โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(มีอีบุ๊ค)ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใบ้ไร้ค่า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 15 เม.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2568 เวลา 18.23 น. • นางฟ้า จอมโจร
จะเป็นอย่างไรเมื่อคุณหนูใบ้ไร้ค่าที่ถูกทิ้งไว้ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกล กลายมาเป็นแพทย์หญิงมากความสามารถ ใครดีมาเธอดีกลับ ใครร้ายมาก็อย่าหาว่าเธอใจร้ายก็แล้วกัน

ข้อมูลเบื้องต้น

ว่านหนิงอันแพทย์หญิงที่เก่งที่สุดในยุคสองพันยี่สิบห้า ถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายลอบสังหารตายในห้องแล็บลับ ที่เพิ่งค้นเจอห้วงมิติพิศวง รู้ตัวอีกทีเธอก็มาอยู่ในยุคสมัยที่คล้ายกับสมัยจีนโบราณ ทั้งร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเธอ ชีวิตเจ้าของร่างเดิมช่างน่าสงสารนัก

แม่ตาย พ่อไม่สนใจ ถูกแม่เลี้ยงกลั้นแกล้งจนกลายเป็นคนหูหนวก เป็นใบ้ ตั้งแต่อายุเพียงแค่ห้าขวบ ไม่เพียงไม่ช่วยรักษาให้เธอ ยังนำตัวเธอมาทิ้งไว้ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกลความเจริญ กับสาวใช้คนสนิทของมารดา เติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบาก ยังมาถูกเดนมนุษย์นี้จะกระทำการย่ำยี

เฮ้อ ในเมื่อชีวิตเธอก็จบสิ้นไปแล้ว จากนี้ไปเป็นชีวิตของฉัน ฉันจะใช้ชีวิตในแบบที่ฉันต้องการ ต่างคนต่างอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกับคนพวกนั้น แต่หากคนพวกนั้นคิดจะมาวุ่นวายกับชีวิตฉัน ก็คอยดูกันเถิดว่าฉันจะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อเช่นไร ถึงเวลานั้นทั้งแค้นเก่าแค้นใหม่ ฉันจะจัดการในคราวเดียว

นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรท์เท่านั้น

ชื่อ ตัวละคร สถานที่ ไม่มีอยู่จริง ไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ใด ๆ

เนื้อหาบ้างช่วงบ้างตอนอาจไม่สมเหตุสมผล สร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมาณ.ที่นี่ด้วย

หวังว่าทุกคนจะชื่นชอบผลงานชิ้นนี้ของไรท์ ฝากติดตาม เพิ่มเข้าชั้น คอมเม้นต์พูดคุยเป็นกำลังกับไรท์บ้างนะคะ

สามารถคนเม้นต์แนะนำ ติชมได้ แต่กรุณาอย่ารุนแรงนัก เพราะไรท์เป็นคนอ่อนไหว ขอบคุณค่ะ

นิยายเรื่องนี้ยังคงเปิดอ่านฟรีทุกวันจนจบ แต่จะมีการติดเหรียญล่วงหน้า เป็นค่ากาแฟ ค่ายาปวดหลังให้ไรท์นิดหน่อย

ลงตอนใหม่ทุกวัน วันละ 2 ตอน เวลา 12:00 น. และ 18:00 น.

©สงวนลิขสิทธิ์ และปกหนังสือเล่มนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง ถ่ายภาพ นำไปบันทึกเสียง ถ่ายสำเนา สแกนเนื้อหาหรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีอื่นใด นำส่วนหนึ่ง ส่วนใด ไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น

แพทย์หญิงที่เก่งที่สุด

ตอนที่ 1

แพทย์หญิงที่เก่งที่สุด

ปีสองพันยี่สิบห้า

ห้องทดลองลับบนเกาะที่ไม่มีในแผนที่โลก หญิงสาวในชุดเดรสสั้นสีดำสวมทับด้วยเสื้อคลุมของนักวิจัยสีขาว ผมดำยาวสยาย ใบหน้าสวยได้รูป รูปร่างสูงเพรียว สัดส่วนโค้งเว้าชัดเจน เรียกได้ว่าชายใดเห็น ก็ไม่อาจละสายตาจากเธอได้ กำลังเดินยิ้มรับคำทักทายจากผู้คนในห้องทดลองลับแห่งนี้

“สวัสดีค่ะศาสตราจารย์ว่าน ขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มนุษยชาติของเรานะคะ แล้วก็ยินดีกับผลงานแอนตี้ไวรัลเนียลด้วยนะคะ หากไม่ได้คุณไม่รู้ว่ามวลมนุษยชาติของเราจะผ่านวิกฤติที่เลวร้ายของการแพร่กระจายของเชื้อไวรัลเนียลนี้ได้อย่างไร”

แท้จริงแล้วหญิงสาวผู้นี้มีชื่อว่า ว่านหนิงอัน อายุยี่สิบห้าปี เป็นทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนโบราณ ทั้งยังเป็นนักวิจัยในการคิดค้นยารักษาโรคร้าย ที่ไม่เคยมีใครคิดค้นยารักษาได้มาก่อน เธอจึงได้ขึ้นเป็นทั้งแพทย์และนักวิจัยอันดับหนึ่งของโลก ด้วยอายุเพียงแค่สิบแปดปี

ทำให้เธอได้ครอบครองห้องทดลองที่ใหญ่ที่สุด ได้รับเงินลงทุนจากนายทุนใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกในการสนับสนุน รวมถึงทรัพยากรในการวิจัยที่ใช่เท่าไรก็ได้ตามที่เธอต้องการ เธอตอบกลับหญิงสาวผู้นั้นด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน

