บจ.ไทย ประเมินผลกระทบ ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษี! พร้อมปรับแผนรับมือ
บจ.ไทย ประเมินผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลังทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษี โดยบจ.ไทยเตรียมแผนการรับมือความผันผวนทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น พร้อมมองว่าการขึ้นภาษีในครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบกับธุรกิจมากนัก
ในวันที่ 2 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีศุลกากร (tariff) โดยไทยถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 37% โดยบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย เตรียมแผนรับมือกับนโยบายการค้าสหรัฐแล้ว แต่ยังคงมองว่าการขึ้นภาษีในครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบกับธุรกิจมากนัก
บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) มองว่านโยบายการค้าที่อาจมีการปรับเปลี่ยนภายใต้การบริหารของทรัมป์ ไม่มีผลกระทบโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทชี้ปัจจุบันส่งออกโดยตรงไปสหรัฐอเมริกาต่ำมากเพียง 0.6% ของรายได้รวม
ปัจจุบันลูกค้าหลัก 5 รายของบริษัทในประเทศไทยต่างผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่มีการส่งออกโดยตรงไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากรถกระบะที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นรุ่นพวงมาลัยขวา ซึ่งไม่ตรงกับมาตรฐานตลาดในสหรัฐฯ ที่ใช้พวงมาลัยซ้าย
ดังนั้นด้วยเหตุดังกล่าวจึงประเมินว่า นโยบายด้านการค้าและภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน จะไม่มีผลกระทบโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้ หรือการดำเนินงานของ AH แต่อย่างไรก็ตามยังคงติดตามสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
บมจ.เอสวีไอ (SVI) ประเมินสถานการณ์หลังสหรัฐออกประกาศนโยบายอัตราภาษี มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทมากนัก เนื่องจากเปรียบเทียบการขึ้นอัตราภาษีของประเทศไทยที่ 36% ถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา 49% เวียดนาม 46% หรือจีน 54%
อีกทั้งไทยยังมีความได้เปรียบในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตที่โดดเด่น จึงเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพการผลิตของ SVI จะทำให้มีออเดอร์จีนให้ความสนใจใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันได้บริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อรองรับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้ลงทุนจัดตั้งฐานการผลิตสินค้าประเภทวงจรไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป (EMS) ให้แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ที่รัฐวอชิงตัน สหรัฐฯ ขนาดพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตคิดเป็นมูลค่า 100-110 ล้านเหรียญสหรัฐ สามารถชดเชยความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการค้าโลกภายใต้รัฐบาลของ ‘ทรัมป์’ และฐานการผลิตดังกล่าวสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดสหรัฐที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดีได้อีกด้วย
บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) ยืนยันว่า มาตรการ "Reciprocal Tariffs" ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 นี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้ายางพาราของ TEGH โดยเฉพาะยางแท่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ส่งไปยังตลาดสหรัฐฯ
โดยบริษัทมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงและมีแผนกระจายความเสี่ยงแล้วตั้งแต่แรก โดยบริษัทมีฐานลูกค้าผู้ผลิตยางล้อรถยนต์กระจายอยู่ทุกทวีปทั่วโลกซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ และ ณ ปัจจุบันยังมีแผนที่จะรุกขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศอินเดียและจีนมากขึ้น
ทั้งนี้ยืนยันว่า การส่งออกสินค้ายางแท่งของบริษัทไปยังสหรัฐฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตราการขึ้นภาษี ในครั้งนี้แต่อย่างใด เนื่องจากยางแท่งเป็นอยู่ในรายชื่อสินค้าที่ได้รับการยกเว้น
ด้าน บมจ.ไทย โคโคนัท (COCOCO) ผู้นำการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของประเทศไทย แสดงวิสัยทัศน์กว้างไกล เดินหน้าลงทุนตั้งโรงงานในฟิลิปปินส์
ถือเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารของสหรัฐฯ ซึ่งการขยายฐานการผลิตไปยังฟิลิปปินส์ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และกระจายความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านการค้าระหว่างประเทศ
หลังทรัมป์ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า บริษัทมองว่านโยบายภาษีใหม่นี้ไม่ใช่อุปสรรค หากแต่เป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างชาญฉลาด บริษัทเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย และมั่นใจว่า COCOCO พร้อมจะยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการขยายฐานการผลิตสู่ฟิลิปปินส์
บมจ.โรแยล พลัส (PLUS) ประเมินว่า ภายหลังจากทรัมป์ ออกมาประกาศนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย นั้น นโยบายภาษีดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าสินค้าแต่ละประเภทจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราเท่าใด
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มเครื่องดื่มไม่น่าจะถูกเก็บภาษีในระดับสูงสุดดังกล่าว และในปัจจุบัน PLUS เองยังไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้
ทางบริษัทได้มีการปรับราคาสินค้าในช่วงวิกฤตโควิด-19 และยังคงรักษาระดับราคาเดิมไว้มาโดยตลอด ส่งผลให้มี “Buffer ด้านราคา” ที่ช่วยรองรับต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ภาษีนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผลกับบริษัทฯโดยตรงเนื่องจากเป็นต้นทุนของลูกค้าที่นำเข้าสินค้า
อย่างไรก็ตามลูกค้าในตลาดสหรัฐฯ ก็ได้ปรับตัวตามราคาขายปลีกตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 จากสถานการณ์ค่าขนส่งที่ขึ้นไปหลายเท่าตัว แต่ปัจจุบันค่าขนส่งระหว่างประเทศดังกล่าวก็ลดลงเท่ากับก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 และคาดว่าจะมี Buffer ที่จะรองรับต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นได้