โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

วัสดุเหลือใช้ + นวัตกรรม = งานศิลป์ ส่วนผสมที่ลงตัวของหรูหรา VS ยั่งยืน ผ่าน จารุพัชร อาชวะสมิต แห่ง Ausara Surface & Textile

TERRABKK

เผยแพร่ 10 มี.ค. 2568 เวลา 04.04 น. • TERRABKK
วัสดุเหลือใช้ + นวัตกรรม = งานศิลป์ ส่วนผสมที่ลงตัวของหรูหรา VS ยั่งยืน ผ่าน จารุพัชร อาชวะสมิต แห่ง Ausara Surface & Textile

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ‘ความหรูหรา’ ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยราคาหรือแบรนด์อีกต่อไป หากแต่เป็นเรื่องของความตระหนักรู้ ความยั่งยืน และการสะท้อนตัวตนผ่านวัสดุที่เราต่างเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน

นี่คือยุคสมัยแห่งการนิยามความหรูหราขึ้นมาใหม่ ยุคที่ความงามและจิตสำนึก สามารถเดินทางเคียงคู่กันไปด้วย สำรวจบนิยามใหม่ของ ‘ความหรูหรา’ และ ‘ความยั่งยืน’ ในโลกแห่งศิลปะและการออกแบบ ผ่านมุมมองของ “ปุ๊ก” จารุพัชร อาชวะสมิต ศิลปินและผู้ก่อตั้ง Ausara Surface & Textile แบรนด์สิ่งทอที่มีจุดเด่นจากการใช้โลหะและวัสดุเหลือใช้ มาผสมผสานกับนวัตกรรม สร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานศิลปะอันคาดไม่ถึง

ปัจจุบัน Ausara เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีคิวจัดแสดงผลงานในต่างประเทศตลอดทั้งปี มีโอกาสร่วมงานกับช็อป Cartier และอีกหลากหลายแบรนด์ระดับโลก รวมถึงในโรงแรมห้าดาวทั่วโลก

‘คืนชีพขยะ’ สู่ ‘งานศิลปะ’ สร้างคุณค่า Ausara เป็นเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลกที่สร้างสรรค์สิ่งทอจากเศษโลหะและวัสดุเหลือใช้ต่างๆ นำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่การตกแต่งภายใน ด้วยแนวคิดของแบรนด์มาสอดคล้องกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อตลาดลักซ์ชัวรี ที่เน้นการผสมผสานความงาม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

“เหตุผลที่ตั้งชื่อแบรนด์ว่า Ausara ที่แปลว่า ‘พระอาทิตย์’ เพราะเราใช้ความร้อนในการทำงาน โลหะต้องใช้ความร้อนในการเปลี่ยนรูปฟอร์มและทำสี ความร้อนจึงเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานของเรา เราเริ่มต้นจากความเป็น Craft and Technology ก่อนจะมาถึงจุดเปลี่ยนในช่วงโควิด-19 ระหว่างเดินเล่นริมชายหาด เราเห็นคลื่นซัดเศษขยะพลาสติกเข้าหาฝั่ง เหมือนธรรมชาติไม่ต้องการขยะเหล่านั้นเช่นกัน มันจึงกลายเป็นแรงจูงใจให้เราอยากขับเคลื่อนเรื่องศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ ทำอย่างไรให้สิ่งของไร้ค่ากลายเป็นความลักซ์ชัวรีและศิลปะที่มีคุณค่า นี่คือจุดเปลี่ยนของนิยามความเป็น Ausara ในปัจจุบัน”

ทุกวันนี้ Ausara จึงเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการผสมผสานงานคราฟต์เข้ากับนวัตกรรมได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยวัสดุเหลือใช้ที่ผู้คนคาดเดาไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วจุดเริ่มต้นของมันคืออะไรกันแน่ อาทิการใช้เศษโลหะจากโรงงาน, เศษหนัง, เศษหลอดยาสีฟ้า, ทำให้ผลงานของ Ausara มีเสน่ห์เฉพาะตัวและสะท้อนถึงความหรูหราที่แฝงไปด้วยความยั่งยืน

