โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผัวหลอนยา อ้างเจอความลับในมือถือเมีย ชักมีดแทงหลัง 4 แผลดับสลด

Khaosod

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 07.46 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 07.35 น.
ผัวหลอนยา อ้างเจอความลับในมือถือเมีย ชักมีดแทงหลัง 4 แผลดับสลด

ผัวหลอนยา อ้างเจอความลับในมือถือเมีย ช็อกซ้ำเรื่องล่าสุด ทำมองหน้าคนในไซต์งานไม่ติด โมโหจัด ชักมีดแทงหลัง 4 แผลทะลุหัวใจ-ปอดดับหน้าร้านสะดวกซื้อ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 7 พ.ค.2568 พ.ต.ต.พิจักษณ์ สูรยเสนีย์ สารวัตร(สอบสวน) สภ.สรรพยา รับแจ้งเหตุใช้อาวุธมีดแทงกันที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท

ที่เกิดเหตุพบ น.ส.พัชรินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี สภาพนอนจมกองเลือดหายใจรวยรินอยู่ริมถนน ที่หลังถูกแทงด้วยอาวุธมีด 4 แผล เจ้าหน้าที่เร่งปฐมพยาบาลแล้วนำตัวส่งโรงพยาบาลสรรพยา แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ผัวหลอนยา อ้างเจอความลับในมือถือเมีย ช็อกซ้ำเรื่องล่าสุด ทำมองหน้าคนในไซต์งานไม่ติด โมโหจัด ชักมีดแทงหลัง 4 แผลทะลุหัวใจ-ปอดดับหน้าร้านสะดวกซื้อ

ผัวหลอนยา อ้างเจอความลับในมือถือเมีย ช็อกซ้ำเรื่องล่าสุด ทำมองหน้าคนในไซต์งานไม่ติด โมโหจัด ชักมีดแทงหลัง 4 แผลทะลุหัวใจ-ปอดดับหน้าร้านสะดวกซื้อ

จากการชันสูตรเบื้องต้นบาดแผลที่รุนแรงที่สุดเป็นแผลที่ถูกแทงจากด้านหลังไปทะลุหัวใจและปอด จึงนำส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ส่วนผู้ก่อเหตุชื่อ นายกฤษณะ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี สามีของผู้ตาย ถูกกลุ่มพลเมืองดีช่วยกันรวบตัวไว้ได้ พร้อมอาวุธมีดเป็นมีดด้ามไม้ ปลายแหลม ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร เปื้อนเลือดตกอยู่ที่ถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไปยังสภ.สรรพยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ต่อมา ที่สภ.สรรพยา พบบรรดาญาติของทางฝั่งผู้ตาย และผู้ก่อเหตุ นั่งเศร้าสลดเสียใจกับเหตุการณ์การสูญเสียที่น่าเศร้าของครอบครัว เบื้องต้นนายกฤษณะมีประวัติเสพยาเสพติดมาก่อน จนต้องกินยาศูนย์จิตเวช

และก่อนก่อเหตุยังยอมรับว่าเสพยามาก่อนลงมือแทงภรรยา โดยตำรวจจะทำการสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมดำเนินคดีข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและนำตัวส่งฝากขังศาลในวันที่ 8 พ.ค.นี้

นายกฤษณะ ให้การว่า ตนและภรรยาอยู่กินกันมา 25 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน วันนี้ขี่ จักรยานยนต์ไปทำงานตีเส้นจราจรด้วยกันตามปกติ มีปากเสียงกันมาตลอดทาง มาแวะร้านสะดวกซื้อ ซื้อยาแก้ปวดและน้ำดื่ม แต่เกิดทะเลาะกันอีกรอบ

นายกฤษณะ ให้การอ้างต่อว่า จึงลงมือตบตีภรรยา ก่อนที่ภรรยาจะวิ่งหนีและล้มลง ตามไปเตะและกระทืบภรรยาแล้วใช้มีดแทงเข้าที่หลังจนล้มฟุบไปที่ริมถนน สาเหตุมาจากตนไปเจอกลุ่มลับ ที่มีสมาชิกเข้ามาติดต่อซื้อบริการและนัดกันตามสถานที่ต่าง ๆ ในโทรศัพท์มือถือ

ตนรู้มานานแล้วแต่ไม่พูด มีปากเสียงกันมาตลอด บอกให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำมาโดยตลอด สำหรับมีดที่ก่อเหตุพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เคยจับได้ครั้งหนึ่งเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเครียดเลยเลิกยาเสพติดไปบำบัด จนตอนนี้มารู้ว่าภรรยาทำอีก เครียดจึงกลับมาเล่นยาเสพติดอีก แถมล่าสุดจับได้ว่าขายบริการให้กับคนในไซต์งาน ตอนนี้มองหน้าใครไม่ติดแล้ว

ด้าน ญาติผู้ตาย กล่าวว่า ทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหา คือดื่มเหล้าด้วย เสพยาด้วย เรื่องมีกิ๊ก มีชู้เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่คนที่แต่งตัวสวย รักสวยรักงามขนาดนั้น ทำแต่งานอย่างเดียว เขามีอาการเพ้อบ่อย ปีหนึ่งหลายครั้ง

เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาได้ข่าวว่าซ้อมกัน แต่ไม่ทราบเรื่องอะไร น่าจะปัญหาการดื่มเหล้า เขาเป็นจิตเวชแล้วเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วไปหาหมอ เวลาขาดการรักษาก็มีอาการ

ขณะที่ ผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า ทั้งคู่มาจอดรถแล้วเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อแล้วออกมา แต่ไม่ได้สังเกตตั้งแต่แรก ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องกรี๊ด จึงหันไปดูน่าจะเป็นแผลแรก เพราะเสื้อเขาเปื้อนเลือดที่หลัง แล้วไปแทงซ้ำตรงไหนไม่แน่ใจ แล้วไปล้มที่หน้าร้านกาแฟ ห่างที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร

มีคนงานก่อสร้าง และพนักงานร้านสะดวกซื้อวิ่งเข้าไปห้าม ผู้ชายเขาก็ยอมแต่ไม่ได้หนีไปไหน ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน เคยดูแต่ในข่าว ไม่คิดว่าจะเห็นของจริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผัวหลอนยา อ้างเจอความลับในมือถือเมีย ชักมีดแทงหลัง 4 แผลดับสลด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...