โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดรายละเอียด “สมุดปกขาว” กกร.ยื่นเสนอนายกฯ 4 เรื่องด่วน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ต.ค. 2567 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2567 เวลา 10.49 น.

เปิดรายละเอียด "สมุดปกขาว" คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยื่นข้อเสนอนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 4 เรื่อง แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย

วันที่ 28 ตุลาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย นำคณะฯ เข้าหารือ พร้อมมอบสมุดปกขาวข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดยในสมุดปกขาวมีข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายและปัญหาหลากหลายมิติ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ระดมความเห็นจากภาคธุรกิจในสาขาต่าง ๆ และจัดทำเป็นสมุดปกขาวข้อเสนอทางเศรษฐกิจเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลในการพิจารณาดำเนินการทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว

โดยมีประเด็นข้อเสนอเป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.) การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 2.) การช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 3.) การบริหารจัดการน้ำ และ 4.) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนี้

1. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กระทบการส่งออกในภาคเกษตรและการผลิต หนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมยังพึ่งพาการผลิตต้นทุนต่ำ ขาดนวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงานยังไม่ทันต่อความต้องการ

ข้อเสนอระยะเร่งด่วน ได้แก่

1.1 มาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการ ทั้งการควบคุมราคาสินค้าพื้นฐานและบริการที่จำเป็น การตรึงราคาค่าไฟฟ้า น้ำมันดีเซล เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการและลดภาระของประชาชน รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยเอกชนขอให้เป็นไปตามกลไกคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) และการแก้ไขปัญหาหนี้ โดยเฉพาะหนี้เสียจากสินเชื่อรถยนต์ (กระบะ) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน จำเป็นต้องมีมาตรการผ่อนผันเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนให้สามารถกลับมาประกอบกิจการได้

1.2 การลดราคาพลังงานและปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ตลอดจนผลักดันให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงาน (กรอ.พลังงาน)

1.3 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแยกวิธีการให้เหมาะสมและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ (1) มุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจไปยังกลุ่มเปราะบางเป็นสิ่งเร่งด่วนก่อน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว (2) ประชาชนกลุ่มที่ยังพอมีกำลังซื้อ สามารถดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะโครงการคูณสองเพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมาก (3) สำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สามารถออกมาตรการดึงการจับจ่ายใช้สอยให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น เช่น มาตรการ Easy e-Receipt และมาตรการทางภาษีอื่น ๆ โดยรัฐไม่ต้องใช้งบประมาณ

1.4 กระจายงบประมาณไปยังภูมิภาคอย่างทั่วถึง กระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งใช้จ่ายงบประมาณตามแผนงานโครงการที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นส่วนเสริมให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

ข้อเสนอระยะกลาง ได้แก่

1.5 การหาแนวทางผันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบ โดยพิจารณา incentive จูงใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งรัฐและเอกชนให้ธุรกิจมีตัวตนในระบบ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ในระบบได้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ Rule of law และการบังคับใช้กฎหมาย

1.6 มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนทั้งในระบบและนอกระบบควบคู่กันอย่างเหมาะสม โดยมี pathway ของการลดลงของหนี้ที่ชัดเจน

2. การช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งปัจจุบัน SMEs ยังประสบปัญหาในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ตลอดจนขาดการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและผลิตภัณฑ์

ข้อเสนอระยะเร่งด่วน ได้แก่

2.1 การเร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ โดยการศึกษาผลกระทบของสินค้าที่ทะลักเข้ามาในประเทศอย่างจริงจัง การใช้ Data Driven ส่งเสริมสินค้าไทยผ่าน Platform E-Commerce ควบคู่ไปกับการผลักดันสินค้าไทยออกไปในต่างประเทศ การจัด Priority สินค้าบางประเภทของไทยที่จำเป็นต้องมีมาตรการปกป้องและใช้เป็นมาตรฐานอย่างเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ การเพิ่มมาตรการด้านการลงทุนโดยเน้นใช้ Local Content ให้มากที่สุด ตลอดจนมีมาตรการควบคุมระบบชำระเงิน Payment ต่างชาติให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ภายใต้การกำกับ

2.2 สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ และกองทุนต่าง ๆ ทั้ง สสว. บสย. และธนาคารแห่งประเทศไทย

2.3 การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME ได้แก่

1.) มาตรการทางการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SME ทั้งกลุ่มที่มีปัญหาเครดิตบูโรและอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ โดยควรจัดสรรวงเงินเฉพาะเพื่อช่วยเหลือเพื่อประคองธุรกิจ และการผ่อนปรนเงื่อนไขการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ สำหรับกลุ่มที่สามารถดำเนินกิจการได้ปกติ รัฐบาลควรมีมาตรการสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำ ปรับเพิ่มระยะเวลาการผ่อนเป็นทางเลือก และการปรับลดค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ

2.) มาตรการส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการสู่ Smart SME เช่น จัดตั้งกองทุนเพิ่มผลิตภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การจัดหาตลาดรองรับสินค้านวัตกรรม การจัด Event แสดงสินค้าไทยในต่างประเทศ สนับสนุนเงินทุนสำหรับการขอการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมแก่ SME

