วัดใจรัฐบาล ควานหาเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจสู้วิกฤตภาษีทรัมป์ กู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่?
วัดใจรัฐบาล ควานหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจสู้วิกฤตภาษีทรัมป์ กู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่?
นโยบายการปรับขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา ทำให้หลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่ทำการค้ากับสหรัฐ ต้องกุมขมับจากความปั่นป่วนทางการค้าของโลกที่เกิดขึ้น กังวลจะทุบตัวเลขเศรษฐกิจที่วาดหวังให้เติบโตในปี 2568
ไทม์ไลน์การขึ้นภาษีของสหรัฐ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก ขั้นแรกที่ 10% มีผลเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา
และขั้นที่สอง คือภาษีอัตราตอบแทน กับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูง ซึ่งไทยก็โดนที่อัตรา 36% โดยในการประกาศ กำหนดวันบังคับใช้เป็นวันที่ 9 เมษายน 2568 แต่เมื่อถึงเวลาบังคับใช้จริงสหรัฐกลับประกาศเลื่อนออกไปอีก 90 วัน
แม้สหรัฐจะเปิดทางให้ประเทศต่างๆ ที่อยู่ในรายชื่อได้เจรจาต่อรอง แต่สถานการณ์เจรจาของไทยกับสหรัฐล่าสุดยังอยู่ระหว่างการรอนัดคิวใหม่อีกครั้ง
รุมหั่นจีดีพี68โตไม่ถึง3%
ปัจจุบันการปรับขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้อัตราตอบแทน ยังไม่ชัดเจนทั้งเรื่องอัตราที่จะถูกจัดเก็บจริง 36% หรือไม่ เก็บกับสินค้าทั้งหมด หรือจะเก็บที่สินค้าใดบ้างนั้น จะทำให้เกิดความสับสน อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ แต่แนวโน้มก็ไม่ใช่ทางที่ดี เพราะสงครามการค้าได้เริ่มต้นไปแล้ว
ฉะนั้น หน่วยงานเศรษฐกิจหลายที่ได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2568 รอบใหม่แล้ว โดยแนวโน้มคือปรับลดลงทุกแห่ง อาทิ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่านโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐมีผลต่อเศรษฐกิจไทย คาดว่าปีนี้ น่าจะมีโอกาสโตไม่ถึง 3% แต่เชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 2% รัฐบาลพยายามพยุงจีดีพีให้โตใกล้เคียง 3% ที่สุด
ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้แถลงประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 อยู่ที่ 2.1% ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6-2.6% เป็นการปรับลดประมาณการจากครั้งก่อนที่ตั้งไว้ 3% อย่างไรก็ดี ยังมีมุมมองในกรณีดีกว่าที่คาด (Best Case) หากรัฐบาลสหรัฐจะมี
การปรับลดภาษีนำเข้าของไทยและประเทศอื่นๆจะส่งผลบวกให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานเป็น 2.5% (อยู่ในช่วงประมาณ 2-3%)
ในทางกลับกัน ภาคเอกชนกลับมองว่าผลกระทบในครั้งนี้ค่อนข้างหนัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าขนาดผลกระทบดังกล่าวอยู่ที่ 1% ของจีดีพี ทำให้มองว่าจีดีพีปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.4% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.4%
สอดคล้องกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับเดือนเมษายน 2568 ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 เหลือเพียง 1.6% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.9% ในรายงานอัพเดตฉบับเดือนมกราคม 2568
รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็น 1.75% เนื่องจากสถานการณ์นโยบายการค้าของสหรัฐ ในการดำเนินมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ประเทศต่างๆ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าโลก และส่งผลรุนแรงให้จีดีพีไทยขยายตัวที่ 1.3-2% ลดลงจากการประเมินครั้งก่อนที่มองไว้ 2.5%
ขณะเดียวกัน บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยลงสู่มุมมองเชิงลบ (Negative) จากเดิมที่มีเสถียรภาพ (Stable)
