หุ้นไทย ติดลบ 5 เดือนติด ก.พ.ปรับตัวลง 8.4 % เดือนมี.ค. นักวิเคราะห์ให้กรอบ 1,140-1,270 จุด
กุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักของคนที่รักกัน แต่ตลาดหุ้นไทย ทำนักลงทุนอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดย SET Index เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ดัชนีปิดที่ 1,203.72 จุด ( -8.43%) จากเดือนมกราคม นอกจากนี้ หุ้นไทย ยังปรับตัวลง 5 เดือนติดต่อกัน แนวโน้มเดือนมี.ค. มีทั้งความหวังและความเสี่ยง นักวิเคราะห์ให้กรอบ 1,140-1,270 จุด
บทวิเคราะห์บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยประกอบด้วย ปัจจัยภายนอกที่ได้รับแรงกดดันจากนโยบาย Tariffs และเศรษฐกิจสหรัฐฯเสี่ยงถดถอย
ขณะที่ปัจจัยในประเทศ เผชิญกับการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ไตรมาส 4/2567 และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่ำกว่าคาด ผนวกแรงขายจากกองทุน LTF และประเด็นกดดันจากหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป)รายตัว อย่างไรก็ตามตลาดมีการตอบสนองเชิงบวกหลายครั้งหลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามา เช่น การเตรียมฟื้นกองทุน LTF และการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
ส่วนแนวโน้ม "หุ้นไทย" เดือนมี.ค. จะไปทางไหน "การเงินธนาคาร" ได้รวบรวมความเห็นนักวิเคราะห์ดังนี้
บล.เอเซียพลัส คาดแนวโน้ม SET เดือนมี.ค. ขยับในกรอบ 1,140 – 1,270 จุด ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ แรงกระแทกหลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก สงครามการค้าเริ่มปะทุ เริ่มเห็นสัญญาณกีดกันทางเทคโนโลยีมากขึ้นระหว่าง สหรัฐฯ – จีน ซึ่งอาจผลักดันให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
"สงครามการค่าอาจผลักดันให้เงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ช้าลง โดย Bloomberg คาดเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในปี 2568 จะอยู่ที่+2.7% ขณะที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสหรัฐฯ ของสหรัฐฯอยู่ที่ 1.5% (ดอกเบี้ย 4.5% - เงินเฟ้อ 3%)ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ เฟดมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้ง"
บล.เอเซีย พลัส มองว่าการโยกเม็ดเงิน LTF สู่ ThaiESGX เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหยุดแรงขาย และพยุงตลาด และมองว่าตลาดหุ้นไทย มี Downside ค่อนข้างจำกัด จาก Valuation ถูก โดยมี Dividend สูงระดับเกิน +2SD. อยู่ที่ 3.88% และมี PBV ต่ำเกินระดับ -2SD. อยู่ที่ 1.20 เท่านั้น จึงถือเป็นปัจจัยหนุนให้ SET น่าจะมี Downside ค่อนข้างจำกัด และคาดหวัง ผลตอบแทนในระยะกลาง-ยาวได้ ขณะที่กำไร Q4/67 ทยอยออกมา 203 บริษัท (66% มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 1.46 แสนล้านบาท(+21.5% QoQ / +21.3%YoY) โดยฝ่ายวิจัยฯคาด ว่ากำไรมีโอกาสแตะระดับ 2 แสนล้านบาทได้ไม่ยากนัก
ส่วนปัจจัยกดดัน เริ่มจากการเมืองไทยยังเป็นปัจจัยกดดัน SET ต่อไปอีกสักระยะ จากที่ยังไม่ทราบผลลัพธ์ของทั้ง 2 ประเด็น คือ 1.คดีฮั้วเลือกตั้ง สว. 2.การเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วนอีกประเด็น คือ การมีแรงขายสุทธิผ่าน Program Trading พร้อมกับการ Short Sale รายตัวหนักๆ ในบางวัน จึงทำให้ SET Index ผันผวนในช่วงนี้
กลยุทธ์การลงทุนเดือนมี.ค.68 แนะนำหุ้นเด่นน่าลงทุน 4 Theme หลัก ๆ ดังนี้
- หุ้นปันผล AP (ราคาเป้าหมาย 12.80 บาท อัพไซด์ 48% ) , PTT (ราคาเป้าหมาย 38 บาท อัพไซด์ 21.6% ) , CPN (ราคาเป้าหมาย 80 บาท อัพไซด์ 65.8% )
- หุ้นอิงดอกเบี้ยและไทยลดลง MINT (ราคาเป้าหมาย 37 บาท อัพไซด์ 29.8% ) , MTC (ราคาเป้าหมาย 54 บาท อัพไซด์ 16.85% )
