โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วัดใจรัฐบาล ควานหาเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจสู้วิกฤตภาษีทรัมป์ กู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่?

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 พ.ค. 2568 เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2568 เวลา 06.15 น.

วัดใจรัฐบาล ควานหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจสู้วิกฤตภาษีทรัมป์ กู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่?

นโยบายการปรับขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา ทำให้หลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่ทำการค้ากับสหรัฐ ต้องกุมขมับจากความปั่นป่วนทางการค้าของโลกที่เกิดขึ้น กังวลจะทุบตัวเลขเศรษฐกิจที่วาดหวังให้เติบโตในปี 2568

ไทม์ไลน์การขึ้นภาษีของสหรัฐ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก ขั้นแรกที่ 10% มีผลเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา

และขั้นที่สอง คือภาษีอัตราตอบแทน กับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูง ซึ่งไทยก็โดนที่อัตรา 36% โดยในการประกาศ กำหนดวันบังคับใช้เป็นวันที่ 9 เมษายน 2568 แต่เมื่อถึงเวลาบังคับใช้จริงสหรัฐกลับประกาศเลื่อนออกไปอีก 90 วัน

แม้สหรัฐจะเปิดทางให้ประเทศต่างๆ ที่อยู่ในรายชื่อได้เจรจาต่อรอง แต่สถานการณ์เจรจาของไทยกับสหรัฐล่าสุดยังอยู่ระหว่างการรอนัดคิวใหม่อีกครั้ง

รุมหั่นจีดีพี68โตไม่ถึง3%

ปัจจุบันการปรับขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้อัตราตอบแทน ยังไม่ชัดเจนทั้งเรื่องอัตราที่จะถูกจัดเก็บจริง 36% หรือไม่ เก็บกับสินค้าทั้งหมด หรือจะเก็บที่สินค้าใดบ้างนั้น จะทำให้เกิดความสับสน อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ แต่แนวโน้มก็ไม่ใช่ทางที่ดี เพราะสงครามการค้าได้เริ่มต้นไปแล้ว

ฉะนั้น หน่วยงานเศรษฐกิจหลายที่ได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2568 รอบใหม่แล้ว โดยแนวโน้มคือปรับลดลงทุกแห่ง อาทิ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่านโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐมีผลต่อเศรษฐกิจไทย คาดว่าปีนี้ น่าจะมีโอกาสโตไม่ถึง 3% แต่เชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 2% รัฐบาลพยายามพยุงจีดีพีให้โตใกล้เคียง 3% ที่สุด

ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้แถลงประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 อยู่ที่ 2.1% ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6-2.6% เป็นการปรับลดประมาณการจากครั้งก่อนที่ตั้งไว้ 3% อย่างไรก็ดี ยังมีมุมมองในกรณีดีกว่าที่คาด (Best Case) หากรัฐบาลสหรัฐจะมี
การปรับลดภาษีนำเข้าของไทยและประเทศอื่นๆจะส่งผลบวกให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานเป็น 2.5% (อยู่ในช่วงประมาณ 2-3%)

ในทางกลับกัน ภาคเอกชนกลับมองว่าผลกระทบในครั้งนี้ค่อนข้างหนัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าขนาดผลกระทบดังกล่าวอยู่ที่ 1% ของจีดีพี ทำให้มองว่าจีดีพีปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.4% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.4%

สอดคล้องกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับเดือนเมษายน 2568 ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 เหลือเพียง 1.6% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.9% ในรายงานอัพเดตฉบับเดือนมกราคม 2568

รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็น 1.75% เนื่องจากสถานการณ์นโยบายการค้าของสหรัฐ ในการดำเนินมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ประเทศต่างๆ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าโลก และส่งผลรุนแรงให้จีดีพีไทยขยายตัวที่ 1.3-2% ลดลงจากการประเมินครั้งก่อนที่มองไว้ 2.5%

ขณะเดียวกัน บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยลงสู่มุมมองเชิงลบ (Negative) จากเดิมที่มีเสถียรภาพ (Stable)

สะพัดกู้5แสนลบ.สู้วิกฤตทรัมป์

ทั้งนี้ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจส่วนใหญ่มีมุมมองแย่ลง รัฐบาลจึงเตรียมการรับมือรับแรงกระทบภายในประเทศ แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุป

เบื้องต้นแนวทางจะเป็นการดูแลผู้ส่งออกและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทางที่เป็นไปได้คือการเติมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และต้องเป็นผู้ประกอบการไทยการกระตุ้นการบริโภค

สำหรับการจะทำซอฟต์โลนนั้น รัฐบาลต้องเติมเงินเข้าสู่ระบบ แต่จะเป็นการใช้ขนาดเท่าไหร่นั้นยังไม่มีความชัดเจน แต่ก็มีกระแสข่าวว่าจะมีการใช้เงินราว 5 แสนล้านบาท รูปแบบคือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน คล้ายกับกรณีช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563

ย้อนไปในช่วงโควิด-19 กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบให้มีสภาพคล่องเพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตได้ ทำให้ออก พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน โควิด-19 วงเงินรวม 5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.ซอฟต์โลน โควิด-19 มีผลตอบรับไม่ดีเท่าไหร่ ปล่อยกู้ออกไปน้อยและช้า โดยปล่อยกู้ตั้งแต่ปี 2563 จนปิดโครงการในปี 2564 ใช้วงเงินไปทั้งสิ้น 1.38 แสนล้านบาท จาก 5 แสนล้านบาท คิดเป็นผู้ที่ได้รับสินเชื่อทั้งหมดจำนวน 7.7 หมื่นราย คาดว่าเนื่องจากเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด

หลังจากนั้นคลังและ ธปท.ได้ปรับเกณฑ์ใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นโครงการสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ภายใต้วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทที่เหลือ สรุปปิดโครงการเมื่อปี 2567 อนุมัติสินเชื่อทั้งสิ้น 3.47 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 99.4% มีลูกหนี้รวมทั้งสิ้น 6.77 หมื่นราย

อย่างไรก็ดี รัฐบาลปัจจุบันมองเห็นถึงปัญหานี้ หากรัฐบาลจะต้องมีการทำซอฟต์โลนรอบใหม่ก็ต้องมีการพิจารณาเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ผ่อนปรน ให้ประชาชนโดยเฉพาะรายย่อย เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในภาวะปัจจุบันการปล่อยสินเชื่อปกติก็มีความเข้มงวดสูงอยู่แล้ว

จับตาขยายเพดานหนี้

ขณะเดียวกันในการที่จะกู้เงินเพิ่มเติมนั้นส่วนสำคัญคือ “หนี้สาธารณะ” ซึ่งมีกฎหมายกำกับให้รัฐบาลสร้างหนี้มีวินัยการเงินอยู่ คือสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ต้องไม่เกิน 70% ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ 12.08 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 64.42% ต่อจีดีพี

ทั้งนี้ กรอบเพดานหนี้สาธารณะนั้น ได้เคยถูกขยายมาแล้วหนึ่งรอบในช่วงปี 2564 จาก 60% เป็น 70% เพื่อรองรับการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท และมูลหนี้ก็ขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการที่รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลมาตลอด

สำหรับปีงบ 2568 รัฐบาลมีการกู้ชดเชยขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท และยังมีช่องว่างการกู้ชดเชยขาดดุลเหลืออยู่ 4,000 ล้านบาท แต่หากมีขาดดุล
สูงเกินกว่านั้น ก็สามารถนำวงเงินกู้เหลื่อมปีจากปีที่แล้วที่เหลือหลายหมื่นล้านมาใช้ไดโดยคาดว่าหากมีเพียงแผนการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลสิ้นปีงบ 2568 หนี้จะเพิ่มไปอยู่ที่ 65.5% และปีงบ 2569 จะกู้ขาดดุลอีก 8.6 แสนล้านบาท หนี้ก็จะเพิ่มเป็น 67.3%

แม้ว่าหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ในกรอบ 70% แต่ถ้ารัฐบาลต้องการกู้เงินเพิ่มเติมอีก ต้องพิจารณาเรื่องของการขยายเพดานหนี้สาธารณะก่อน โดยวงเงินกู้ 5 แสนล้านบาท คิดเป็น 2-3% ของจีดีพีปัจจุบัน

ไม่ยืนยันกู้-หวังใช้ช่องทางอื่น

อย่างไรก็ตาม เวลานี้รัฐบาลก็ยังคงไม่ยืนยันว่าจะขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ และยังไม่มีสรุปเรื่องเงินเพิ่ม กระทรวงการคลังยังไม่ได้สรุปเรื่องการเดินหน้ากู้เงิน 5 แสนล้านบาท

โดยกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงภาคเอกชน กำลังพิจารณามาตรการรับมือนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาตลอดจนวงเงินที่ชัดเจน

สำหรับวงเงินที่จะมาใช้ทำมาตรการนั้น ยังสามารถหาได้จากหลายช่องทาง อาทิ งบประมาณปีปัจจุบัน หรือเม็ดเงินใหม่ เช่น งบประมาณปี 2569 เป็นต้น ดังนั้นแนวทางสุดท้ายที่จะพิจารณาคือ การกู้เงิน

ด้าน พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่าทางสหรัฐ จะไม่เก็บภาษีอัตราตอบแทนสูงถึง 36% ตามที่ประกาศไว้ คาดว่าอัตราจะใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ฉะนั้นก็จะไม่มีใครเสียเปรียบใคร ส่วนประเทศไทยคาดว่าได้รับผลกระทบไม่มากจีดีพีจะลดลงแต่ไม่ต่ำไปกว่า 2% และจะพยายามให้ตัวเลขเข้าใกล้ 3% ให้ได้ ทั้งนี้ จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับวิกฤตในครั้งนี้ ด้วยการเติมสภาพคล่องให้ธุรกิจ กระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันจะทำการทบทวนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตด้วย

ส่วนแรกเงินที่จะทำมาตรการนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้ระบุถึงรายละเอียด แต่ได้กล่าวถึงหนี้สาธารณะ ว่าไทยมีหนี้สาธารณะสูง ปัจจุบัน 64% จากเพดาน 70% ต่อจีดีพี ทั้งนี้ หนี้ของไทยกว่า 98% เป็นการกู้เงินในประเทศ มีแค่กว่า 1% เป็นหนี้ที่กู้จากต่างประเทศ แปลว่าขีดความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศไทยมีภาระน้อย บางประเทศก็มีหนี้สาธารณะ 100-200% ต่อจีดีพี แต่เป็นหนี้ในประเทศทั้งหมด การชำระคืนจึงไม่มีปัญหา

นักวิชาการ-ฝ่ายค้านไม่คัดค้าน

ขณะที่ อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทของกระทรวงการคลังเพื่อนำมาใช้จ่ายดูแลเศรษฐกิจ ต้องเน้นไปที่การลงทุน มาตรการประชานิยมพักหนี้ แจกเงิน อาจไม่ได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืน เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ บรรเทาปัญหาวิกฤตหนี้สิน

การใช้จ่ายเงินภาครัฐจากการกู้เงินจึงต้องให้ตรงเป้าหมาย เกิดผลตามนโยบาย มีประสิทธิภาพ และต้องตระหนักว่า ขณะนี้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนแล้ว

ด้าน ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า กระแสการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทของรัฐบาล เหมือนโยนหินถามทางเรื่องการกระตุ้นการบริโภค การให้สินเชื่อดอกเบี้ย แต่จากสถานภาพการคลังของประเทศ หากรัฐจำเป็นต้องกู้ 5 แสนล้านบาทจะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากพื้นที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เพียงพอ เพราะรัฐก็ต้องกู้เพิ่มชดเชยขาดดุลงบประมาณประจำปี 2569 ด้วย

จะเห็นว่า ศิริกัญญา ไม่ได้คัดค้านการกู้เงิน 5 ล้านบาทของรัฐบาล เพราะมองว่าสภาพความเป็นจริงไม่ช้าก็เร็ว ต้องมีการหาเม็ดเงินมารองรับวิกฤต ฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะมิเช่นนั้นก็จะไม่มีงบประมาณมากเพียงพอที่จะไปใช้ในการอุดหนุนเงินให้กับแผนเยียวยา กระตุ้น และปฏิรูปประเทศได้

“อยากให้ทางรัฐบาลเร่งเสนอแผนมาตรการที่ชัดเจน ทั้งแผนระยะสั้น และการปฏิรูประยะยาว” ศิริกัญญาเน้นย้ำ

จับตาผลการจัดหาและแผนบริหารเงินเพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ เพราะจะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลได้ดีทีเดียว!!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดใจรัฐบาล ควานหาเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจสู้วิกฤตภาษีทรัมป์ กู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...