“เราต้องการให้คนหันกลับมามองแล้วตั้งคำถามกับตัวเอง ตั้งคำถามกับพฤติกรรมการบริโภคและในการใช้สิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากโลหะซึ่งเป็นวัสดุที่นำมารีไซเคิลได้ไม่รู้จบ เราใช้เส้นใยโลหะที่เล็กมากๆ ทอขึ้นมาเป็นผ้า มันก็จะมีความเป็นผ้าและความเป็นโลหะอยู่ในชิ้นงานเดียวกัน หลายคนซื้อไปติดตั้งที่บ้านหรือโรงแรม อย่างโรงแรมเครือ Marriott และ Amman รวมถึงคอนโดฯ เครือ Ashton และโรงแรมหรูหลายแห่งในเมืองไทย เพราะงานของเราสะท้อนความหรูหราและความยั่งยืน

“นี่คือธรรมชาติของ Ausara เราสามารถทำให้ขยะและวัสดุเหลือใช้ ผู้คนสามารถจดจำผลงานของเราได้ว่า ถ้าเป็นผ้าที่ทำจากโลหะหรือเป็นประติมากรรมที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ นั่นคือผลงานของ Ausara”

เทรนด์การออกแบบแห่งอนาคต ในโลกของลักซ์ชัวรี

ลองนึกภาพกำแพงและเพดานที่ตกแต่งด้วย Ausara Surface & Textile แบรนด์สิ่งทอสัญชาติไทย ที่ประยุกต์ใช้โลหะและวัสดุเหลือใช้ ตั้งตระหง่านภายในช็อปหรูของ Cartier และอีกหลายแบรนด์ลักซ์ชัวรีระดับโลก นี่คือส่วนหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้แบรนด์ Ausara กลายเป็นภาพจำ รวมไปถึงเข้าร่วมโปรเจ็กต์ Art in Resonance ในฐานะศิลปินในพำนักของโรงแรมเพนนินซูลาเมื่อปีที่ผ่านมา

“กระบวนการทำงานของเราเป็น Slow Process เพราะเราต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่อยู่ได้นาน ไม่ได้จบลงแค่ฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง เราจึงให้ความสำคัญกับ R&D (Research and Development) เลือกใช้วัสดุที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้พบเห็น ที่ครั้งหนึ่งมันอาจเคยเป็น ‘ขยะ’ แต่ศิลปะสามารถนำพามันไปสู่ความหรูหรา อย่างในคอนโดมิเนียมและเครือโรงแรมหลายๆ แห่งทั่วโลก”

ที่ผ่านมาจารุพัชรได้พาผลงานของ Ausara ไปจัดแสดงนิทรรศการยังพิพิธภัณฑ์และงานแสดงต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ IOTA (The Indian Ocean Craft Triennial) งานที่รวมศิลปิน นักประดิษฐ์ และหัตถกรรมจากรอบมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ สามปี หรืองาน ICAD Indonesian Contemporary Art & Design จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นงานที่นำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการทำให้กลับมามีชีวิตที่ 2 ที่คุณจำไม่ได้ว่ามันเคยเป็นขยะมาก่อน”

“เราพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Unexpected and Unconventional” คือคุณจะคาดเดาไม่ได้เลยว่า ผลงานชิ้นนี้เคยเป็นโลหะหรือวัสดุเหลือใช้มาก่อน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นี่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานของเรา ในอนาคตเราจะเน้นเรื่องของ ‘Bio’ มากขึ้น คือสิ่งของที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ สามารถเติบโตได้ เรากำลังพูดถึงบ้านที่ซ่อมแซมผนังของตัวเองได้ด้วยกระบวนการทางชีวภาพ นี่คือเทรนด์การออกแบบและนวัตกรรมแห่งอนาคต เพราะเรากำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่วัสดุซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองได้ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ”

นิยามใหม่ของความหรูหราและความยั่งยืนแห่งอนาคต อาจถูกกำหนดโดยความสามารถของศิลปินในการสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ใช้งานได้จริง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของต่างๆ ยืดอายุการใช้งาน และสะท้อนถึงรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างดี

