพยายามที่จะ ตัดลดต้นทุนเพื่อที่จะลดภาระให้กับผู้บริโภคได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

นายโจน โมเลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ พีแอนด์จี กล่าวว่า บริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นราคาจำหน่ายสินค้าในปีงบประมาณหน้า ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป สาเหตุสำคัญมาจากแรงกดดันของภาษีนำเข้าสินค้าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาในการปรับขึ้นราคาสินค้านั้นบริษัทจะทำการเปลี่ยนแปลงสูตรในการผลิต หรือเปลี่ยนแหล่งในการผลิตสินค้า เพื่อเป้าหมายในการลดความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาษีนำเข้าสินค้า

ทั้งนี้ พีแอนด์จี เปิดเผยว่ามีความจำเป็นจะต้องยกเลิกแนวโน้มการประเมินผลการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงและมีความยากลำบากมากขึ้นในการคาดการณ์แนวโน้มที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ในขณะเดียวกันต้นทุนของบริษัทจะเพิ่มสูงขึ้นระหว่าง 1,000 ถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 33,000-49,500 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...