โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บจ.ไทย ประเมินผลกระทบ ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษี! พร้อมปรับแผนรับมือ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 เม.ย. 2568 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2568 เวลา 04.30 น.

บจ.ไทย ประเมินผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลังทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษี โดยบจ.ไทยเตรียมแผนการรับมือความผันผวนทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น พร้อมมองว่าการขึ้นภาษีในครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบกับธุรกิจมากนัก

ในวันที่ 2 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีศุลกากร (tariff) โดยไทยถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 37% โดยบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย เตรียมแผนรับมือกับนโยบายการค้าสหรัฐแล้ว แต่ยังคงมองว่าการขึ้นภาษีในครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบกับธุรกิจมากนัก

บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) มองว่านโยบายการค้าที่อาจมีการปรับเปลี่ยนภายใต้การบริหารของทรัมป์ ไม่มีผลกระทบโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทชี้ปัจจุบันส่งออกโดยตรงไปสหรัฐอเมริกาต่ำมากเพียง 0.6% ของรายได้รวม

ปัจจุบันลูกค้าหลัก 5 รายของบริษัทในประเทศไทยต่างผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่มีการส่งออกโดยตรงไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากรถกระบะที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นรุ่นพวงมาลัยขวา ซึ่งไม่ตรงกับมาตรฐานตลาดในสหรัฐฯ ที่ใช้พวงมาลัยซ้าย

ดังนั้นด้วยเหตุดังกล่าวจึงประเมินว่า นโยบายด้านการค้าและภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน จะไม่มีผลกระทบโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้ หรือการดำเนินงานของ AH แต่อย่างไรก็ตามยังคงติดตามสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

บมจ.เอสวีไอ (SVI) ประเมินสถานการณ์หลังสหรัฐออกประกาศนโยบายอัตราภาษี มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทมากนัก เนื่องจากเปรียบเทียบการขึ้นอัตราภาษีของประเทศไทยที่ 36% ถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา 49% เวียดนาม 46% หรือจีน 54%

อีกทั้งไทยยังมีความได้เปรียบในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตที่โดดเด่น จึงเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพการผลิตของ SVI จะทำให้มีออเดอร์จีนให้ความสนใจใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันได้บริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อรองรับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้ลงทุนจัดตั้งฐานการผลิตสินค้าประเภทวงจรไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป (EMS) ให้แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ที่รัฐวอชิงตัน สหรัฐฯ ขนาดพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตคิดเป็นมูลค่า 100-110 ล้านเหรียญสหรัฐ สามารถชดเชยความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการค้าโลกภายใต้รัฐบาลของ ‘ทรัมป์’ และฐานการผลิตดังกล่าวสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดสหรัฐที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดีได้อีกด้วย

บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) ยืนยันว่า มาตรการ "Reciprocal Tariffs" ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 นี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้ายางพาราของ TEGH โดยเฉพาะยางแท่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ส่งไปยังตลาดสหรัฐฯ

โดยบริษัทมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงและมีแผนกระจายความเสี่ยงแล้วตั้งแต่แรก โดยบริษัทมีฐานลูกค้าผู้ผลิตยางล้อรถยนต์กระจายอยู่ทุกทวีปทั่วโลกซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ และ ณ ปัจจุบันยังมีแผนที่จะรุกขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศอินเดียและจีนมากขึ้น

ทั้งนี้ยืนยันว่า การส่งออกสินค้ายางแท่งของบริษัทไปยังสหรัฐฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตราการขึ้นภาษี ในครั้งนี้แต่อย่างใด เนื่องจากยางแท่งเป็นอยู่ในรายชื่อสินค้าที่ได้รับการยกเว้น

ด้าน บมจ.ไทย โคโคนัท (COCOCO) ผู้นำการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของประเทศไทย แสดงวิสัยทัศน์กว้างไกล เดินหน้าลงทุนตั้งโรงงานในฟิลิปปินส์

ถือเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารของสหรัฐฯ ซึ่งการขยายฐานการผลิตไปยังฟิลิปปินส์ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และกระจายความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านการค้าระหว่างประเทศ

หลังทรัมป์ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า บริษัทมองว่านโยบายภาษีใหม่นี้ไม่ใช่อุปสรรค หากแต่เป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างชาญฉลาด บริษัทเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย และมั่นใจว่า COCOCO พร้อมจะยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการขยายฐานการผลิตสู่ฟิลิปปินส์

บมจ.โรแยล พลัส (PLUS) ประเมินว่า ภายหลังจากทรัมป์ ออกมาประกาศนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย นั้น นโยบายภาษีดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าสินค้าแต่ละประเภทจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราเท่าใด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มเครื่องดื่มไม่น่าจะถูกเก็บภาษีในระดับสูงสุดดังกล่าว และในปัจจุบัน PLUS เองยังไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้

ทางบริษัทได้มีการปรับราคาสินค้าในช่วงวิกฤตโควิด-19 และยังคงรักษาระดับราคาเดิมไว้มาโดยตลอด ส่งผลให้มี “Buffer ด้านราคา” ที่ช่วยรองรับต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ภาษีนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผลกับบริษัทฯโดยตรงเนื่องจากเป็นต้นทุนของลูกค้าที่นำเข้าสินค้า

อย่างไรก็ตามลูกค้าในตลาดสหรัฐฯ ก็ได้ปรับตัวตามราคาขายปลีกตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 จากสถานการณ์ค่าขนส่งที่ขึ้นไปหลายเท่าตัว แต่ปัจจุบันค่าขนส่งระหว่างประเทศดังกล่าวก็ลดลงเท่ากับก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 และคาดว่าจะมี Buffer ที่จะรองรับต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...