สะพัดกู้5แสนลบ.สู้วิกฤตทรัมป์
ทั้งนี้ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจส่วนใหญ่มีมุมมองแย่ลง รัฐบาลจึงเตรียมการรับมือรับแรงกระทบภายในประเทศ แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุป
เบื้องต้นแนวทางจะเป็นการดูแลผู้ส่งออกและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทางที่เป็นไปได้คือการเติมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และต้องเป็นผู้ประกอบการไทยการกระตุ้นการบริโภค
สำหรับการจะทำซอฟต์โลนนั้น รัฐบาลต้องเติมเงินเข้าสู่ระบบ แต่จะเป็นการใช้ขนาดเท่าไหร่นั้นยังไม่มีความชัดเจน แต่ก็มีกระแสข่าวว่าจะมีการใช้เงินราว 5 แสนล้านบาท รูปแบบคือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน คล้ายกับกรณีช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563
ย้อนไปในช่วงโควิด-19 กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบให้มีสภาพคล่องเพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตได้ ทำให้ออก พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน โควิด-19 วงเงินรวม 5 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.ซอฟต์โลน โควิด-19 มีผลตอบรับไม่ดีเท่าไหร่ ปล่อยกู้ออกไปน้อยและช้า โดยปล่อยกู้ตั้งแต่ปี 2563 จนปิดโครงการในปี 2564 ใช้วงเงินไปทั้งสิ้น 1.38 แสนล้านบาท จาก 5 แสนล้านบาท คิดเป็นผู้ที่ได้รับสินเชื่อทั้งหมดจำนวน 7.7 หมื่นราย คาดว่าเนื่องจากเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด
หลังจากนั้นคลังและ ธปท.ได้ปรับเกณฑ์ใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นโครงการสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ภายใต้วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทที่เหลือ สรุปปิดโครงการเมื่อปี 2567 อนุมัติสินเชื่อทั้งสิ้น 3.47 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 99.4% มีลูกหนี้รวมทั้งสิ้น 6.77 หมื่นราย
อย่างไรก็ดี รัฐบาลปัจจุบันมองเห็นถึงปัญหานี้ หากรัฐบาลจะต้องมีการทำซอฟต์โลนรอบใหม่ก็ต้องมีการพิจารณาเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ผ่อนปรน ให้ประชาชนโดยเฉพาะรายย่อย เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในภาวะปัจจุบันการปล่อยสินเชื่อปกติก็มีความเข้มงวดสูงอยู่แล้ว
จับตาขยายเพดานหนี้
ขณะเดียวกันในการที่จะกู้เงินเพิ่มเติมนั้นส่วนสำคัญคือ “หนี้สาธารณะ” ซึ่งมีกฎหมายกำกับให้รัฐบาลสร้างหนี้มีวินัยการเงินอยู่ คือสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ต้องไม่เกิน 70% ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ 12.08 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 64.42% ต่อจีดีพี
ทั้งนี้ กรอบเพดานหนี้สาธารณะนั้น ได้เคยถูกขยายมาแล้วหนึ่งรอบในช่วงปี 2564 จาก 60% เป็น 70% เพื่อรองรับการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท และมูลหนี้ก็ขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการที่รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลมาตลอด
สำหรับปีงบ 2568 รัฐบาลมีการกู้ชดเชยขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท และยังมีช่องว่างการกู้ชดเชยขาดดุลเหลืออยู่ 4,000 ล้านบาท แต่หากมีขาดดุล
สูงเกินกว่านั้น ก็สามารถนำวงเงินกู้เหลื่อมปีจากปีที่แล้วที่เหลือหลายหมื่นล้านมาใช้ไดโดยคาดว่าหากมีเพียงแผนการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลสิ้นปีงบ 2568 หนี้จะเพิ่มไปอยู่ที่ 65.5% และปีงบ 2569 จะกู้ขาดดุลอีก 8.6 แสนล้านบาท หนี้ก็จะเพิ่มเป็น 67.3%
แม้ว่าหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ในกรอบ 70% แต่ถ้ารัฐบาลต้องการกู้เงินเพิ่มเติมอีก ต้องพิจารณาเรื่องของการขยายเพดานหนี้สาธารณะก่อน โดยวงเงินกู้ 5 แสนล้านบาท คิดเป็น 2-3% ของจีดีพีปัจจุบัน
ไม่ยืนยันกู้-หวังใช้ช่องทางอื่น
