โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นไทย ติดลบ 5 เดือนติด ก.พ.ปรับตัวลง 8.4 % เดือนมี.ค. นักวิเคราะห์ให้กรอบ 1,140-1,270 จุด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 มี.ค. 2568 เวลา 17.17 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2568 เวลา 10.17 น.

กุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักของคนที่รักกัน แต่ตลาดหุ้นไทย ทำนักลงทุนอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดย SET Index เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ดัชนีปิดที่ 1,203.72 จุด ( -8.43%) จากเดือนมกราคม นอกจากนี้ หุ้นไทย ยังปรับตัวลง 5 เดือนติดต่อกัน แนวโน้มเดือนมี.ค. มีทั้งความหวังและความเสี่ยง นักวิเคราะห์ให้กรอบ 1,140-1,270 จุด

บทวิเคราะห์บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยประกอบด้วย ปัจจัยภายนอกที่ได้รับแรงกดดันจากนโยบาย Tariffs และเศรษฐกิจสหรัฐฯเสี่ยงถดถอย

ขณะที่ปัจจัยในประเทศ เผชิญกับการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ไตรมาส 4/2567 และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่ำกว่าคาด ผนวกแรงขายจากกองทุน LTF และประเด็นกดดันจากหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป)รายตัว อย่างไรก็ตามตลาดมีการตอบสนองเชิงบวกหลายครั้งหลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามา เช่น การเตรียมฟื้นกองทุน LTF และการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ส่วนแนวโน้ม "หุ้นไทย" เดือนมี.ค. จะไปทางไหน "การเงินธนาคาร" ได้รวบรวมความเห็นนักวิเคราะห์ดังนี้

บล.เอเซียพลัส คาดแนวโน้ม SET เดือนมี.ค. ขยับในกรอบ 1,140 – 1,270 จุด ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ แรงกระแทกหลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก สงครามการค้าเริ่มปะทุ เริ่มเห็นสัญญาณกีดกันทางเทคโนโลยีมากขึ้นระหว่าง สหรัฐฯ – จีน ซึ่งอาจผลักดันให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

"สงครามการค่าอาจผลักดันให้เงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ช้าลง โดย Bloomberg คาดเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในปี 2568 จะอยู่ที่+2.7% ขณะที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสหรัฐฯ ของสหรัฐฯอยู่ที่ 1.5% (ดอกเบี้ย 4.5% - เงินเฟ้อ 3%)ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ เฟดมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้ง"

บล.เอเซีย พลัส มองว่าการโยกเม็ดเงิน LTF สู่ ThaiESGX เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหยุดแรงขาย และพยุงตลาด และมองว่าตลาดหุ้นไทย มี Downside ค่อนข้างจำกัด จาก Valuation ถูก โดยมี Dividend สูงระดับเกิน +2SD. อยู่ที่ 3.88% และมี PBV ต่ำเกินระดับ -2SD. อยู่ที่ 1.20 เท่านั้น จึงถือเป็นปัจจัยหนุนให้ SET น่าจะมี Downside ค่อนข้างจำกัด และคาดหวัง ผลตอบแทนในระยะกลาง-ยาวได้ ขณะที่กำไร Q4/67 ทยอยออกมา 203 บริษัท (66% มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 1.46 แสนล้านบาท(+21.5% QoQ / +21.3%YoY) โดยฝ่ายวิจัยฯคาด ว่ากำไรมีโอกาสแตะระดับ 2 แสนล้านบาทได้ไม่ยากนัก

ส่วนปัจจัยกดดัน เริ่มจากการเมืองไทยยังเป็นปัจจัยกดดัน SET ต่อไปอีกสักระยะ จากที่ยังไม่ทราบผลลัพธ์ของทั้ง 2 ประเด็น คือ 1.คดีฮั้วเลือกตั้ง สว. 2.การเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วนอีกประเด็น คือ การมีแรงขายสุทธิผ่าน Program Trading พร้อมกับการ Short Sale รายตัวหนักๆ ในบางวัน จึงทำให้ SET Index ผันผวนในช่วงนี้

กลยุทธ์การลงทุนเดือนมี.ค.68 แนะนำหุ้นเด่นน่าลงทุน 4 Theme หลัก ๆ ดังนี้

  • หุ้นปันผล AP (ราคาเป้าหมาย 12.80 บาท อัพไซด์ 48% ) , PTT (ราคาเป้าหมาย 38 บาท อัพไซด์ 21.6% ) , CPN (ราคาเป้าหมาย 80 บาท อัพไซด์ 65.8% )
    • หุ้นอิงดอกเบี้ยและไทยลดลง MINT (ราคาเป้าหมาย 37 บาท อัพไซด์ 29.8% ) , MTC (ราคาเป้าหมาย 54 บาท อัพไซด์ 16.85% )
    • หุ้นเข้าสู่ช่วงฤดูกาล CBG (ราคาเป้าหมาย 92.75 บาท อัพไซด์ 37.4% )
    • หุ้นหลบ Trade War AMATA (ราคาเป้าหมาย 35 บาท อัพไซด์ 51.5% )