- หุ้นเข้าสู่ช่วงฤดูกาล CBG (ราคาเป้าหมาย 92.75 บาท อัพไซด์ 37.4% )
- หุ้นหลบ Trade War AMATA (ราคาเป้าหมาย 35 บาท อัพไซด์ 51.5% )
บล.ทรีนีตี้ มองหุ้นเดือน มี.ค. แกว่งตัวตามทิศทางการประชุมของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นสำคัญ มองการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอาจสร้างความผันผวนได้บ้าง ในขณะที่ Thai ESGX คาดมีผลต่อการลงทุนน้อย คัด 5 ธีมหุ้นลงทุน
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนมีนาคมว่า คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นโลกในเดือนมีนาคมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านนโยบาย โดยเฉพาะความคาดหวังทางด้านนโยบายการเงินเป็นสำคัญ หลังจากที่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากขึ้น จากการที่ ปธน.ทรัมป์ของสหรัฐฯยืนยันนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม
ดังนั้นหากในเดือนมี.ค.นี้ โทนจากธนาคารกลางต่างๆ ยังคงออกมาในลักษณะเดิม ไม่มีความผ่อนคลายมากขึ้น เชื่อว่าจะยิ่งทำให้ความกังวลเศรษฐกิจนั้นปรับตัวสูงขึ้นได้ จนนำมาสู่ภาวะความชัน Yield curve ที่แบนราบหรือ Flattening มากขึ้น และ Inverted ในบางช่วงของ Yield curve ซึ่งมักไม่เป็นผลดีนักต่อแนวโน้มสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม
สำหรับปัจจัยในประเทศ ประเมินว่านักลงทุนบางส่วนน่าจะจับจ้องไปที่ปัจจัยการเมืองมากขึ้น หลังจากช่วงปลายเดือนนี้เตรียมที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้บ้าง ส่วนประเด็นความคาดหวังด้านสภาพคล่องเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุน Thai ESGX เพื่อมารองรับการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่ครบกำหนดนั้น มองไม่มีผลกระทบใดๆมากนักในระยะสั้น เนื่องจาก
- การให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพียงเท่ากับมูลค่าสินทรัพย์ปัจจุบันที่ย้ายมา
- แรงไถ่ถอนกองทุน LTF ที่ลดลงอย่างมากแล้วในช่วงหลัง จึงมองว่าเป็นนโยบายที่ไม่ได้สร้างแรงจูงใจมากนัก และไม่ได้เสริมสร้างสภาพคล่องใหม่เข้าไปในระบบแต่อย่างใด
ประเมินกรอบ SET Index ประจำเดือนนี้มีแนวรับแรกที่ 1,177 จุด ซึ่งเป็นบริเวณที่มี PBV เทียบเท่ากับระดับต่ำสุดในช่วง Covid-19 แล้ว ส่วนแนวรับสำคัญที่ไม่น่าหลุดประเมินที่ 1,150 ซึ่งเป็น Gap ที่ยกตัวขึ้นมาในช่วงการเริ่มต้น Rally ของดัชนีช่วงหลังเหตุการณ์โควิดใหม่ๆ ในทางกลับกัน ประเมินกรอบแนวต้านแรกที่ 1,230 จุด และแนวต้านสำคัญที่ 1,270 จุด
ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำนักลงทุนใช้กลยุทธ์ผสม ระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัย โดยถึงแม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกจะลงมาในระดับหนึ่งแล้ว แต่มองว่ายังคงจำเป็นที่จะต้องถือครองสินทรัพย์นี้ในพอร์ตโฟลิโอเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อไป ในขณะเดียวกัน สำหรับฝั่งตราสารทุนนั้น มองว่านักลงทุนจำเป็นต้องเกลี่ยพอร์ตไปที่กลุ่มหุ้น Defensive ที่มี Cashflows มั่นคงมากขึ้น รวมถึงตราสารคล้ายพันธบัตรเช่น REIT และ IFF ในสภาะวะที่ยังคงมีความไม่แน่นอนในระดับสูงนี้
สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำประจำเดือนมีนาคม ได้แก่
- กลุ่มหุ้น Domestic play ที่ยังคง Laggard ทางด้าน Valuation ได้แก่ CPALL, CPAXT, HMPRO, AP, SPALI
- กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond yield ขาลง ได้แก่ TIDLOR
- กลุ่มหุ้น Defensive ได้แก่ BDMS
- กลุ่มหุ้น REIT และ IFF เลือก LHHOTEL, 3BBIF
- หุ้นที่คาดว่าจะถูกนำเข้าสู่ดัชนี SET50 ระหว่างกาลในช่วงต้นเดือนเมษายน ได้แก่ VGI