“เป็นสิ่งที่ฉันควรทำอยู่แล้วค่ะ คุณเองก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเช่นกัน ไว้เสร็จงานทดลองโปรเจคนี้ฉันจะเพิ่มวันหยุดยาวให้คุณนะวิเวียน”

วิเวียนได้ยินว่าจะได้รับวันหยุดยาว แทนที่เธอจะดีใจ กลับรีบส่ายหน้าบอกปัดผู้เป็นหัวหน้าไป

“ไม่ค่ะ ไม่เอา หยุดยาวไปฉันก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ไม่สู้อยู่ที่ห้องทดลองของเราช่วยคุณดีกว่าค่ะ”

“ฮ่า ฮ่า ได้เช่นนั้นก็ตั้งใจทำงานเข้านะ ฉันคาดหวังผลงานทดลองของเธอในครั้งนี้ เอาล่ะฉันไปห้องทำงานก่อน” วิเวียนรับคำพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะมองตามหลังคนที่เธอนับถืออย่างมีความสุข

ครู่หนึ่งผู้ช่วยของว่านหนิงอัน ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเธอด้วยความดีใจ จนแทบจะหยุดเท้าของตัวเองไม่อยู่พุ่งชนเธอ โชคดีที่เธอเรียนวิชาป้องกันตัวมา จึงเบี่ยงตัวหลบได้ทัน ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งรั้งตัวผู้ช่วยตัวน้อยของตนเองเอาไว้ พร้อมกับส่ายหน้ากับความกระตือรือร้นของผู้ช่วยคนสนิทของเธอ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ นะมี้เอ๋อร์ มีเรื่องอะไรค่อย ๆพูด” มี้เอ๋อร์ทำตามคำพูดผู้เป็นหัวหน้าบอก หายใจเข้าลึก ๆ กระนั้นเธอก็ยังคงตื่นเต้นไม่หยุด ระบายยิ้มกว้าง เอ่ยบอกผู้เป็นหัวหน้าด้วยความดีใจ

“ศาสตราจารย์ว่านคะ ห้องทดลองใหญ่เอห้า ทำการทดลองช่องว่างระหว่างมิติสำเร็จแล้วค่ะ พวกเขาให้ดิฉันรีบมารายงานคุณค่ะ” ว่านหนิงอันได้ยินเช่นนั้นพลันระบายยิ้มกว้างขึ้นมาทันที ก่อนจะตอบกลับมี้เอ๋อร์ไป

“จริงหรือ เช่นนั้นพวกเราไปดูกัน ข่าวนี้จะต้องเป็นข่าวใหญ่ที่สุด จนทำให้โลกสั่นสะเทือนแน่นอน” พูดไปว่านหนิงอันก็สาวเท้าไปยังห้องทดลองเอห้า

ทว่าเธอเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าห้องทดลองเอห้า ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนตัวเธอไม่อาจทรงตัวได้ ร่างกายโงนเงน แสงไฟในห้องพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง พร้อมระบบเตือนภัย

มีผู้บุกรุก มีผู้บุกรุก ขอเชิญนักวิจัยทุกคนเข้าไปหลบที่ห้องนิรภัยโดยด่วน ย้ำ ขอเชิญนักวิจัยทุกคนเข้าไปหลบที่ห้องนิรภัยโดยด่วน จนกว่าจะมีการแจ้งเตือนความปลอดภัย…

ทว่าใครจะไปคาดคิดว่าเพียงแค่สิ้นเสียงเตือนของระบบ ห้องทดลองลับที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินหลายพันเมตร กลับเกิดการระเบิดเสียงดันสนั่น ไม่มีผู้ใดได้ทันได้ก้าวเท้าหนีแม้แต่คนเดียว

ตู้ม!!

ว่านหนิงอันหูอื้อ ก่อนจะเห็นเพียงแสงสว่างวาบและสติของเธอก็ดับลง

ณ.บ้านร้างบนเขาแห่งหนึ่ง

บนเตียงที่ทำจากดิน มีร่างของหญิงสาวร่างบางคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนนั้น เธอกำลังโดนบุรุษหนุ่มกักขฬะผู้หนึ่งที่ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างเหลือเพียงแค่กางเกงขาสั้นสีขาวตัวเดียวเท่านั้น กระทำการลูบไล้และค่อย ๆ ปลดเปลื้องผ้าของเธอออก ด้วยใบหน้าที่หยาบโลน พร้อมกับพูดคำที่หยาบคาย

“นังสารเลว กล้าขัดขืนข้า เป็นแค่เพียงหญิงใบ้หูหนวก โชคดีแค่ไหนแล้วที่ข้าสนใจเจ้า ยังมาทำสำออย แกล้งตายต่อหน้าข้า อย่าฝันว่าเจ้าตายแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เจ้าก็ต้องเป็นของข้า”

ชายผู้นี้ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า หญิงสาวที่ตนเองกำลังกระทำการย่ำยีอยู่นั้น จากใบหน้าที่ไร้สีเลือด ยามนี้ได้มีสีเลือดฝาดขึ้นมา ครู่เดียวดวงตาคู่งามของหญิงสาวผู้นี้ก็พลันเบิกกว้างขึ้น เธอไม่พูดพร่ำใช้เข็มฉีดยาในมือที่ไม่ทราบว่ามาจากที่ใด //

แทงเข้าไปที่ลำคอของชายผู้นั้นเต็มแรง ก่อนจะฉีดยาที่อยู่ด้านในนั้นเข้าไปในตัวชายผู้นั้น ชายผู้นั้นเพียงแค่ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ไม่ทันได้เอ่ยเสียงร้องใด ดวงตาก็ปิดลง ร่างโงนเงนก่อนจะทิ้งตัวไปด้านหลัง ศีรษะฟาดกับผนังห้อง

หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นนั่งด้วยสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เธอหรี่ตากวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณด้วยความมึนงง

ก่อนที่จะพยายามเปล่งเสียงออกมาด้วยความสงสัยว่าที่นี่คือที่ใดกัน กลับต้องตกใจ เมื่อเธอพยายามส่งเสียงเท่าไร ก็ไม่ได้ยินเสียงของตนเอง ทำเอาเธอแทบเสียสติ

เกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่ ทำไมหูฉันถึงไม่ได้ยินเสียงอะไร แล้วที่นี่คือที่ไหน ผู้ชายคนนี้คือใคร เมื่อครู่ไม่ใช่ว่าฉันอยู่ที่ห้องทดลองลับหรอกหรือ…

คิดถึงตรงนี้ จู่ ๆ ภาพความทรงจำของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเธอไม่หยุด ทำเอาเธอถึงกับต้องสูดปากด้วยความปวดหัวอย่างรุนแรงจนแทบอาเจียนออกมา

ภาพความทรงจำนี้เป็นภาพความทรงจำของเด็กสาวที่ชื่อแซ่เดียวกับเธอ เดิมเธอเกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม มีบิดา มารดาที่รักใคร่กลมเกลียว ครอบครัวมีฐานะที่ร่ำรวย บิดาเป็นขุนนาง ครอบครัวที่ดูมีความสุขดีนั้น

จู่ ๆ บิดาของเธอก็พาผู้หญิงอีกคน พร้อมกับเด็กสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอเข้ามาในบ้าน แล้วบอกกับเธอว่านี่คือน้องสาวต่างมารดา ให้เธอดีกับน้องสาวต่างมารดาคนนี้ อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน

เธอรับคำและทำตามคำสั่งของผู้เป็นบิดาอย่างเชื่อฟัง ทว่าทั้งอนุผู้นั้นและน้องสาวต่างมารดา ต่อหน้าบิดาก็ดีกับเธอ ลับหลังบิดาก็รังแกเธอ ทั้งยังทำให้มารดาเธอร้องไห้เสียใจบ่อยครั้ง

ต่อมามารดาของเธอก็ล้มป่วย เพียงแค่ไม่นานก็จากเธอไป หลังจากที่เสียมารดาไป บิดาก็ให้เธอเรียกอนุผู้นั้นว่าแม่ และบอกให้เธอเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านแม่ผู้นี้

ด้วยความเป็นเด็กที่น่ารักและเชื่อฟัง เธอจึงทำตามคำสั่งของมารดาเลี้ยงผู้นั้นอย่างเชื่อฟังทุกอย่าง แต่ไม่ว่าเธอตั้งใจทำดีเท่าไร ก็ไม่เคยได้รับคำชม ทั้งยังชอบทุบตีด่าทอเธอบ่อยครั้งเมื่อเธอทำสิ่งใดพลาด เธอแอบนั่งร้องไห้เสียใจอยู่บ่อยครั้ง โดยมีพี่เลี้ยงคนสนิทของมารดาคอยปลอบใจ

ทั้งยังคอยเรียกร้องสิทธิให้เธอ โดยแจ้งเรื่องที่เธอไม่ได้รับความเป็นธรรมจากมารดาเลี้ยงให้ผู้เป็นบิดาฟัง แต่นอกจากบิดาจะไม่มอบความเป็นธรรมให้กับเธอแล้ว ยังต่อว่าเธอว่าทำตัวไม่ดีไม่เชื่อฟัง ถึงได้ถูกลงโทษเช่นนั้น ไล่ให้เธอกับพี่เลี้ยงไปไกล ๆ อย่าได้มารบกวนเขาอีก

เธอจึงได้แต่ทนใช้ชีวิตไปเช่นนั้น กระทั่งวันหนึ่งเธอเผลอทำของในบ้านแตก จึงถูกมารดาเลี้ยงลงโทษทุบตี แล้วให้ไปนั่งคุกเข่าสำนึกผิดที่ลานบ้าน ในช่วงที่เป็นฤดูฝน เธอนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้น ทั้งหนาว ทั้งหิว จนตัวสั่น พี่เลี้ยงก็ไม่อยู่เพราะลากลับบ้านไปทำธุระ

จึงไม่มีใครคิดจะช่วยเหลือเธอ ทำให้เธอในวัยห้าปีต้องนั่งคุกเข่าตากฝนเช่นนั้นตั้งแต่เย็นจนถึงค่ำ และไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไร ภาพตรงหน้าของเธอก็ดับลง

รู้สึกตัวอีกทีเธอก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย พี่เลี้ยงกลับมาถึงนั่งกอดเธอร้องไห้ด้วยความเสียใจ แต่เธอไม่ได้ยินสิ่งที่พี่เลี้ยงพูด ไม่นานจากนั้นเธอก็ถูกบิดาส่งมาอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล ในหมู่บ้านแห่งนี้

พี่เลี้ยงพยายามใช้ภาษามือกับเธอในการสื่อสาร ที่เข้าใจกันเพียงสองคนเท่านั้น เธอค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบาก โดยการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากพี่เลี้ยง ยามนี้เธอรักพี่เลี้ยงเหมือนญาติคนหนึ่ง ทั้งสองใช้อาชีพเย็บปักในการเลี้ยงชีพ แม้จะได้เงินไม่มาก แต่ก็พอให้คนทั้งสองมีชีวิตรอดได้

กระทั่งวันนี้ก็เกิดเรื่องร้ายกับเธอ เพราะพี่เลี้ยงไปขายของที่ในตัวอำเภอ ไม่ได้ให้เธอไปด้วย เธอที่เคยชินกับหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ยามพี่เลี้ยงไม่อยู่ก็จะทำงานบ้านเพื่อแบ่งเบาภาระของพี่เลี้ยง