3.) การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริม Ease of Doing Business

2.4 Corporate digital ID ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลสำหรับนิติบุคคล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่จดเป็นทะเบียนนิติบุคคล ในการแก้ปัญหาบัญชีม้าที่เป็นบัญชีนิติบุคคล

3. การบริหารจัดการน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก

ข้อเสนอระยะเร่งด่วน ได้แก่

3.1 มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการทางด้านการเงินและการลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบกิจการได้ในกรณีที่ประสบสถาการณ์ที่เกิดจากภัยพิบัติ

3.2 การบูรณาการหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนแบบ Real time ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ

3.3 การจัดตั้ง War Room ของรัฐบาลเพื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสถารสถานการณ์น้ำ

3.4 ผลักดันให้มีการพัฒนาและเชื่อมต่อแหล่งน้ำทั่วประเทศ

ข้อเสนอระยะกลาง ได้แก่

3.5 การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างความต้องการน้ำ (Demand) และการจัดหาน้ำ (Supply) อย่างสอดคล้องและเหมาะสม

3.6 ขยายผลการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตันแบบไปสู่พื้นที่อื่นๆ เช่น การบริหารจัดการน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

3.7 ส่งเสริมองค์ความรู้แก่ผู้ใช้น้ำทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจด้านเทคโนโลยี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อเสนอระยะยาว ได้แก่

3.8 นโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานและแนวทางการบริหารจัดการน้ำ (Infrastructure and Water Management) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทันสมัยและยั่งยืน เพื่อรองรับการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และชุมชน อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถรับมือกับปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยโต้อย่างยั่งยืน

4. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ ส่งผลให้คนไทยมีงานที่มีคุณภาพรายได้สูง และเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอระยะเร่งด่วน ได้แก่

4.1 ผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนใน EEC โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน การจัดทำสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจและดึงดูดการลงทุน และเสนอให้เพิ่มจังหวัดปราจีนบุรี เป็นอีก 1 จังหวัดที่รวมอยู่ในพื้นที่ EEC

4.2 การอำนวยความสะดวกด้านการถ่ายลำทางเรือในระบบคอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง โดยขอพิจารณาจัดทำ Transshipment Sandbox เป็นระยะเวลา 1 ปี

4.3 การปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะสินค้านำเข้าที่ไม่มีคุณภาพและการทุ่มตลาด การส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย สินค้าที่ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MIT) และการส่งเสริมสินค้าไทยด้วยการโปรโมทซอฟต์พาวเวอร์

4.4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ และการส่งเสริมการค้าชายแดน โดยเฉพาะการเจรจากับเพื่อนบ้านเพื่อยกระดับจุดผ่านแดนทางการค้า การแก้ไขข้อจำกัดและอุปสรรคการขนส่งสินค้าจากไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการนำเข้า – ส่งออกสินค้าทางอากาศ

4.5 เร่งรัดการปรับปรุง - ทบทวน กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและกระบวนงานที่เกี่ยวกับการอนุญาต และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในขั้นตอนการดำเนินงานทั้งหมดของภาครัฐ

ข้อเสนอระยะกลาง ได้แก่

4.6 ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคต โดยรักษาและต่อยอดความเป็นฐานการผลิตยานยนต์ ICE การผลักดันนโยบาย ZEV ให้มีความต่อเนื่องทั้ง Ecosystem การส่งเสริมนโยบาย Part Transformation เข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ฯลฯ

4.7 ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy or Eco-friendly Economy) ภายใต้แนวคิด BCG Model ทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ส่งเสริมการนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ เป็นวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) และการใช้ประโยชน์ใหม่ (waste symbiosis) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) รวมถึงบูรณาการแนวทางการออกกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติต่อเรื่อง Climate Change ให้ไปในทิศทางเดียวกัน

4.8 เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ และก้าวทันกระแสโลก ทั้งการเจรจากับประเทศคู่ค้าให้เกิดการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างทางการเงินและการค้าระหว่างกันในภูมิภาค การส่งเสริม Cashless & digital economy การสนับสนุน tax incentive สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ Transition finance และการลงทุนที่เกี่ยวกับ Green ฯลฯ

ข้อเสนอระยะยาว ได้แก่

4.9 เร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ โดยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค การเพิ่มสิทธิประโยชน์ การอำนวยความสะดวกเรื่องการครองที่ดินในกลุ่มแรงงานที่มีทักษะหรือความเชี่ยวชาญระดับสูง

ในการนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้ความร่วมมือ ระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด จะมีส่วนช่วยผลักดันข้อเสนอดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกที่มีอยู่ นั่นคือ การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันโดยตรง เกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ อย่างตรงประเด็น รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืน กกร. จึงขอเสนอให้รัฐบาลกำหนดการจัดประชุม กรอ. อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 6 เดือน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยมีเป้าหมายให้ GDP ของไทยกลับมาเติบโตเฉลี่ยไม่ต่า กว่า 3 – 5% ในอนาคตอันใกล้ต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...