บล.ทรีนีตี้ มองหุ้นเดือน มี.ค. แกว่งตัวตามทิศทางการประชุมของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นสำคัญ มองการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอาจสร้างความผันผวนได้บ้าง ในขณะที่ Thai ESGX คาดมีผลต่อการลงทุนน้อย คัด 5 ธีมหุ้นลงทุน

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนมีนาคมว่า คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นโลกในเดือนมีนาคมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านนโยบาย โดยเฉพาะความคาดหวังทางด้านนโยบายการเงินเป็นสำคัญ หลังจากที่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากขึ้น จากการที่ ปธน.ทรัมป์ของสหรัฐฯยืนยันนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม

ดังนั้นหากในเดือนมี.ค.นี้ โทนจากธนาคารกลางต่างๆ ยังคงออกมาในลักษณะเดิม ไม่มีความผ่อนคลายมากขึ้น เชื่อว่าจะยิ่งทำให้ความกังวลเศรษฐกิจนั้นปรับตัวสูงขึ้นได้ จนนำมาสู่ภาวะความชัน Yield curve ที่แบนราบหรือ Flattening มากขึ้น และ Inverted ในบางช่วงของ Yield curve ซึ่งมักไม่เป็นผลดีนักต่อแนวโน้มสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม

สำหรับปัจจัยในประเทศ ประเมินว่านักลงทุนบางส่วนน่าจะจับจ้องไปที่ปัจจัยการเมืองมากขึ้น หลังจากช่วงปลายเดือนนี้เตรียมที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้บ้าง ส่วนประเด็นความคาดหวังด้านสภาพคล่องเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุน Thai ESGX เพื่อมารองรับการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่ครบกำหนดนั้น มองไม่มีผลกระทบใดๆมากนักในระยะสั้น เนื่องจาก

  • การให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพียงเท่ากับมูลค่าสินทรัพย์ปัจจุบันที่ย้ายมา
  • แรงไถ่ถอนกองทุน LTF ที่ลดลงอย่างมากแล้วในช่วงหลัง จึงมองว่าเป็นนโยบายที่ไม่ได้สร้างแรงจูงใจมากนัก และไม่ได้เสริมสร้างสภาพคล่องใหม่เข้าไปในระบบแต่อย่างใด

ประเมินกรอบ SET Index ประจำเดือนนี้มีแนวรับแรกที่ 1,177 จุด ซึ่งเป็นบริเวณที่มี PBV เทียบเท่ากับระดับต่ำสุดในช่วง Covid-19 แล้ว ส่วนแนวรับสำคัญที่ไม่น่าหลุดประเมินที่ 1,150 ซึ่งเป็น Gap ที่ยกตัวขึ้นมาในช่วงการเริ่มต้น Rally ของดัชนีช่วงหลังเหตุการณ์โควิดใหม่ๆ ในทางกลับกัน ประเมินกรอบแนวต้านแรกที่ 1,230 จุด และแนวต้านสำคัญที่ 1,270 จุด

ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำนักลงทุนใช้กลยุทธ์ผสม ระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัย โดยถึงแม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกจะลงมาในระดับหนึ่งแล้ว แต่มองว่ายังคงจำเป็นที่จะต้องถือครองสินทรัพย์นี้ในพอร์ตโฟลิโอเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อไป ในขณะเดียวกัน สำหรับฝั่งตราสารทุนนั้น มองว่านักลงทุนจำเป็นต้องเกลี่ยพอร์ตไปที่กลุ่มหุ้น Defensive ที่มี Cashflows มั่นคงมากขึ้น รวมถึงตราสารคล้ายพันธบัตรเช่น REIT และ IFF ในสภาะวะที่ยังคงมีความไม่แน่นอนในระดับสูงนี้

สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำประจำเดือนมีนาคม ได้แก่

  • กลุ่มหุ้น Domestic play ที่ยังคง Laggard ทางด้าน Valuation ได้แก่ CPALL, CPAXT, HMPRO, AP, SPALI
  • กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond yield ขาลง ได้แก่ TIDLOR
  • กลุ่มหุ้น Defensive ได้แก่ BDMS
  • กลุ่มหุ้น REIT และ IFF เลือก LHHOTEL, 3BBIF
  • หุ้นที่คาดว่าจะถูกนำเข้าสู่ดัชนี SET50 ระหว่างกาลในช่วงต้นเดือนเมษายน ได้แก่ VGI

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...