ซึ่งวันนี้น้ำในโองที่ใช้ในบ้านเหลือน้อยแล้ว เธอจึงตั้งใจที่จะไปหาบน้ำที่ธารน้ำที่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านที่เธอพักอาศัยมากนัก ในระหว่างที่เธอหาบถังน้ำมาที่ริมธารมีน้ำเหมือนเช่นเคย กลับถูกชายที่อยู่ในห้องกับเธอผู้นี้ฉุดลากตัวเธอขึ้นมาในเขาแห่งนี้ที่มีบ้านร้างอยู่

และคิดจะทำการย่ำยีเธอ เธอจึงพยายามดิ้นรน ยกมือไหว้เพื่อเป็นการร้องขอให้เขาปล่อยเธอไป แต่เหมือนว่าคนผู้นี้จะไม่สนใจคำร้องขอของเธอ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยินยอมแต่โดยดี ชายผู้นั้นก็ลงมือลงไม้กับเธอ ตบตีเธอจนเธอเสียการทรงตัว ล้มหัวฟาดไปชนกับมุมโต๊ะแล้วจากไปด้วยความไม่ยินยอมเช่นนั้น

ดวงตาของว่านหนิงอันแดงก่ำ น้ำตาไหลพราก ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เธอไม่คิดว่าคนคนหนึ่งไม่เคยทำร้ายใคร เป็นเพียงผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง เหตุใดถึงได้มีชะตากรรมที่โหดร้ายเช่นนี้กันนะ

นี่สรุปว่าฉันทะลุมิติมา ทั้งยังมาอยู่ในร่างของเด็กสาวที่ตกระกำลำบากเช่นนี้ สวรรค์ให้โอกาสฉันได้มีชีวิตใหม่ทั้งที ให้ชีวิตที่ดีกว่านี้ให้ฉันไม่ได้หรือไง

แต่ช่างเถิดมีชีวิตได้ก็ดีแล้ว ต่อไปนี้ฉันก็คือว่านหนิงอันคนนี้แล้ว จากนี้ไปฉันจะไม่ยอมให้มีใครมารังแกร่างกายนี้ของฉันได้อีกหากฉันไม่ยินยอม

ส่วนเรื่องล้างแค้นกับชายผู้นี้ฉันจัดการให้เธอได้แน่ ส่วนคนอื่น ๆ หากพวกเขาไม่มาล้ำเส้นฉัน ฉันก็ค้านที่จะสนใจพวกเขา แต่หากพวกเขาล้ำเส้นฉันมาเมื่อไร

เช่นนั้นฉันก็ไม่ถือสาที่จะเอาคืนคนพวกนั้นในส่วนของเธอด้วยเช่นกัน

เป็นดั่งญาติเพียงคนเดียว

ตอนที่ 2

เป็นดังญาติเพียงคนเดียว

หลังจากจัดการกับความรู้สึกของตนเอง และตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตต่อที่มิตินี้ ในร่างนี้ได้แล้ว ว่านหนิงอันก็เตรียมแต่งตัวให้เรียบร้อย ทว่าเธอก็ต้องชะงัก เพราะในมือของเธอได้ถือเข็มฉีดยาเอาไว้

เธอยกเข็มในมือของเธอขึ้นมาดูเพื่อความแน่ใจ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเป็นปม เธอแน่ใจว่าในยุคสมัยนี้ยังไม่มีการทำเข็มฉีดยาแน่นอน อีกทั้งเธอยังจำได้ดีว่านี่คือเข็มฉีดยาที่เธอสั่งทำเฉพาะในศูนย์วิจัยลับของเธอ เช่นนั้นแล้วเข็มฉีดยานี่มาอยู่ในมือของเธอได้อย่างไร

เธอรีบตั้งสติ ควบคุมความดีใจของตนเอง มองซ้ายมองขวา แล้วมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด กระทั่งจู่ ๆ เธอรู้สึกร้อนวาบที่ข้อมือของตนเอง เธอรีบเลิกแขนเสื้อขึ้นเพื่อมองดูข้อมือของตนเอง ซึ่งบนข้อมือของเธอปรากฏรูปดอกโคลเวอร์สีทองสี่แฉก

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เธอใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเธอ รวมถึงสัญลักษณ์ของห้องทดลองลับที่เธอเป็นคนดูแล เธอเพ่งมองสัญลักษณ์ดอกโคลเวอร์สี่แฉกนี้ด้วยความตื่นเต้น

วิ้ง!

เบื้องหน้าของเธอเกิดแสงสว่างจ้า จนเธอต้องหลับตาเพื่อหลบเลี่ยงแสงที่เจิดจ้านี้ ผ่านไปครู่หนึ่งแสงเจิดจ้านั้นก็หายไป ว่านหนิงอันจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วเธอก็ต้องตกตะลึง กับภาพตรงหน้า

ครู่ต่อมาก็ตามมาด้วยความดีใจและลิงโลด เพราะนี่ไม่ใช่ห้องแล็บส่วนตัวของเธออย่างนั้นหรือ แม้จะเล็กกว่าห้องเดิมสักหน่อย แต่ภายในห้องแล็บนี้ก็มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ครบครัน

เตียงผ่าตัด รวมถึงยาปฏิชีวนะ ยาลูกกลอนรักษาโรคต่าง ๆ เช่นนี้เธอยังต้องกลัวอะไรอีก ทั้งโรคหูหนวกที่ร่างนี้เป็นอยู่ หรือแม้แต่การเป็นแพทย์อัจฉริยะอันดับหนึ่งของยุคสมัยนี้