เจาะมุมมองคนรุ่นใหม่ : เมื่อ ‘ความหรูหรา’ มาพร้อม ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อโลก

เมื่อมาถึงการสำรวจของความหรูหราในยุคนี้ อาจไม่ได้หมายถึงการครอบครองไอเท็มมูลค่าสูง แต่หมายถึงการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยคุณค่าและความหมาย ซึ่งจารุพัชรแสดงทัศนะเอาไว้วว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ การเรียนรู้ และการเติบโตส่วนบุคคลมากกว่า พวกเขามองหาคุณค่าที่แท้จริงในสิ่งที่เลือกใช้ ซึ่งคุณค่าต้องมาพร้อมความยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือนิยามใหม่ของความหรูหราแห่งอนาคต

“นิยามของความหรูหราเปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ ในปัจจุบัน เมื่อก่อนเราอาจจะเคยชินกับคำว่า ‘ความหรูหรา’ ต้องมาพร้อมคำว่า ‘ฟุ่มเฟือย’ แต่ตอนนี้ความหรูหรามาพร้อมกับความสะดวก มีเวลาว่างมากขึ้น และความสบายส่วนบุคคล ซึ่งนวัตกรรมจะนำพาเราไปสู่ความลักซ์ชัวรีในชีวิต เพราะคนรุ่นใหม่เกิดมาในยุคของการเปลี่ยนผ่าน พวกเขามีความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมโดยอัตโนมัติ”

“เด็กรุ่นใหม่หลายคนในยุโรปเป็นชาววีแกน เพราะกระบวนการผลิตเนื้อวัวสร้าง Carbon Footprint สูงมาก ดังนั้นนิยามความหรูหราในโลกยุคใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่ Super Brand อีกต่อไป แต่ความหรูหราต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อสังคม มันฝังอยู่ใน DNA ของพวกเขาไปแล้ว”

ในโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการบริโภคจนเกินพอดี กุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนเทรนด์ลักซ์ชัวรี่แห่งอนาคต คือการสนับสนุนแบรนด์ที่มีจริยธรรม การลงทุนกับสิ่งของที่มีคุณภาพ และสามารถใช้งานได้ยาวนาน นี่คือความคุ้มค่าทั้งในแง่ของสุนทรียภาพและความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้

“ในฐานะศิลปินเราตั้งคำถามว่า ความลักซ์ชัวรีอยู่บนวิถี Sustainability ได้หรือไม่ เพราะความหรูหราไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา แต่ความหรูหราต้องมาพร้อมสมดุลระหว่าง ‘ปัญญา’ และ ‘เทคโนโลยี’ ทั้งสองอย่างนี้จะให้นิยามใหม่ของความหรูหราในแบบที่เบียดเบียนโลกน้อยที่สุด”

ไม่เพียงเท่านั้น จารุพัชรยังมองเห็นความสำคัญของความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงระดับครอบครัว โดยเชื่อว่าหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คือการเลือกอย่างชาญฉลาด ด้วยการสนับสนุนการให้ความรู้และให้ผู้คนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“นโยบายของรัฐมีความสำคัญอย่างมาก รัฐสามารถสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายต่าง ๆ ที่ช่วยให้คนสนใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ถ้ารัฐตั้งกฎเกณฑ์ออกมาบังคับใช้ก็จะสามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง

“เพราะเราไม่สามารถบังคับใครให้ทำอะไรได้ แต่เราสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนฉุกคิดถึงประเด็นนี้และลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยความเต็มใจ”

“เหมือนที่ Ausara พยายามทำให้เห็นว่า ขยะกลายเป็นของล้ำค่าได้ ทุกๆ วัสดุล้วนมีชีวิตที่สอง, สาม, สี่, ห้า ได้เสมอ หากเราให้โอกาสให้มันได้กลับมาใช้งานอีกครั้ง เมื่อพวกเขามองเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ มันจะไม่ใช่ขยะอีกต่อไป เมื่อมันอยู่ถูกที่และเมื่อคนเห็นคุณค่าของมัน”

ขอบคุณภาพประกอบ : ขอบคุณภาพ : IG ausarasurface

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...