20 พ.ค. วันผึ้งโลก เปิดบทบาท "ผึ้ง" ผู้ค้ำจุนโลก กสก.หนุนเลี้ยงผลักดันส่งออก
เปิดบทบาท "ผึ้ง" ผู้ค้ำจุนโลก กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเลี้ยง “ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง” เพิ่มผลผลิต ผลักดันส่งออก ต้อนรับ 20 พ.ค. วันผึ้งโลก
กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้ารับนโยบายเนื่องใน “ วันผึ้งโลก ” (World Bee Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 20 พ.ค.ของทุกปี โดยปีนี้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กำหนดหัวข้อว่า“Inspired by nature to nourish us all” หรือ “ผึ้ง ผู้ก่อกำเนิดธรรมชาติเพื่อหล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่ง” ตอกย้ำบทบาทสำคัญของผึ้งในการค้ำจุนระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของโลก
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจควบคู่กับการจัดการทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ มีงานวิจัยจากหลายสถาบันชี้ชัดว่า กว่า 75% ของพืชที่มนุษย์บริโภค ต้องอาศัยแมลงผสมเกสร โดยเฉพาะผึ้ง เพื่อให้พืชออกดอก ติดผล และขยายพันธุ์ได้ เช่น สละที่ต้องอาศัยผึ้งผสมเกสรระหว่างดอกเพศผู้และเพศเมีย หรือลำไยและกาแฟที่สามารถเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้สูงถึง 40% หากมีแมลงผสมเกสรอย่างมีประสิทธิภาพ
กรมฯได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อผลักดันอาชีพเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง โดยเน้นการให้ความรู้แก่เกษตรกรตั้งแต่ชีววิทยา อุปกรณ์เลี้ยงผึ้ง การดูแลสุขภาพผึ้ง การจัดการผลผลิต การตลาด ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและเตรียมเข้าสู่มาตรฐาน GAP
ภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 6,380 ราย ใน 44 จังหวัด ขณะที่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแมลงเศรษฐกิจดำเนินอยู่ใน 35 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 700 ราย โดยทั้งสองโครงการมีเป้าหมายเพื่อยกระดับผลผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้แข่งขันได้ในระดับสากล
อุตสาหกรรมน้ำผึ้งของไทยเติบโตต่อเนื่องจากกระแสสุขภาพและความต้องการสารให้ความหวานจากธรรมชาติ โดยน้ำผึ้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 303 กิโลแคลอรี อุดมด้วยกลูโคส ฟรุกโตส ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมและใช้พลังงานได้รวดเร็ว อีกทั้งยังมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบและส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว
สำหรับประเทศไทยถือเป็นผู้ผลิตน้ำผึ้งอันดับ 2 ของอาเซียน และเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแหล่งเลี้ยงผึ้งสำคัญในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง จากข้อมูลกรมศุลกากร ปี 2567 ไทยส่งออกน้ำผึ้งกว่า 11,779 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 914.74 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังส่งออกไขผึ้งและไขจากแมลงอื่นอีก 110 ตัน มูลค่ากว่า 25 ล้านบาท
แม้จะมีแนวโน้มสดใส แต่อุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งก็ยังเผชิญกับความเสี่ยงจาก การขยายตัวของเมือง การใช้สารเคมี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจกระทบต่อประชากรผึ้งโดยตรง
กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าให้การเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ เป็นอาชีพเสริมที่มีศักยภาพ และส่งเสริมการผลิตที่ยึดโยงกับระบบนิเวศที่สมดุล ด้วยการนำมาตรฐานการผลิตระดับสากลมาใช้ เพื่อให้น้ำผึ้งไทยเป็น “น้ำผึ้งเอกลักษณ์” หรือ specialty honey ที่มีเรื่องราวเฉพาะท้องถิ่น เป็นที่ต้องการของตลาดคุณภาพในและต่างประเทศ
นายพีรพันธ์ เน้นย้ำว่า อาชีพเลี้ยงผึ้งไม่เพียงสร้างรายได้ให้เกษตรกร แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และรักษาระบบนิเวศทางการเกษตรให้อยู่รอดได้ในระยะยาว มีบทบาทสำคัญต่อความอยู่รอดของพืชผล และระบบอาหารของมนุษย์ทั้งโลก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 20 พ.ค. วันผึ้งโลก เปิดบทบาท "ผึ้ง" ผู้ค้ำจุนโลก กสก.หนุนเลี้ยงผลักดันส่งออก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th