ดังนั้นว่านหนิงอันคิดว่าการเกิดใหม่คราวนี้ก็ไม่ได้แย่เพียงนั้น มาคอยดูกันว่าฉันจะคว้าตำแหน่งแพทย์อัจฉริยะของโลกใบนี้มาได้อย่างไร

ว่านหนิงอันแต่งตัว สางผมแล้วมัดขึ้นใหม่อย่างง่าย ๆ ก่อนจะหยิบยาติดมือมาสองสามชนิด แล้วจึงออกจากช่องว่างระหว่างมิติ หลังจากที่ออกมาด้านนอก

ว่านหนิงอันก็จ้องมองไปที่ร่างของบุรุษชั่วช้าที่สังหารเจ้าของร่างเดิมไม่พอยังคิดจะย่ำยีร่างกายของเธอด้วยสายตาที่ราวกับมองคนที่ตายไปแล้ว

เธอเดินเข้าไปใกล้ร่างของบุรุษผู้นั้น ก่อนจะหยิบเข็มในมือเข็มแรกขึ้นมา

ในเมื่อแกชอบใช้ความเป็นชายรังแกผู้หญิง เช่นนั้นต่อไปก็อย่าให้มันได้มีโอกาสได้ผงาดขึ้นมาทำร้ายคนอื่นได้อีกเลย

คิดในใจเช่นนั้น ว่านหนิงอันก็ฉีดยาเข็มแรกเข้าไปในร่างกายของบุรุษผู้นั้น ก่อนจะยกเข็มต่อไปขึ้นมา

เข็มนี้จะทำให้แกที่ชอบใช้กำลังที่มีทำร้ายผู้อื่น กลายเป็นคนไร้ค่า แม้แต่เรี่ยวแรงจะบี้มดให้ตายก็ยังไม่มี

เข็มที่สองถูกฉีดเข้าไปด้วยความเร็ว ก่อนจะตามมาด้วยเข็มสุดท้าย

ในเมื่อเห็นว่าการเป็นคนหูหนวกเป็นใบ้แล้วจะทำอะไรกับเธอก็ได้ เช่นนั้นแกก็ลองเป็นดูบ้างแล้วกัน จะได้รู้ว่าการเป็นเช่นนี้ใช้ชีวิตได้ยากลำบากเพียงใด

หลังจากที่ฉีดยาเข็มสุดท้ายเข้าไปในร่างกายของบุรุษผู้นั้นเสร็จ ว่านหนิงอันก็ไม่คิดจะสนใจบุรุษผู้นั้นอีก เพราะยามนี้เขาไม่ได้ต่างไปจากคนที่ได้ตายไปแล้ว

ทั้งจากที่ดูเวลาจากแสงของพระอาทิตย์ ว่านหนิงอันก็คาดว่าพี่เลี้ยงใกล้จะกลับมาถึงหมู่บ้านแล้ว เธอจึงรีบสาวเท้าลงจากภูเขา แต่ก็ต้องสะดุดตาเมื่อเห็นว่าบนภูเขาแห่งนี้ มีสมุนไพรที่เกิดตามธรรมชาติขึ้นมากมาย หากมีโอกาสเธอต้องลองขึ้นมาสำรวจสมุนไพรบนภูเขาแห่งนี้ดูหน่อยแล้ว

แต่คงต้องเป็นหลังจากที่เธอรักษาอาการหูหนวกของตัวเองได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งในป่าเขาเช่นนี้

เป็นดั่งคาด ว่านหนิงอันหาบน้ำเข้าบ้านได้เพียงไม่เท่าไร พี่เลี้ยงก็กลับมาถึงบ้านแล้ว และทันทีที่เห็นว่านางหาบน้ำเข้าบ้าน พี่เลี้ยงก็รีบวิ่งเข้าบ้านไปวางข้าวของแล้วเข้ามารับถังน้ำจากมือเธอด้วยความร้อนใจ

ก่อนจะทำสัญญาณมือที่เข้าใจกันเพียงสองคน พร้อมกับพูดกับเธอด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนว่า

“คุณหนูบ่าวบอกกี่ครั้งแล้วเจ้าคะ ว่าอย่าทำงานหนักเช่นนี้ คุณหนูเพียงแค่ช่วยเหลืองานในบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็พอแล้วเจ้าค่ะ”

ว่านหนิงอันสัมผัสได้ถึงความรักความเอาใจใส่จากพี่เลี้ยงนามว่า เลี่ยงฟาง ที่ปีนี้อายุสามสิบห้าปี ผู้นี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้เธอนึกย้อนไปถึงมารดาของตนเองในชาติภพก่อน ที่ก็เลี้ยงดูเธอมาเพียงลำพัง

เพราะบิดามาด่วนจากไปเสียก่อน ทว่ามารดาของเธอเองก็ไม่ได้อยู่กับเธอจนถึงวันที่เธอประสบความสำเร็จ เพราะท่านก็จากไปด้วยอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเช่นกัน

ทำให้หลายปีที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ไม่มีครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือแฟน มีเพียงงานกับเพื่อนร่วมงานเท่านั้น กระนั้นเธอก็ชอบหมกมุ่นอยู่แต่กับงานทดลอง จึงทำให้ไม่สนิทกับคนในศูนย์วิจัยมากนัก

วันนี้ได้รับความรักความอบอุ่นกลับมาอีกครั้ง เธอรู้สึกหวงแหนความอบอุ่นนี้ขึ้นมาทันที ว่านหนิงอันระบายยิ้มหวาน แย่งถังน้ำคืน แล้วเทใส่โอ่งจนหมด ก่อนจะทำสัญญาณมือเพื่อสื่อสารกับพี่เลี่ยงฟางของตน

