โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันอังคารที่ 25 มีนาคม 2568

efinanceThai

เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 01.38 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันอังคารที่ 25 มีนาคม 2568

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 มี.ค. 68 8:37: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนพ.ค. ปิดที่ 69.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 83 เซนต์ หรือ 1.2%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพ.ค. ปิดที่ 73.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 84 เซนต์ หรือ 1.2%

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% จากประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซจากเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในกรอบจำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ ให้เวลาบริษัทผู้ผลิตน้ำมัน Chevron จนถึงวันที่ 27 พ.ค.ในการยุติการดำเนินการและการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลา

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันจันทร์ (24 มี.ค.) ว่า จะมีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์ เภสัชกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ดี ทรัมป์ได้ระบุว่า อาจมีการผ่อนปรนยกเว้นการจัดเก็บภาษีให้กับหลายประเทศในส่วนของมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff)ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย.นี้

ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากเวเนซุเอลา 25% เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรและจีน โดยทรัมป์ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย Truth Social ว่า ประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซจากเวเนซุเอลาจะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าจากการค้าขายกับสหรัฐฯ โดยภาษีนำเข้าดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า หากพวกเขาซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลา พวกเขาต้องจ่ายภาษีนำเข้า 25% เพื่อทำธุรกิจกับสหรัฐฯ นอกเหนือจากภาษีนำเข้าที่มีอยู่แล้ว

ทั้งนี้ เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันประมาณ 660,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2024 โดยมีจีนเป็นจุดหมายปลายทางที่ใหญ่ที่สุด โดยซื้อน้ำมันดิบ 270,000 บาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว

*** Goldman Sachs คาดว่า การเติบโตของการผลิตน้ำมันจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC+ จะชะลอตัวลงประมาณ 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในระยะเวลา 12 เดือน สำหรับทุก ๆ การลดลงของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่เหนือระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดย Goldman Sachs ประเมินว่า การเติบโตของการผลิตนอก OPEC+ ในปี 2026 จะลดลงจาก 1.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 0.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และจะลดลงอีก 0.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากราคาลงไปที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

*** นักวิเคราะห์เริ่มมีท่าทีระมัดระวังมากขึ้น เกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐฯ สำหรับไตรมาสแรกของปีนี้ โดยมีความกังวลว่านโยบายของรัฐบาลทรัมป์อาจจุดชนวนให้เกิดสงครามการค้าระดับโลก ซึ่งอาจบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ โดย Apple, Tesla และ Ford Motor เป็นหนึ่งในบริษัทที่จะส่งผลให้การคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสแรก ถูกปรับลดลงมากที่สุด ร่วมกับบริษัทประกันบางแห่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อต้นปีนี้

การคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 สำหรับไตรมาสแรกของปี 2025 ลดลง 4.5% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2023 ขณะที่การเติบโตของกำไรบริษัทในดัชนี S&P 500 จะอยู่ที่ 7.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2023 และลดลงอย่างมากจาก 17.1% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2024

*** คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ เตรียมเดินทางเยือนอินเดียระหว่างวันที่ 25-29 มี.ค. เพื่อเจรจาการค้ากับเจ้าหน้าที่อินเดีย โดย Brendan Lynch ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียกลาง จะเป็นผู้นำคณะครั้งนี้ โดยระบุว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีประสิทธิภาพและสมดุลกับอินเดีย

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศเก็บภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal tariffs) กับหลายประเทศตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้ส่งออกของอินเดีย

*** พันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อาจประสบปัญหาในการเร่งขยายการต่อเรือให้ทันกับความต้องการของสหรัฐฯ ตามแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเก็บค่าธรรมเนียบท่าเรือจากเรือที่มีความเชื่อมโยงกับจีน โดยรัฐบาลทรัมป์กำลังร่างคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหาร (Executive Order) เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการต่อเรือในประเทศและลดอิทธิพลของจีนในภาคส่วนนี้

ทาคายะ โซกะ ซีอีโอของ Nippon Yusen (NYK) สายการเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมการต่อเรือของญี่ปุ่นทำงานใกล้เต็มกำลังการผลิต และแทบไม่มีพื้นที่ขยายเพิ่มเติมจนกว่าจะถึงปี 2028 ขณะที่อู่ต่อเรือในเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ก็เผชิญความท้าทายทางการเงิน

*** ประธานบริษัท Nippon Steel กล่าวว่าบริษัทผู้ผลิตเหล็กของญี่ปุ่นและรัฐบาลสหรัฐฯ มีความเข้าใจร่วมกันว่าการเข้าซื้อกิจการ U.S. Steel จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเหล็กและภาคการผลิตของสหรัฐฯ ในความเห็นของผม รัฐบาลสหรัฐฯและเรา กำลังมีความเข้าใจร่วมกันมากขึ้นว่า การเข้าซื้อกิจการ U.S. Steel จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเหล็กและภาคการผลิตของสหรัฐฯ ผ่านการลงทุน รวมถึงการมีส่วนร่วมในทุน

ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและ U.S. Steel จะเดินหน้าการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการซื้อหุ้นและแผนการลงทุนในอนาคต

