โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดาวโจนส์ดิ่ง 2,200 จุด “พาวเวล”เตือนภาษีทรัมป์กระทบเงินเฟ้อยาว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 เม.ย. 2568 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2568 เวลา 03.54 น.

ดัชนี ดาวโจนส์ ดิ่ง 2,200 จุด แนสแด็กเข้าสู่ภาวะตลาดหมีในวันศุกร์ที่ 4 เม.ย. ดัชนี S&P 500 ดิ่ง 10% ภายใน 2 วัน ผวาทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าครั้งใหญ่ พาวเวลเตือนทำเงินเฟ้อลากยาว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานภาวะตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ในวันศุกร์ (4 เม.ย.)ว่า ตลาดหุ้นร่วงเป็นวันที่ 2 ในวันศุกร์ หลังจากจีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ อีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจจุดชนวนให้เกิดสงครามการค้าระดับโลกที่จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ด้านเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เตือนภาษีทรัมป์อาจกระทบเงินเฟ้อมากกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ทรัมป์กดดันเฟดให้ลดดอกเบี้ย

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ร่วงลง 2,231.07 จุด หรือ 5.5% สู่ระดับ 38,314.86 ในวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 โดยดัชนีร่วงลง 1,679 จุดเมื่อวันพฤหัสบดี และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ดัชนีร่วงลงมากกว่า 1,500 จุดติดต่อกัน 2 วัน

ด้าน ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 5.97% เหลือ 5,074.08 จุด ซึ่งเป็นการร่วงลงครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 โดยดัชนีดังกล่าวร่วงลง 4.84% เมื่อวันพฤหัสบดี และขณะนี้ลดลงมากกว่า 17% จากจุดสูงสุดล่าสุด

ขณะที่ ดัชนีแนสแด็ก Nasdaq Composite ซึ่งเป็นที่รวมของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งที่ขายผลิตภัณฑ์ให้กับจีนและผลิตสินค้าในจีนด้วย ร่วงลง 5.8% เหลือ 15,587.79 จุด ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ร่วงลงเกือบ 6% เมื่อวันพฤหัสบดี และทำให้ดัชนีลดลง 22% จากจุดสูงสุดในเดือนธันวาคม ถือเป็นภาวะตลาดหมีตามคำนิยามของวอลล์สตรีท

ดัชนี Nasdaq 100 ร่วงลง 6.1% เข้าสู่ภาวะตลาดหมีด้วยการร่วงลง 20% ของดัชนีจากจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์เทียบได้กับการร่วงลงในช่วงวิกฤตโรคระบาดในปี 2020 และฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000

การขายหุ้นวอลล์สตรีทดังกล่าวมีขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยมีสมาชิก S&P 500 เพียง 14 รายที่ปรับตัวสูงขึ้นในวันนั้น ดัชนีตลาดหลักปิดที่ระดับต่ำสุดของเซสชั้น

ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ พุ่งขึ้นกว่า 50% ในวันที่ 4 เม.ย. หลังจากที่จีนประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้สหรัฐ

ทั้งนี้ นายพาวเวลกล่าวว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะทำให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น และชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

อย่างไรก็ดี นายพาวเวลย้ำว่า เฟดจะยังไม่ดำเนินการปรับอัตราดอกเบี้ย จนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบในท้ายที่สุด

นายพาวเวลกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในการกล่าวสุนทรพจน์ว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐในการประชุมประจำปีของ Society for Advancing Business Editing and Writing (SABEW) ที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนียในวันที่ 4 เม.ย.

ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว ปธน.ทรัมป์เรียกร้องให้นายพาวเวลทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และหยุดเล่นการเมือง

นายพาวเวลกล่าวว่า เฟดกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมาก หลังจากที่ปธน.ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariff) ต่อประเทศคู่ค้าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
แม้นายพาวเวลระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เขาก็ย้ำถึงความเสี่ยงจากการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ขณะที่เฟดจะให้ความสนใจต่อการควบคุมเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ นายพาวเวลตั้งข้อสังเกตว่าอัตราภาษีนำเข้าที่ปธน.ทรัมป์ประกาศไปนั้น ถือว่ามากกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า กระทรวงการคลังของจีนแถลงในวันที่ 4 เม.ย. ว่า ทางกระทรวงฯ จะเรียกเก็บภาษี 34% ต่อสินค้านำเข้าทั้งหมดที่มาจากสหรัฐ โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.

ทั้งนี้ จีนออกมาตรการดังกล่าวเพื่อตอบโต้ต่อการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariff) ในอัตรา 34% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการเรียกเก็บภาษีที่สหรัฐบังคับใช้กับจีนอยู่แล้ว จะทำให้จีนต้องเผชิญกับอัตราภาษีรวมจากสหรัฐสูงถึง 54%

เจพีมอร์แกน วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ ออกรายงานระบุว่า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกจะเผชิญภาวะถดถอยในปีนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 60% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 40% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ต่อประเทศคู่ค้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...