ข้าไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอันใดเจ้าค่ะ งานเพียงเท่านี้ ให้ข้าได้แบ่งเบาท่านเถิด ท่านเองก็เหน็ดเหนื่อยมากแล้ว

ทำสัญญาณมือสื่อสารมาถึงตรงนี้ ว่านหนิงอันก็จูงมือพี่เลี่ยงฟางเดินกลับเข้าไปในห้องโถง ให้นางนั่งลงแล้วรินน้ำให้นาง ก่อนจะทำสัญญาณมือบอกนางอีกว่า

ท่านดื่มน้ำสักหน่อยเถิด เดินทางไปขายของในเมืองคงไม่ได้ทานอะไรเลย คงหิวมากแล้ว

เลี่ยงฟางเห็นว่าคุณหนูเป็นห่วงเป็นใยตน ดวงตาทั้งสองข้างพลันร้อนผ่าวด้วยความตื้นตันใจระคนเสียใจ ที่คุณหนูของตนดีเพียงนี้ กลับถูกบิดาทอดทิ้งเช่นนี้ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ นางยกน้ำขึ้นดื่มจนหมดแก้ว ก่อนจะทำสัญญาณมือสื่อสารกับคุณหนูของตนพร้อมกับพูดออกมาด้วยความเคยชิน

“บ่าวไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ ได้พักสักหน่อยก็หายดีแล้ว ขอบคุณคุณหนูที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ มานี่เถิดเจ้าค่ะคุณหนู ท่านนั่งลงก่อน” เมื่อเห็นว่าว่านหนิงอันนั่งลงอย่างเชื่อฟัง เลี่ยงฟางก็หยิบข้าวของออกมาจากในตระกร้าสานที่ตนสะพายมาเมื่อครู่

นางหยิบของออกมา พร้อมกับทำท่าทางสื่อสารให้ว่านหนิงอันเข้าใจ

“นี่ บ่าวซื้อขนมกุ้ยฮวาที่คุณหนูชอบกลับมาฝากคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ แล้วก็ยังมีนี่ ผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนที่คุณหนูชอบ ไม่ได้เย็บชุดใหม่ให้คุณหนูหลายเดือนแล้ว บ่าวจะตัดเย็บชุดใหม่ให้เหมาะกับอากาศร้อนช่วงนี้ให้คุณหนูนะเจ้าคะ”

ว่านหนิงอันรับขนมกุ้ยฮวามาพร้อมรอยยิ้ม นางหยิบออกมาหนึ่งชิ้นยื่นให้เลี่ยงฟาง แล้วหยิบอีกชิ้นขึ้นมาให้ตนเอง เลี่ยงฟางทำท่าทางที่จะปฏิเสธ แต่ก็ถูกว่านหนิงอันทำท่าทางตัดคำพูดของนางเสียก่อนว่า

หากท่านไม่ยอมทาน ข้าก็จะไม่ทานเช่นกัน พวกเราอยู่ด้วยกันมานานเพียงนี้ มีกันเพียงแค่สองคน แต่ก่อนข้าอาจไม่ค่อยรู้ความมากนัก แต่ต่อไปนี้ ข้าทานอะไร ท่านก็ต้องได้ทานด้วย เข้าใจหรือไม่

น้ำตาของเลี่ยงฟางไหลพราก นางเป็นบ่าวที่ขายชีวิตให้กับตระกูลว่านแล้ว ไม่เคยคิดว่าตนจะได้รับการยอมรับจากผู้เป็นนายมากเพียงนี้ นางรีบเช็ดน้ำตา ก่อนจะทำท่าทางตอบว่านหนิงอันว่า

“ได้ข้ากิน ข้ากินแล้ว ขอบคุณคุณหนูเจ้าค่ะ”

ทำท่าทางเสร็จนางก็หยิบขนมเข้าปาก ว่านหนิงอันจึงได้หยิบขนมเข้าปากเช่นกัน นับว่าขนมกุ้ยฮวาร้านนี้มีรสชาติดีไม่น้อย ไม่รู้ว่าต้องเสียเงินไปมากเพียงใด สายตาของว่านหนิงอันยังจับจ้องไปที่เสื้อผ้าของเลี่ยงฟาง

ที่เก่าขาดจนแทบจะไม่มีส่วนใดไม่มีรอยเย็บ ทำให้นางตัดสินใจได้ว่า ตนจะต้องรีบรักษาตัวเองให้หายให้เร็วที่สุด จะได้ทำให้ชีวิตของตนเองและพี่เลี่ยงฟางดีขึ้น ทั้งยังต้องทำยาบำรุงพี่เลี่ยงฟาง ที่ทำงานหนัก ทั้งยังอดมื้อกินมื้อเพื่อให้เจ้าของร่างเดิมได้กินอิ่ม จนร่างกายซูบผอมจากความทรงจำเดิมในวันที่มาถึงที่นี่เป็นวันแรกอีกด้วย

หายดีแล้ว

ตอนที่ 3

หายดีแล้ว

ช่วงสาย ๆ ของวันต่อมา มีข่าวว่าต่งต้าบุตรชายอันธพาลของบ้านต่งหายตัวไปหนึ่งวันเต็ม ๆ ตั้งแต่ช่วงเช้าของเมื่อวาน ทำให้ต่งเหล่ยและจีฮวาผู้เป็นบิดา มารดาร้อนใจ

เหล่าชาวบ้านไม่มีใครอยากใส่ใจมากนัก เพราะเขาชอบทำร้ายลูกหลานของตน ผู้ใหญ่บ้านเองก็จนใจ จึงรวบรวมคนในหมู่บ้านช่วยกันออกตามหา สุดท้ายมีคนไปพบเขาอยู่ที่บ้านร้างบนเชิงเขา