*** เมอร์คิวเรีย (Mercuria) บริษัทชั้นนำในกลุ่มโภคภัณฑ์ ประเมินว่ามีทองแดงประมาณ 500,000 ตัน กำลังถูกขนส่งไปยังสหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าปริมาณนำเข้าเฉลี่ยปกติที่ประมาณ 70,000 ตันต่อเดือน สาเหตุมาจากความกังวลต่อการขึ้นภาษีนำเข้าที่อาจเกิดขึ้น โดยรายงานยังอ้างอิงคำกล่าวของ อดีตรองประธานฝ่ายซื้อขายโลหะของทรานฟิกูร่า กรุ๊ป (Trafigura Group) ยักษ์ใหญ่ด้านโภคภัณฑ์ ว่า ปริมาณทองแดงมหาศาลที่ไหลเข้าสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจผลักดันให้ราคาทองแดงทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอาจทำให้จีน ผู้บริโภครายใหญ่ของโลก รวมถึงประเทศอื่น ๆ ขาดแคลนทองแดงอย่างรุนแรง

*** ผู้ผลิตเหล็กหลายรายในเขตซินเจียงของจีน เริ่มลดกำลังการผลิตลง หลังรัฐบาลกลางประกาศว่ามีความตั้งใจจะควบคุมกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหากำลังการผลิตล้นเกินมาเป็นเวลานาน ในบรรดาบริษัทเหล่านั้น Xinjiang Ba Yi Iron and Steel Co ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ China Baowu Steel Group ผู้ผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแผนจะลดการผลิตเหล็กดิบลง 10% ต่อวัน

*** Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน สามารถระดมทุนได้ 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเพิ่มจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่าย เพื่อสนับสนุนแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของบริษัท โดยบริษัทได้ขายหุ้นจำนวน 800 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 53.25 ดอลลาร์ฮ่องกง ตามการเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งเดิมตั้งเป้าขายหุ้น 750 ล้านหุ้น แต่เพิ่มเป็น 800 ล้านหุ้นระหว่างกระบวนการระดมทุน โดยราคาขายสุดท้ายอยู่ที่ระดับต่ำสุดของช่วงราคาที่กำหนดไว้ (52.80-54.60 ดอลลาร์ฮ่องกง) ซึ่งบริษัทระบุว่า เงินทุนที่ได้จะถูกนำไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีและขยายสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการส่งมอบ 350,000 คันในปีนี้

*** BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน ประกาศว่า กำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2024 พุ่งถึง 73.1% ทำสถิติสูงสุดที่ 15,000 ล้านหยวน (2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เนื่องมาจากการลดราคาและยอดขายที่แซงหน้าคู่แข่ง ขณะที่รายได้พุ่ง 52.7% อยู่ที่ 274,900 ล้านหยวน นอกจากนี้ กำไรทั้งปี ยังสูงเป็นประวัติการณ์แตะ 40,300 ล้านหยวน (เพิ่มขึ้น 34%) และรายได้ทั้งปีเติบโต 29%

BYD แซงหน้าโฟล์คสวาเกน ขึ้นแท่นผู้ผลิตรถยนต์ขายดีที่สุดในจีน ด้วยยอดขาย 4.25 ล้านคันในปี 2024 ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่

*** Tesla เตรียมปล่อยฟีเจอร์ช่วยขับขี่อัจฉริยะในจีน หลังได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการระงับการทดลองใช้บริการ Full Self-Driving (FSD) ฟรีเป็นการชั่วคราว โดยทีมสนับสนุนลูกค้าของ Tesla กล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย Weibo ทุกฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และเราจะปล่อยฟีเจอร์ให้คุณใช้งานทันทีที่พร้อม เราเองก็ตื่นเต้นกับเรื่องนี้เช่นกัน ขอให้อดใจรอ

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะเปิดให้ทดลองใช้ FSD ฟรีในจีน ระหว่างวันที่ 17 มี.ค. ถึง 16 เม.ย.

*** ผลสำรวจภาคเอกชนชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมภาคการผลิตของญี่ปุ่นหดตัวลงในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบปี ในเดือนมี.ค. เนื่องจากกำลังการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ขณะที่ภาคบริการก็เริ่มสูญเสียโมเมนตัมเช่นกัน โดยกิจกรรมทางธุรกิจหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) ขั้นต้นของ au Jibun Bank Japan ตกลงมาอยู่ที่ 48.3 ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบปี จากเดิม 49.0 ในเดือนก.พ. โดยดัชนีนี้ยังคงต่ำกว่า ระดับ 50.0 ซึ่งเป็นจุดแบ่งแยกระหว่างการขยายตัวและการหดตัว เป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน

*** ผลการสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมทางธุรกิจในเขตยูโรโซนขยายตัวด้วยอัตราเร็วที่สุดในรอบ 7 เดือน ในเดือนมี.ค. โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคการผลิตที่ฟื้นตัวหลังจากหดตัวมายาวนาน แม้การเติบโตของภาคบริการจะชะลอตัวลงก็ตาม โดยบรรยากาศทางธุรกิจที่กำลังดีขึ้น ในกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรอาจได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมในเดือนหน้า เนื่องจากแผนการลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานและด้านการป้องกันประเทศ โดยเฉพาะในเยอรมนี ซึ่งสร้างความหวังต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจของยุโรป

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-บริการขั้นต้นของยูโรโซน ซึ่งจัดทำโดย S&P Global ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 50.4 ในเดือนมี.ค. จากระดับ 50.2 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. ปีที่แล้ว และยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัว อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวยังคงอยู่ในระดับต่ำ และต่ำกว่าที่ผลสำรวจของรอยเตอร์สคาดการณ์ไว้ที่ 50.8

รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...