อย่างไรก็ตาม เวลานี้รัฐบาลก็ยังคงไม่ยืนยันว่าจะขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ และยังไม่มีสรุปเรื่องเงินเพิ่ม กระทรวงการคลังยังไม่ได้สรุปเรื่องการเดินหน้ากู้เงิน 5 แสนล้านบาท
โดยกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงภาคเอกชน กำลังพิจารณามาตรการรับมือนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาตลอดจนวงเงินที่ชัดเจน
สำหรับวงเงินที่จะมาใช้ทำมาตรการนั้น ยังสามารถหาได้จากหลายช่องทาง อาทิ งบประมาณปีปัจจุบัน หรือเม็ดเงินใหม่ เช่น งบประมาณปี 2569 เป็นต้น ดังนั้นแนวทางสุดท้ายที่จะพิจารณาคือ การกู้เงิน
ด้าน พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่าทางสหรัฐ จะไม่เก็บภาษีอัตราตอบแทนสูงถึง 36% ตามที่ประกาศไว้ คาดว่าอัตราจะใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ฉะนั้นก็จะไม่มีใครเสียเปรียบใคร ส่วนประเทศไทยคาดว่าได้รับผลกระทบไม่มากจีดีพีจะลดลงแต่ไม่ต่ำไปกว่า 2% และจะพยายามให้ตัวเลขเข้าใกล้ 3% ให้ได้ ทั้งนี้ จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับวิกฤตในครั้งนี้ ด้วยการเติมสภาพคล่องให้ธุรกิจ กระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันจะทำการทบทวนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตด้วย
ส่วนแรกเงินที่จะทำมาตรการนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้ระบุถึงรายละเอียด แต่ได้กล่าวถึงหนี้สาธารณะ ว่าไทยมีหนี้สาธารณะสูง ปัจจุบัน 64% จากเพดาน 70% ต่อจีดีพี ทั้งนี้ หนี้ของไทยกว่า 98% เป็นการกู้เงินในประเทศ มีแค่กว่า 1% เป็นหนี้ที่กู้จากต่างประเทศ แปลว่าขีดความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศไทยมีภาระน้อย บางประเทศก็มีหนี้สาธารณะ 100-200% ต่อจีดีพี แต่เป็นหนี้ในประเทศทั้งหมด การชำระคืนจึงไม่มีปัญหา
นักวิชาการ-ฝ่ายค้านไม่คัดค้าน
ขณะที่ อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทของกระทรวงการคลังเพื่อนำมาใช้จ่ายดูแลเศรษฐกิจ ต้องเน้นไปที่การลงทุน มาตรการประชานิยมพักหนี้ แจกเงิน อาจไม่ได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืน เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ บรรเทาปัญหาวิกฤตหนี้สิน
การใช้จ่ายเงินภาครัฐจากการกู้เงินจึงต้องให้ตรงเป้าหมาย เกิดผลตามนโยบาย มีประสิทธิภาพ และต้องตระหนักว่า ขณะนี้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนแล้ว
ด้าน ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า กระแสการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทของรัฐบาล เหมือนโยนหินถามทางเรื่องการกระตุ้นการบริโภค การให้สินเชื่อดอกเบี้ย แต่จากสถานภาพการคลังของประเทศ หากรัฐจำเป็นต้องกู้ 5 แสนล้านบาทจะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากพื้นที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เพียงพอ เพราะรัฐก็ต้องกู้เพิ่มชดเชยขาดดุลงบประมาณประจำปี 2569 ด้วย
จะเห็นว่า ศิริกัญญา ไม่ได้คัดค้านการกู้เงิน 5 ล้านบาทของรัฐบาล เพราะมองว่าสภาพความเป็นจริงไม่ช้าก็เร็ว ต้องมีการหาเม็ดเงินมารองรับวิกฤต ฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะมิเช่นนั้นก็จะไม่มีงบประมาณมากเพียงพอที่จะไปใช้ในการอุดหนุนเงินให้กับแผนเยียวยา กระตุ้น และปฏิรูปประเทศได้
“อยากให้ทางรัฐบาลเร่งเสนอแผนมาตรการที่ชัดเจน ทั้งแผนระยะสั้น และการปฏิรูประยะยาว” ศิริกัญญาเน้นย้ำ
จับตาผลการจัดหาและแผนบริหารเงินเพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ เพราะจะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลได้ดีทีเดียว!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดใจรัฐบาล ควานหาเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจสู้วิกฤตภาษีทรัมป์ กู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th