แต่สภาพที่เจอนั้นไม่รู้ว่าควรพูดว่าอย่างไรดี เขาอยู่ในสภาพที่เหลือเพียงกางเกงตัวในเพียงตัวเดียว ร่างกายของเขาไม่มีบาดแผล แต่แขนขากับไร้เรี่ยวแรง พูดไม่ได้ และเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้คนพูดคุยกับเขา

เขาได้กลายเป็นคนไร้ค่าอย่างแท้จริง จีฮวาทำได้แต่ร้องห่มร้องไห้โวยวายสาปแช่งคนที่ทำให้ลูกชายตนเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านหลายคนแอบสะใจที่ต่งต้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถือว่าเวรกรรมสนองเขาแล้ว เพราะลูกชายของหลาย ๆ คนในหมู่บ้านก็ถูกเขาซ้อมจนมีสภาพแทบดูไม่ได้เช่นนี้ไปหลายคน

จีฮวาร้องโวยวายจะหาตัวคนผิด แต่สุดท้ายก็จนใจที่จะตามหาคนร้าย จึงทำได้แต่พาร่างบุตรชายของตนกลับไปรักษาที่บ้านทั้งน้ำตา เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่พูดคุยกันหลายวัน

ว่านหนิงอันไม่ได้รับรู้ข่าวคราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเลย นางพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนเจ้าของร่างเดิม ช่วยเลี่ยงฟางปักผ้าตามความสามารถของเจ้าของร่างเดิม ตกกลางคืนก็จะแอบเข้าไปในช่องว่างระหว่างมิติ เพื่อทำการรักษาอาการป่วยของร่างกายตนเอง พร้อมกับปรุงยาบำรุงร่างกายเลี่ยงฟาง

ว่านหนิงอันใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่เช่นนั้นถึงสองเดือนเต็ม ในที่สุดคืนนี้ก็มาถึง หลังจากทำการฝังเข็มครั้งนี้นางก็จะกลับมาได้ยินเช่นคนปกติแล้ว

ตลอดสองเดือนมานี่นอกจากรักษาอาการป่วยของตนเองแล้ว ว่านหนิงอันยังฝึกฝนร่างกายตัวเองพร้อมกับฝึกยุทธให้มีร่างกายแข็งแรงขึ้น เพื่อให้พร้อมรับกลับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าอีกด้วย

เรื่องฝึกยุทธนี้ต้องบอกว่านับว่าโชคดีที่ชาติภพที่แล้วของนาง ด้วยความสามารถที่มากล้นทางการแพทย์ของนาง ทำให้ไปเข้าตาเหล่าคนในโลกจอมยุทธ ที่อาศัยอยู่ในมิติคู่ขนานกับโลกธรรมดา

เหล่าจอมยุทธได้เชิญนางเข้าไปรักษาอาการป่วยให้ผู้คนที่โลกจอมยุทธ ซึ่งเป็นอาการป่วยที่ทางแพทย์แผนโบราณไม่สามารถรักษาได้ เพราะในตอนนั้นแพทย์ที่มีความสามารถมากที่สุด ซึ่งเขาได้เรียนรู้ศาสตร์การฝังเข็มขั้นสูงกับบรรพจารย์ผู้คิดค้นการฝังเข็มกำลังอยู่ในช่วงกักตัวฝึกฝน จึงไม่มีใครรู้ว่าเขากักตัวอยู่ที่ใด

โชคดีที่สุดของนางก็คือ หลังจากที่นางรักษาอาการป่วยของคนในโลกจอมยุทธแล้ว แพทย์แผนโบราณที่เก่งที่สุด ก็ออกจากการกักตัวพอดี ทั้งได้รับรู้เรื่องของนาง จึงได้รับนางเป็นศิษย์

อาจารย์ผู้นี้เห็นในความสามารถของนาง จึงได้สอนให้นางได้เรียนรู้ทุกอย่างไปจากตน ทั้งปรุงยารักษาโรคต่าง ๆ เป็นเหตุให้นางได้เรียนการฝึกยุทธเบื้องต้น เพราะจำเป็นต้องใช้ในการฝังเข็ม ทั้งยังสามารถเอาไว้ป้องกันตัวได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้นางจึงได้เป็นยอดอัจฉริยะที่เก่งทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนโบราณ

ว่านหนิงอันใช้เวลาอยู่ในช่องว่างระหว่างมิติของตนเองจนเช้า ทันทีที่ออกมานางก็เดินไปเปิดประตูห้อง ทอดสายตายาวออกไปไกล หลับตาฟังเสียงนก เสียงลม พร้อมกับสูดลมหายใจ เอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง

กระทั่งเลี่ยงฟางที่กำลังเตรียมทำอาหารเช้า เห็นนางยืนหลับตาเช่นนั้นคิดว่านางยังง่วงอยู่ จึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับแตะแขนของนาง ก่อนจะระบายยิ้มทำท่าทางประกอบกับพูดกับนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า

“คุณหนูหากท่านยังรู้สึกง่วงนอนอยู่ ก็กลับเข้าไปนอนอีกหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ไว้ข้าทำอาหารเช้าเสร็จแล้วจะไปปลุกท่านเอง” ว่านหนิงอันรับรู้ได้ถึงความห่วงใยของเลี่ยงฟาง จากสายตา ท่าทางและเสียงพูดที่อ่อนโยน นางระบายยิ้มหวาน ก่อนจะเปล่งเสียงหวานตอบกลับเลี่ยงฟางไป

“ข้าไม่ง่วงแล้ว เพียงแค่หลับตาฟังเสียงนกเท่านั้น”

ตุบ!

ทันทีที่ได้ยินเสียงหวานของว่านหนิงอันตะหลิวที่อยู่ในมือของเลี่ยงฟางก็หล่นออกจากมือด้วยความตกใจทันที ดวงตาของนางรื้นด้วยหยาดน้ำตา

จ้องมองใบหน้าของว่านหนิงอันไม่ขยับ ก่อนจะยกมือที่สั่นเทาของตนเองขึ้นมา แล้วเปล่งเสียงที่สั่นเครือของตนถามว่านหนิงอันอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ฟังผิด

“คะ…คุณหนู…ท่าน..ท่าน” ว่านหนิงอันรู้ดีว่าเลี่ยงฟางดีใจมากเพียงใด นางจึงพยักหน้าพร้อมกับเอ่ยพูดกับเลี่ยงฟางอีกครั้งก่อนที่เลี่ยงฟางจะพูดจบ

“ใช่ ข้าหายดีแล้ว ข้ากลับมาได้ยินทุกอย่างแล้วก็สามารถพูดได้ด้วย”

“ฮือ…คุณหนูของบ่าว…” ได้ยินเช่นนั้นเลี่ยงฟางก็ไม่สนใจอันใดอีกแล้ว โผล่เข้ากอดว่านหนิงอันแน่นด้วยความดีใจ พร้อมกับปล่อยเสียงร้องไห้โฮราวกับเด็กน้อย ปากก็ยังคงพร่ำด้วยความดีใจไม่หยุดว่า

“คุณหนูของบ่าวหายดีแล้ว คุณหนูของบ่าวกลับมาได้ยินและพูดได้เหมือนคนอื่นแล้ว ดียิ่งนัก ดียิ่งนักเจ้าค่ะ” ว่านหนิงอันกอดนางกลับ พร้อมกับลูบหลังของนางเพื่อเป็นการปลอบโยน

“ใช่ ข้าหายดีแล้ว ที่ผ่านมาลำบาก น้าเลี่ยงฟางแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะดูแลท่านเอง”

ยิ่งได้ยินเสียงคุณหนูของตนเลี่ยงฟางก็ยิ่งแผดเสียงร้องไห้ดังขึ้น ว่านหนิงอันปล่อยให้นางร้องไห้เช่นนั้น เพื่อจะได้ระบายความรู้สึกที่นางอดกลั้นมาโดยตลอด นางจะได้สบายตัว

ผ่านไปครู่หนึ่งเลี่ยงฟางจึงได้ตั้งสติตนเองได้ ว่านหนิงอันกลัวว่าเลี่ยงฟางจะดีใจจนเกินไป จนเป็นลมจึงได้จูงมือของนางไปนั่งที่เก้าอี้หน้าห้องครัว

แล้วเทน้ำยื่นให้นาง เลี่ยงฟางดื่มน้ำลงไปแล้ว อารมณ์จึงค่อย ๆเย็นลง แต่ดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตาของนางยังคงจ้องมองว่านหนิงอันไม่กะพริบ เป็นว่านหนิงอันที่เอ่ยถามก่อนด้วยความเป็นห่วง

“เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่”

“บะ..บ่าวไม่ได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ เพียงแค่ดีใจที่คุณหนูหายดีแล้ว หากบ่าวต้องตายไปบ่าวก็มีหน้าไปพบฮูหยินได้แล้วเจ้าค่ะ” พูดจบน้ำตาของเลี่ยงฟางก็ไหลพรากลงมาอีกระลอก

“ไม่เอาไม่พูดเรื่องตาย ท่านต้องอยู่กับข้าไปนาน ๆ ท่านเป็นญาติเพียงคนเดียวที่ข้าเหลืออยู่แล้วนะ ท่านต้องอยู่เสวยสุขกับข้าไปให้ถึงร้อยปีเสียก่อน ค่อยไปพบท่านแม่ข้า ได้หรือไม่”

“เจ้าค่ะ บ่าวจะอยู่กับคุณหนู”

“ดีมาก แล้วต่อไปก็ไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณหนู และไม่ต้องแทนตัวเองว่าบ่าวแล้วนะเจ้าคะ ต่อไปข้าจะเรียกท่านว่าท่านน้า เหมือนเคย ท่านก็เรียกเพียงแค่ชื่อข้าก็พอ ต่อไปนี้ไม่มีนายมีบ่าวอีกแล้ว เราสองคนจะเป็นญาติให้กันและกันเข้าใจหรือไม่เจ้าคะ”

“ระ…เรื่องนี้ มะ..”

“ห้ามปฏิเสธข้าเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะเสียใจมาก และจะคิดว่าท่านไม่อยากเป็นญาติกับข้า” เลี่ยงฟางเห็นท่าทางน้อยอกน้อยใจของคุณหนูของตน สุดท้ายจึงใจอ่อน ยอมทำตามผู้เป็นนาย แต่ด้วยความไม่เคยชิน จึงประหม่าที่จะเรียกชื่อผู้เป็นนายฮ่วนๆ

“ก็ได้เจ้าคะ นะ…หนิง..อันอัน” ว่านหนิงอันได้ยินเช่นนั้นพลันระบายยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นกุมมือของเลี่ยงฟางเอาไว้ แล้วตอบกลับเสียงหวาน

“เจ้าค่ะท่านน้าฟาง”

ทั้งสองคนผลัดกันเรียกกันไปมาเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เลี่ยงฟางก็คิดขึ้นมาได้ว่าตนมัวแต่ดีใจจนลืมถามว่าคุณหนูของตนหายจากอาการป่วยนี้ได้อย่างไร จึงเอ่ยถามว่านหนิงอันด้วยความสงสัย

“คุณหนู…เอ่อไม่สิอันอันเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าถึงได้หายจากอาการป่วยนี้ได้”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...